ต้องขอบคุณมดตัวหนึ่งที่ทำให้ผมรับรู้ถึงพลังวิเศษที่มีอยู่เป็ครั้งแรกผมจ้องมองมดเดินเรียงกันเป็แถวที่มุมหนึ่งของสนามเด็กเล่นในบ้านเด็กกำพร้าผมหยิบมดออกมาตัวหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนเห็นตัวเอง ถูกแยกจากครอบครัว พูดไม่ได้ถูกผู้มีอำนาจเหยียดหยามมองเป็ของเล่น
“......”
เห็นมดที่ดิ้นไปมาระหว่างนิ้วมันช่างน่าขัน ผมคิดว่าประเทศนี้ก็คงมองคนที่ต่ำต้อยคนที่อ่อนแอ แบบนี้สินะ
เพราะแบบนี้ แม่ถึงทิ้งผม
เพราะแบบนี้ ผู้อำนวยการถึงได้มอบแต่ความเ็ปให้ผม
เพราะแบบนี้ ผมถึงได้ปิดกั้นตัวเองและเป็โรคภาวะเสียการสื่อความ
ผมเอาแต่คิดแง่ลบอยู่อย่างนั้น
“ถ้าไม่ใช่มด ก็คงทำแบบนี้ไม่ได้สินะ”
ต้องเป็แบบนั้นแน่
เพราะเป็มด ผมเลยสามารถหยิบมันมาเล่นและจ้องมองมันได้หากเป็เสือหรือสิงโต สถานการณ์คงกลับกัน ผมเพิ่งเข้าใจว่า ตอนที่ผมอายุเท่านั้นผมทั้งอ่อนแอและต่ำต้อยขนาดไหน
ผมต้องแข็งแกร่งขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ ผมจะได้ไม่โดนทิ้งไม่โดนทำร้าย ไม่เป็โรคภาวะเสียการสื่อความเหมือนคนโง่
“ต้องมีพลัง”
พลังอะไรก็ได้ที่สามารถช่วยให้ผมหลุดพ้นจากสถานการณ์แบบนี้ ผมจ้องมองมดที่เดินอยู่เต็มไปหมดเ้าพวกนี้เองก็คงอยากจะหลุดพ้นสถานการณ์แบบนี้เหมือนผมสินะ
ผมคลายนิ้วมือออก เพื่อที่จะปล่อยมดออกไป แต่ทว่ามดที่ถูกปล่อยกลับลอยค้างอยู่กลางอากาศแทนที่จะตกลงพื้น
“เอ๊ะ? ทำไมล่ะ”
ไม่ว่าจะดิ้นหรือขยับเท่าไหร่ มดก็ยังลอยอยู่กลางอากาศ ผมลองเอามือปัดผ่าน้าและล่างของตัวมดดูบางทีอาจมีใยแมงมุมติดอยู่หรืออาจมีลมพัดจากด้านล่าง
แต่มันไม่มี
“ทำไมถึงเป็แบบนี้ ตกลงไปสิ ตกลงไป!”
ในสถานการณ์ที่ยากจะเข้าใจ ผมะโอยู่ในใจอย่างไม่รู้ตัว มดจึงค่อย ๆเริ่มตกลงมาด้านล่าง ราวกับฟังคำพูดของผม
“เอ๋?”
เมื่อผมหยุดคิด มดที่กำลังตกลงไปกลับหยุดอยู่กลางอากาศอีกครั้ง ผมจึงคิดในใจอีกครั้งอย่างไม่ใส่ใจนัก
“กลับมานี่”
มดตัวนั้นจึงลอยกลับขึ้นมาอยู่บนนิ้วของผม ผมทำแบบนั้นซ้ำไปมาอยู่หลายรอบจนมั่นใจไม่รู้ทำไมถึงได้พลังนี้มา แต่ที่แน่ ๆ ขณะที่ผมกำลังสิ้นหวังที่ตัวเองไร้กำลังผมก็ได้พลังวิเศษนี้มา
พลังที่สามารถควบคุม เคลื่อนย้ายสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องัั ข้อดีแรกที่ผมคิดออกคือการปกปิดร่องรอย แม้จะมีพยานเห็นเหตุการณ์ หรือถูกจับภาพจากกล้องวงจรปิดก็ไม่หลงเหลือหลักฐานอะไรไว้
หลังจากวันนั้น ผมก็ลอบฝึกพลังจิตอย่างลับ ๆ จนคุ้นเคย สามารถเคลื่อนย้ายของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้และเมื่อผมสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักพอกับก้อนหินในห้องของผู้อำนวยการได้จึงใช้พลังจิตวางแผนฆ่าผู้อำนวยการ ถึงผลสุดท้าย ผมจะไม่ได้เป็คนฆ่า แต่ก็ถือว่าผมเป็สาเหตุหนึ่งของการตายนั้นไม่ต่างอะไรกับผมฆ่าเขา
ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณพลังจิต ที่ทำให้ผมสามารถหลุดพ้นจากนรกขุมนั้นออกมาได้
“จากนี้ไป คงไม่ต้องพบเจอคนแบบผู้อำนวยการแล้วสินะ”
พอออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านรอยยิ้มผมก็ไม่ได้ใช้พลังจิตอีกเลย ผมแค่ใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนอื่น
แต่ทว่า โลกนี้ ทำไมมันมีเยอะแบบนี้
ไอ้พวกคนเลว
“ทำให้คนอื่นเขาเ็ปแท้ ๆ แต่กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ”
ไม่ว่าการกระทำของพวกเขาจะรุนแรง หรือไม่รุนแรง แต่ผมเห็นผู้อำนวยการจากตัวพวกเขา
ผมทนไม่ได้
มันไม่ใช่ว่าผมรับความอยุติธรรมไม่ได้และก็ไม่ใช่ว่าผมเสพติดการฆาตกรรมแต่อย่างใด แค่อยากจะกำจัดให้พ้นตา พวกที่ทำให้ผมนึกถึงนรกในอดีต
ผมจึงตัดสินใจแล้วว่า
ถ้าผมเห็นเมื่อไหร่ จะฆ่าให้หมด
ผมลืมตาขึ้นตอนเที่ยงคืนครึ่ง ตื่นในเวลาที่ต้องนอน เหตุผลก็คือ เป็เวลาที่ไอ้คนเลวที่ผมเห็นเมื่อไม่นานมานี้ออกมาก่อเื่
ผมลุกจากที่นอน ถอดชุดนอนออก เปลี่ยนเป็สวมเสื้อฮู้ดกับกางเกงวอร์มหลังจากสวมเสื้อผ้าเสร็จ ผมก็เดินมาหน้ากระจก เสยผมขึ้นไป ก่อนออกจากห้องผมหันกลับไปมองที่นอนและชุดนอนที่ผมวางไว้อย่างลวก ๆ
-พรึ่บ
ทั้งผ้าห่มและชุดนอนถูกเก็บอย่างเป็ระเบียบด้วยพลังจิตของผม ใช้พลังไม่มากดีกว่าเดินไปเก็บเอง เป็พลังที่ทำให้ชีวิตประจำวันของผมสะดวกสบายมากขึ้น ออกจากห้องมาผมก็มองไปรอบ ๆ ห้องนั่งเล่นที่ไม่มีแม้กระทั่งโซฟาหรือโทรทัศน์เพราะว่าต้องย้ายบ้านอยู่บ่อยๆ การที่ผมต้องย้ายที่อยู่หลายครั้งก็เพื่อไม่ให้วิตกกังวลหลังจากก่อเหตุฆาตกรรม
พอออกจากประตูหน้าห้อง ผมก็สวมฮู้ดปิดหน้าปิดตาทันที ผมใส่ฮู้ดใส่หมวกแบบนี้จนติดเป็นิสัยไปแล้ว เพื่อที่จะปกปิดตัวตนของผม ถึงจะบอกว่าการใช้พลังจิตจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้แต่ถ้าผมไม่ระวังตัว เื่ก็อาจจะสาวมาถึงผมได้ ผมไม่อยากเปิดเผยพลังนี้ให้โลกรู้
ถ้าหากว่า พลังนี้ถูกเปิดเผยออกมาจะเป็อย่างไร อาจจะโดนเอาตัวไปทดลองหรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจจะต้องถูกลิดรอนอิสรภาพ ผมหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้ผมตกอยู่ในสภาพเหมือนที่เคยโดนที่บ้านรอยยิ้ม
แล้วทำไมถึงยังยอมเสี่ยงทำอะไรแบบนี้อีก
อดทนไม่ได้หรือไง
ไม่รู้สิ
อาจจะเป็เพราะความเ็ปจากการถูกทารุณ หรือไม่ก็เป็เพราะความอดทนบางอย่างในตัวผมหมดลงแล้ว
บางผมอาจทำสิ่งเหล้านี้...เพื่อหาคำตอบบางอย่างให้ตัวเอง
“น่าจะอยู่แถวนี้...”
ผมมองไปยังบริเวณทางเข้าร้านเหล้า เดินเล่นรอเขาอย่างไม่รีบร้อน
ไม่นานนัก
-เพล้ง
นั่นไง อยู่นั่น
ผมเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านอาหารที่ชื่อ โพช่า คุณป้าที่ดูเหมือนเป็เ้าของร้านเดินตามออกมาพลางสบถด่าแต่ชายคนนั้นกลับ “ขาก ถุย!” ถ่มน้ำลายใส่แล้วเดินโซเซจากไป จากท่าทางแบบนั้นผมเห็นเขาซ้อนทับกับภาพผู้อำนวยการเดินถือไม้ตะบอง
“จัดการยังไงดี...”
ผมเดินตามหลังเขาไปช้า ๆ จ้องมองจากข้างหลังแบบนี้ก็นึกถึงเื่เกี่ยวกับเขาขึ้นมาได้เื่หนึ่ง ผมเห็นเขาั้แ่ย้ายมาอยู่แถวนี้เมื่อหนึ่งเดือนก่อนขี้เมาที่เห็นได้ทั่วไปในละแวกนี้ นั่นคือความคิดแรกที่มีต่อเขาแต่แล้วผมก็ได้ยินคำพูดพวกนั้น ระหว่างที่กินข้าวเย็นอยู่ในร้านอาหารใกล้ ๆ
“เฮ้อ ไอ้ขี้เมามันโผล่มาอีกแล้ว”
เ้าของร้านถอนหายใจ พวกคนที่ดูเหมือนจะเป็ลูกค้าประจำพยักหน้าไปตามคำพูดของเ้าของร้าน
“นั่นสิคะ มาทำให้ละแวกนี้วุ่นวายอีกแล้ว ทำไมโรงพยาบาลถึงปล่อยตัวออกมาได้เห็นว่าอาการติดเหล้าของเขายังไม่ดีขึ้นเลยนะ”
“ก็ถ้าอยู่โรงพยาบาลมันใช้เงินเยอะ เลยอยู่ต่อไม่ได้น่ะสิ”
“จริง ๆ เลย งั้นก็ไม่ต้องให้เงินมันั้แ่แรกสิ พอมีเงินก็เอามาลงขวดหมดจะให้ไปทำไม เสียดายเงินเปล่า”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ ไม่รู้ทำไมถึงได้รับเงินสวัสดิการก็ไม่รู้ประวัติก็มี ไม่ใช่แค่สองสามคดีด้วย”
“มีประวัติอาชญากรรมด้วยเหรอคะ”
“ทั้งทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ ก่อกวน ไหนจะขัดขวางเ้าหน้าที่อีกพูดไม่หมดหรอก เหมือนเมื่อก่อนจะมีคดีข่มขืนด้วย”
“แต่ก็ยังได้รับเงินสวัสดิการอยู่อีกเหรอคะ”
“ใช่ ก็มันเป็สวัสดิการของรัฐ”
“บ้าจริง สวัสดิการบ้าบออะไร จ่ายเงินให้กับคนที่ทำร้ายคนอื่นให้กับคนที่มันทำผิดกฎหมาย เอาเงินประเทศไปใช้สบาย ๆ โอ๊ย ประเทศนี้มันดีจริง ๆ”
ผมวางช้อนลงแล้วถามไปว่าถ้าโดนเขาทำร้ายก็แค่ไปแจ้งตำรวจก็พอไม่ใช่เหรอ
“แจ้งตำรวจ? ถ้าเรียกตำรวจมาแล้วแก้ปัญหาได้คนแถวนี้จะมานั่งถอนหายใจกันทำไมล่ะคะ”
พวกเขาบอกว่าถ้าแจ้งตำรวจไป ก็จะโดนตามมาแก้แค้น เพราะแบบนี้ถึงได้มีประวัติอาชญากรรมเกินสิบคดี
“เฮ้อ รู้ว่าเหล้ามันไม่ดีก็ยังจะดื่มอีก”
เ้าของร้านยิ้มแห้ง เพราะเป็คนขายเหล้าเลยต้องโทษตัวเอง
มันตลกดีที่บอกว่าเหล้าผิด คนไม่ผิด
กฎหมายมีข้อยกเว้น ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดอยู่ในภาวะมึนเมา ขาดสติหรือไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้ที่บอกว่าอย่าไปถือสาคนเมา ในความคิดของผมคำพูดพวกนั้นไร้สาระสิ้นดี
-ติ๊ง
ขี้เมาเดินโซเซเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ผมมองอยู่ด้านนอก เห็นเขาทะเลาะกับพนักงานพาร์ตไทม์ ไม่มีทางที่ผมจะมองดูอยู่เฉย ๆ
-ติ๊ง
ผมเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วชวนพนักงานพาร์ตไทม์คุยเพื่อให้สถานการณ์สงบลง
“มีเื่อะไรกันหรือเปล่าครับ”
“ไม่ ไม่มีอะไรครับ”
พนักงานพาร์ตไทม์โบกมือบอกว่าไม่เป็อะไรและพยายามหยิบขวดเหล้าจากมือขี้เมา ระหว่างนั้นก็มีแต่คำสบถเสียงดังออกมา ผมยื่นแบงก์ห้าหมื่นวอนให้สองใบบอกเขาว่าอย่าทำให้เป็เื่ใหญ่ และให้ช่วยคิดเงินส่วนของเขารวมไปด้วยเลย
“แกจ่ายแทนฉันทำไม จะอวดรวยเหรอ ไอ้เวร!”
“ครับ ผมรวย”
ผมยิ้มไปตามมารยาท แล้วหยิบกล่องข้าวออกมาสองกล่องจากตู้แช่แข็งแถมยังซื้อบุหรี่ให้ด้วย แค่นี้ก็น่าจะพอทำให้สงบลงได้บ้าง
จากประสบการณ์ของผม ถ้าคนเราได้รับของบางอย่างมา ก็สามารถเปลี่ยนความรู้สึกที่ไม่ดีเป็ความรู้สึกที่ดีได้สำหรับเขาก็แค่เหล้าสองขวด กับแกล้มสองกล่อง และบุหรี่หนึ่งซองก็น่าจะเพียงพอ
“ฮึ่ม ไม่ขอบคุณหรอกนะ”
ขี้เมารีบกอดถุงไว้อย่างเร็ว กลัวว่าผมจะกลับคำ
“เอากลับไปทานที่บ้านนะครับ อากาศเย็น ๆ ไม่ควรนั่งทานข้างทางนะครับ”
ผมตั้งใจเน้นคำว่าบ้าน ด้วยคำพูดที่เหมือนบังคับทำให้เขาเริ่มต่อต้านผมอีกครั้ง
“ขาก ถุย! ไม่ต้องมาบังคับฉันฉันจะกินตรงไหนมันก็เื่ของฉัน แกยุ่งอะไรด้วย”
ชายคนนั้นถือถุงใส่ของด้วยมือเดียวแล้วเดินโซเซออกจากร้านสะดวกซื้อไป พนักงานพาร์ตไทม์ส่ายหัวไปมาพร้อมกับพูดว่า
“เฮ้อ ขนาดพูดดีด้วยแล้วยังทำตัวแย่ใส่อีก ทำไมเขาถึงเป็คนแบบนั้นนะ”
“นั่นสิครับ อย่าใส่ใจเลยครับ”
“เฮ้อ... นั่นสิครับ”
“เหนื่อยแย่เลยนะครับ”
“ขอบคุณมากเลยครับ เดี๋ยวครับ เอาอันนี้ไปทานด้วยครับ”
พนักงานหยิบกาแฟที่ติดป้ายหนึ่งแถมหนึ่ง มาให้ผมหนึ่งขวด ผมไม่ปฏิเสธที่จะรับมัน
“ขอบคุณครับ”
“ครับ กลับดี ๆ นะครับ”
หลังจากที่ผมกล่าวลากับพนักงานพาร์ตไทม์คนนั้นก็ออกมาพร้อมกับคาบบุหรี่ไว้ที่ปาก เดินไปตามทางที่ขี้เมาจากไป ผมอัดนิโคตินเข้าปอดพร้อมกับคิดในใจว่าขี้เมานั่นจะเดินไปไกลแค่ไหนกัน ผมหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าขี้เมานั่นนั่งอยู่บนม้านั่งในสนามเด็กเล่นที่อยู่ไม่ห่างจากร้านสะดวกซื้อเท่าไหร่นัก
“ไม่ต่างจากที่คิดไว้เลย”
มองเนื้อแผ่นที่กำลังจะเข้าปากเขา ผมจดจ่อกับสิ่งนั้นทันที ผมใช้พลังจิตทำให้เนื้อแผ่นไหลเข้าไปในปากลึกลงไปปิดหลอดลม
“แค่ก”
ติดคอแล้ว
ผมทำเป็ไม่เห็นแล้วเดินต่อไป ในขณะเดียวกันผมก็มองไปรอบ ๆ บริเวณนั้นที่นี่ไม่มีคนเดินผ่านและไม่มีกล้องวงจรปิด ยิ่งไปกว่านั้น เขาส่งเสียงออกมาไม่ได้คนที่อยู่แถวนี้ไม่มีทางรับรู้
“ขวดเหล้า กล่องข้าวที่กระจัดกระจาย และทางเดินหายใจอุดตัน สมบูรณ์แบบ”
ไม่มีร่องรอยของการถูกฆาตกรรม ถ้าพรุ่งนี้มีคนมาพบคงนึกว่าเป็อุบัติเหตุเป็การตายที่ไม่มีใครสงสัย
ผมดับบุหรี่แล้วเดินเข้าไปในเงามืดของซอยหนึ่ง ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
“ทางเดินหายใจอุดตัน ผ่านไปแล้ว 5 นาที”
ถ้าครบ 10นาที สมองจะตาย ถึงตอนนั้นต่อให้มีคนผ่านมาเห็นก็สายไปอยู่ดี ผมจึงรอเพื่อความสมบูรณ์แบบที่ตั้งใจไว้ขี้เมาล้มพับ ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ผมฆ่าเวลาโดยการดื่มกาแฟที่พนักงานพาร์ตไทม์คนนั้นให้มา
เมื่อผ่านไป 10 นาทีผมจึงค่อย ๆ เดินจากไปอย่างสบายใจ