ตอนที่ 4
ไลฟ์ช่วยชีวิต
เซี่ยอวี่โทรมา…
ซ่งเหยากดรับสายด้วยความแปลกใจสุดๆ ร้อยวันพันปี พี่ชายเซี่ยอวี่ไม่เคยแสดงความสนใจน้องสาวอย่างเซี่ยหนิงเลย จนกระทั่งคราวนี้…
เขาเคยโทรมาเพียงเพื่อส่งเงินก้อนหนึ่งพร้อมบอกให้ซ่งเหยาช่วยดูแลน้องสาวแทน แล้วก็วางสายไปอย่างไร้ร่องรอย
ซ่งเหยานั่งนิ่ง สะกิดใจสงสัยว่า พระอาทิตย์วันนี้อาจจะขึ้นผิดทาง ขึ้นจากทิศตะวันตกแทนทิศตะวันออกแล้วล่ะมั้ง…
“สวัสดีค่ะพี่” เอ่ยทักเรียบร้อยก็ตามมาด้วยเสียงตะคอกจากปลายสายจนเธอต้องเอาโทรศัพท์ออกห่าง เธอปล่อยเขาบ่นไปพักใหญ่ก่อนจะจับใจความได้ว่า
เซี่ยหนิงทำสัตว์ตายเกือบหมดโรงพยาบาลแล้ว!
“อะไรนะคะ ฉันจะไปดูเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” ซ่งเหยารีบกดวางสายอย่างร้อนรน
ความจริงแล้ววันนี้ซ่งเหยาก็ต้องเข้าไปดูแลโรงพยาบาลสัตว์เหมือนทุกวัน แต่แฟนของเธอกลับป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาหารเป็พิษ ซ่งเหยาจึงจำใจฝากให้ไป๋เซี่ยหนิงดูแลโรงพยาบาลสัตว์คนเดียว ใครจะไปคิดว่า ยัยเพื่อนรักคนนี้จะสร้างเื่ใหญ่โตจนทำให้สถานการณ์บานปลายแบบนี้…
ซ่งเหยารีบโทรหาเซี่ยหนิง มือก็รีบเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับโรงพยาบาลสัตว์ ไม่สนใจแฟนอีกต่อไป
“เกิดอะไรขึ้น จะไปแล้วเหรอ แล้วฉันล่ะ”
“นายไม่ตายแล้วก็นอนนี่ไปก่อน ฉันต้องรีบไปดูหนิงหนิง หมาแมวจะตายหมดแล้ว รอไม่ได้แล้ว อย่างงอแงนะที่รัก” พูดจบก็จูบข้างแก้มเขาเบาๆ แล้วรีบผละออกมา
ไป๋เซี่ยหนิงเปิดประตูโรงพยาบาลสัตว์ออกช้า ๆ แต่ไม่ได้พลิกป้ายให้บริการหน้าร้าน แม้แสงแดดยามสายจะสาดเข้ามาเต็มหน้าต่าง แต่เธอกลับรู้สึกเฉยชาเกินจะใส่ใจเื่เวลา หรือภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะสัตวแพทย์ของร่างนี้
เมื่อได้ยินว่าเซี่ยอวี่จะเป็คนรับผิดชอบค่าชดเชยทั้งหมดให้ เธอก็ถอนหายใจโล่งอก หัวใจที่แบกความผิดจากการทำสัตว์เลี้ยงตายอย่างไม่ตั้งใจเบาลงเล็กน้อย หญิงสาวหอบร่างอันหิวโหยที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งคืน เดินลงมายังชั้นล่างอย่างเชื่องช้า ตั้งใจจะมารออาหารที่สั่งเดลิเวอรี่ไว้ เธอไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นแก้ปัญหายังไง แต่เธอรู้ว่าท้องต้องเต็มก่อนถึงจะคิดอะไรออก…
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้น พร้อมชื่อของ "ซ่งเหยา" ปรากฏเด่นชัด
ไป๋เซี่ยหนิงยกโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายด้วยปลายนิ้ว ก่อนจะเปิดลำโพงแล้ววางไว้บนโต๊ะข้างตัว เธอเดินไปยืนพิงกรอบประตู มองออกไปยังถนนเบื้องหน้า รถยนต์แล่นผ่านไปมาเป็สาย ลมหายใจของเธอคล้ายจะผ่อนคลายลงเล็กน้อยท่ามกลางเสียงจราจรที่แปลกหู ก็แน่ล่ะ หุบเขาอสรพิษไม่มีรถสักคัน เกวียนก็ไม่มีด้วยซ้ำ
เสียงของซ่งเหยาดังขึ้นทางสายโทรศัพท์
“เซี่ยหนิง! เธอทำอะไรกันแน่ ทำไมพี่ชายเธอโทรมาหาฉันแต่เช้า!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนและความสับสน
ไป๋เซี่ยหนิงยังคงเหม่อมองถนน ปลายนิ้วเกลี่ยผมข้างแก้มเบา ๆ
“…ฉันก็กำลังสงสัยเหมือนกัน ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”
เธอพูดพลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะที่แฝงความงุนงงและความเหนื่อยล้าในเวลาเดียวกัน
ก็หมาแมวพวกนั้นมันตายเองนี่นา เธอไม่ได้มีเจตนาฆ่ามันสักหน่อย
( เธอรู้มั้ย เ้าของพวกมันจะต้องเอาเื่พวกเราตายแน่ๆ เธอนึกดูดีๆ มันมีอาการอะไรก่อนตาย)
“ไม่ได้มอง เธอก็มาดูกล้องวงจรปิดเองสิ”
ซ่งเหยาััได้ว่าวันนี้เพื่อนรักเปลี่ยนไปมาก ระดับความกวนประสาทสาทแทบจะสูงทะลุเพดาน ดีที่เธอเป็คนใจเย็นจึงไม่กรี๊ดใส่หูเพื่อนสาว แต่หากเป็หมอเกาล่ะก็ เซี่ยหนิงไม่รอดแน่
(เธอเปิดร้านรึยัง)
“ยัง ฉันรอเดลิเวอรี่อยู่”
(เธออย่าเพิ่งรับลูกค้าใหม่นะ ถ้ามีลูกค้าเก่ามาติดต่อให้รอฉันก่อน อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งนั้น ฉันจะจัดการเอง)
“อือ” ไป๋เซี่ยหนิงรับคำอย่างว่าง่ายแล้วกดวางสายไป
นี่เป็การสั่งเดลิเวอรี่ครั้งแรกของไป๋เซี่ยหนิง และเธอก็ตื่นเต้นกับมันมากอย่างไม่น่าเชื่อ
หญิงสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนภายในโรงพยาบาลสัตว์ สองเท้าแกว่งไปมาอย่างอารมณ์ดี ขณะที่มืออีกข้างก็กำโทรศัพท์ไว้แน่น เธอเลื่อนหน้าจอขึ้นลงอย่างเพลิดเพลิน คลิปวิดีโอสั้นหลากหลายแนวโผล่ขึ้นมาต่อกันเป็สาย ทั้งคลิปทำอาหาร คลิปสัตว์น่ารัก คลิปดาราเต้น และบทสัมภาษณ์แปลกประหลาดที่เธอฟังแล้วต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
โลกมนุษย์เปลี่ยนไปมากกว่าที่เธอคิดไว้
"มนุษย์นี่…ไม่เบื่อหรือยังไงนะกับการเต้นท่าเดิม ๆ แล้วก็ยิ้มใส่กล้อง" เธอบ่นพึมพำ แต่ก็นั่งดูต่ออยู่ดี
แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรทั้งหมด แต่การได้มีโทรศัพท์ มีอินเทอร์เน็ต และมีอาหารที่กดสั่งได้ด้วยปลายนิ้ว มันก็ทำให้การอยู่ในร่างมนุษย์รู้สึก…สะดวกสบายกว่าที่คาดเอาไว้มากทีเดียว
ไป๋เซี่ยหนิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ดวงตายังจับจ้องหน้าจอแต่ในใจเริ่มเงียบลงอย่างแปลกประหลาด
เธอเคยคิดว่าโลกมนุษย์จะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สกปรก อึดอัด และยุ่งเหยิง และมันก็เป็แบบนั้นในบางมุมจริง ๆ
แต่ในขณะเดียวกันก็มีอะไรบางอย่างที่…อบอุ่น และเรียบง่ายกว่าที่เธอเคยรู้จัก
เธอไม่ต้องแฝงตัวซ่อนพิษ ไม่ต้องขดตัวอยู่ในเงา ไม่ต้องหลบหนีใคร ไม่ต้องกัดหรือขู่เพื่อเอาตัวรอด ไม่ต้องออกล่าหาอาหาร
แค่นั่งอยู่ตรงนี้ มีเก้าอี้สบายๆ ให้นั่ง มีหน้าจอให้จ้องเสพสื่อบันเทิงสุขใจ มีอาหารกำลังจะมา…เพียงแค่นั้น
บางที…การมีชีวิตอยู่แบบนี้ก็คงไม่เลวเท่าไร
อา…ถ้าไม่นับวันสิ้นโลกนะ
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันดังขึ้น เดลิเวอรี่ใกล้มาถึงแล้ว
เธอลุกขึ้นด้วยสีหน้าราวกับเด็กได้ของขวัญ เดินไปที่ประตูด้วยจังหวะที่ไม่รีบร้อน แต่หัวใจก็เต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว
ชีวิตใหม่ของเธอในโลกมนุษย์…อาจเริ่มต้นจากของกินกล่องแรกก็ได้
เธอเพิ่งลิ้มรสอาหารได้ไม่กี่คำ เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่ง ในมือของเขาถือโทรศัพท์มือถือเอาไว้
[คำเตือน: ชายคนนี้กำลังไลฟ์สด โฮสต์ต้องระวังภาพลักษณ์ เราสามารถเรียกคะแนนชื่อเสียงจากการไลฟ์สดได้]
ไลฟ์สดคืออะไร ไป๋เซี่ยหนิงยังไม่ได้ทำความรู้จักกับมันที เธอย่อมไม่เข้าใจอยู่แล้ว แต่ที่ระบบบอกให้เธอระวังภาพลักษณ์นั้นเธอเข้าใจอยู่
หญิงสาวยิ้มหวาน เอ่ยคำทักทายอย่างเป็มิตร
“สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะ” เธอถามเพราะสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้พกหมาหรือแมวมาด้วย แต่เธอก็ไม่แน่ใจเพราะรู้มาว่ามนุษย์ในปัจจุบันมีการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นด้วย อาจจะเป็แมงมุม หรือตัวอะไรขนาดเล็กที่เธอไม่ทันสังเกตเห็นก็ได้
“คือว่าผมเจอหมาตัวหนึ่งถูกรถชน ตรงถนนด้านหน้านี้ครับ รบกวนคุณไปดูมันหน่อยได้มั้ย” เขาว่า มือก็ยังถือโทรศัพท์ถ่ายมาทางนี้ แต่สายตาไม่ได้แลมาทางเธอสักนิด เอาแต่สนใจข้อความบนหน้าจอ
ไป๋เซี่ยหนิงอยากหัวเราะแต่ไม่มีน้ำตา เธอจะทำอะไรได้ สัตวแพทย์ตัวจริงก็ไม่ใช่ เขาพูดมาขนาดนี้จะไม่ไปก็คงจะโดนด่าเต็มที่เลย แต่ถ้าไป…หมาตัวนั้นก็ตายแน่ๆ
ไปก็โดนด่า ไม่ไปก็โดนด่า ฮือ…งูสาวอยากร้องไห้
[ไปเถอะ ถ้ามันตายก่อนไปถึงจะไม่ถือเป็ความผิดของโฮสต์และอาจได้รับความสงสารจากชาวเน็ต ซึ่งถือเป็คะแนนชื่อเสียงอีกด้วย]
ไป๋เซี่ยหนิงยิ้มเจื่อน
“รอสักครู่นะคะ ขอเตรียมอุปกรณ์สักครู่ค่ะ” เธอพูดเสียงนุ่มแล้วรีบปลีกตัวเข้าไปด้านหลัง “ข้าต้องทำยังไง ข้าจะตบตาพวกนั้นได้หรือไม่ เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าข้าเป็หมอปลอม”
[วงการบันเทิงต้องมาควบคู่กับอาชีพนักแสดงอยู่แล้ว ขอให้โฮสต์เริ่มต้นทำการแสดงั้แ่ตอนนี้]
ไป๋เซี่ยหนิงเริ่มนึกอยากให้ระบบมีตัวตน เธอจะทุบมันสักสองสามที
“ต้องทำยังไง”
[หากพบสุนัขได้รับาเ็เฉียบพลัน: ควรหลีกเลี่ยงการััโดยตรง รีบหาผ้าห่มหรือผ้าขนหนูเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว ห้ามให้สิ่งของทางปาก และรีบนำส่งคลินิกทันที คะแนนชื่อเสียงจะขึ้นหากมีคนเห็นว่าโฮสต์มีความรับผิดชอบ]
หญิงสาวคว้าไปแต่ผ้าขนหนู เธอมั่นใจมากว่าไม่ได้ปฐมพยาบาลอะไรหรอก แค่เพียงเห็นหน้าเธอมันก็คงขาดใจตายทันที
เธอรีบตามสตรีมเมอร์หนุ่มคนนั้นไป ชายคนนั้นเอาแต่ถ่ายมาที่เธอตลอดทาง จนเธอแทบจะเก็บสีหน้าเลิกลั่กของตัวเองไม่ไหวอยู่แล้ว โชคดีที่คอมเมนต์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าท่าทีของเธอเป็เพราะว่าร้อนใจ เป็ห่วงหมาตัวนั้นทำให้เธอรอดไปได้และยังได้คะแนนชื่อเสียงมาส่วนหนึ่ง
เธอตามชายหนุ่มข้ามถนนไป มืออีกข้างยังกำอุปกรณ์ปฐมพยาบาลแน่นไม่ปล่อย ทันทีที่พ้นพุ่มไม้ริมถนนไป ร่างของสุนัขตัวนั้นก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ไป๋เซี่ยหนิงชะงักเท้าแทบไม่ทัน ดวงตากลมเบิกกว้าง หางตาสะท้อนแสงสีแดงของไฟท้ายรถที่ยังวิ่งห่างออกไป ใช้ชีวิตบนท้องถนนนี่อันตรายเหลือเกิน ถ้าเธอถูกชนขึ้นมาก็คงแย่ไม่ต่างกับหมาตัวนั้น
มันนอนหอบหายใจรวยรินอยู่กลางถนน ขนสีน้ำตาลเข้มเปรอะเปื้อนไปด้วยเืและเศษฝุ่นโคลน หัวของมันเอียงเล็กน้อย ดวงตาข้างหนึ่งยังลืมอยู่ราวกับยังพยายามจ้องมองคนที่มันเคยไว้ใจ หรืออาจจะแค่ขอความช่วยเหลือครั้งสุดท้าย
ขาหลังข้างหนึ่งของมันบิดผิดรูปชัดเจน ร่างสั่นกระตุกเป็จังหวะสั้น ๆ ทุกครั้งที่มันหายใจ
เสียงรถราบีบแตรห่างออกไปคล้ายอยู่ไกลคนละโลก ขณะที่เธอเดินเข้าไปใกล้
กลิ่นเืจาง ๆ ผสมกับกลิ่นเหล็กร้อนทำให้ไป๋เซี่ยหนิงนิ่วหน้า ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เพราะรู้ว่าร่างเล็ก ๆ ตรงหน้ากำลังเ็ปเกินกว่าเธอเคยจินตนาการ
น่าสงสารจัง
หัวใจของเธอกระตุก ร่างกายเหมือนจะเย็นวาบทั้งที่อากาศร้อนอบอ้าว
มันเหลือบตามองหญิงสาว แต่ทันทีที่เห็นเธอก็เหมือนิญญาถูกกระตุ้นให้ะโออกจากร่างไปทันที ไม่ถูกความเ็ปพันธนาการอีกต่อไป ร่างสุนัขกระตุกเฮือกและแน่นิ่งไปทันตา
เธอคุกเข่าลงข้างมันช้าๆ และเริ่มต้นกอบโกยคะแนนชื่อเสียง เธอบีบน้ำตาเล็กน้อย ใช้วิธีที่ปีศาจจิ้งจอกชอบใช้ยั่วยวนมนุษย์
“เรามาช้าเกินไป…มันจากไปแล้ว” พูดจบก็ปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมทำสีหน้าประหนึ่งว่าตัวเองเศร้าโศกเสียใจมาก น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเ็ปที่ถูกแต่งเติม
“อา… ไม่เป็ไรนะคุณหมอ เรายังสามารถหาเ้าของหรือร่วมฝังศพให้มันได้”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างว่างเปล่า ราวกับว่าความเศร้านั้นเป็เพียงหน้ากากชิ้นหนึ่ง
จังหวะนั้นเองซ่งเหยาก็มาถึง เมื่อเห็นว่ามีสตรีมเมอร์กำลังไลฟ์สตรีมอยู่ก็กลัวเหตุการณ์จะบานปลาย รีบเข้าไปหาไป๋เซี่ยหนิงทันที
“เซี่ยหนิง เธอกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการตรงนี้เอง” ซ่งเหยาเห็นขอบตาของเพื่อนแดงเรื่อก็เข้าใจเื่ทุกอย่าง
เซี่ยหนิงของเธอเป็คนอ่อนโยน จิตใจอ่อนไหวเกินกว่าจะรับภาพความตายอันรุนแรงนี้ได้ คุณหนูผู้บอบบางอย่างเธอไม่เหมาะกับกลิ่นคาวเืและความตาย เธอรีบส่งเพื่อนสาวกลับไปก่อนแล้วติดต่อเื่ราวกับสตรีมเมอร์ต่อ จวบจนทุกอย่างเสร็จสิ้นเวลาก็ล่วงไปเกือบหนึ่งชั่วโมง
ทว่า…เมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาลสัตว์ก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่วนของใครบางคน ทัศนคติของซ่งเหยาแทบจะพลิกกลับทันที หยดน้ำตาเมื่อครู่ ความเศร้าโศกเสียใจที่ผ่านมาไม่นานนั่นหายไปไหนเสียแล้วล่ะ
หรือว่าคนตรงหน้าเธอ…ไม่ได้เสียใจมาั้แ่แรก
“เซี่ยหนิง…”
“มาแล้วเหรอ?” เสียงหวานดังขึ้นจากหลังเคาน์เตอร์ก่อนซ่งเหยาจะเดินเข้ามาเต็มตัว
เซี่ยหนิงยังไม่ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คลิปวิดีโอเสียงดังอยู่ในระดับที่ไม่เบานัก เสียงหัวเราะคิกคักจากคนในคลิปประสานกับเสียงหัวเราะของเธออย่างกลมกลืน
เธอนั่งไขว่ห้าง สองเท้าแกว่งไปมาราวกับไร้ความกังวล มือหนึ่งถือขนมขบเคี้ยว อีกมือไถหน้าจออย่างเพลิดเพลิน
“กลับมาเร็วนะเนี่ย”
ซ่งเหยาชะงักอยู่ตรงประตู ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีหน้าอื่น ใจเธอยังเต้นแรงเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ดวงตาคู่นั้นยังฝังภาพของเ้าหมาผู้น่าสงสารที่แน่นิ่งไปต่อหน้าต่อตา
แต่เพื่อนของเธอ...
เธอที่เมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนยังคุกเข่าร้องไห้อยู่ข้างศพสุนัข กลับนั่งหัวเราะกับคลิปแมวเต้นระบำอย่างไร้ร่องรอยของความเสียใจแม้แต่น้อย
“เธอ...เปลี่ยนไปนะ” ซ่งเหยาถามเสียงเบา
เซี่ยหนิงเงยหน้าขึ้นมามองชั่วครู่ ยิ้มหวานเฉยชา “อ้อ” เธอกระพริบตาปริบ ๆ แล้วหันกลับไปหาโทรศัพท์ เธอหัวเราะอีกครั้งเมื่อเห็นคลิปต่อไปเป็แมวเล่นเปียโน
ซ่งเหยายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจช้า ๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานโดยไม่พูดอะไรอีก เธอเข้าไปดูสัตว์ที่ตาย แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา หมาแมวพวกนั้น…ไม่มีตัวไหนรอดชีวิตเลย
แล้วเซี่ยหนิงก็ปล่อยมันเอาไว้อย่างนั้น เธอโเี้เกินไปแล้ว!
“เซี่ยหนิง…เธอทำบ้าอะไร พวกมัน…พวกมันตายหมดเลย” พูดจบก็ทรุดตัวลงกับพื้น แขนขาไร้เรี่ยวแรงทรงตัวไม่อยู่อีกต่อไป
เซี่ยหนิงวางโทรศัพท์มือถือแล้วจ้องมองเธออย่างเฉยชา แต่เมื่อประสานตากันซ่งเหยาก็รู้สึกราวกับถูกอสรพิษจ้องมอง เธอหายใจไม่ออก ขนลุกไปทั่วทั้งร่างเหมือนว่ามีงูตัวหนึ่งเลื้อยอยู่บนเรือนร่างของตนเอง
“เธอ…เธอไม่ใช่เซี่ยหนิง” ซ่งเหยากลั้นใจพูดออกไป
หญิงสาวปรบมือเบาๆ ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นอย่างร้ายกาจ
“ยินดีด้วย เซี่ยหนิงของเธอ ก็ตายไปแล้วเหมือนกัน”