หลี่หรูอี้หยิบหมวกหวายในมือชูขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอารอง นี่เป็หมวกนิรภัยที่เอาไว้ใช้ในสถานที่ก่อสร้างเมื่อใส่มันแล้วจะช่วยป้องกันศีรษะได้ ตอนที่ท่านและท่านพ่อไปสร้างกำแพงเมืองต้องสวมมันด้วยนะเ้าคะ”
วัสดุที่ใช้ในการทำหมวกนิรภัยก็คือหวายแก่ รูปร่างคล้ายหมวกกันน็อก ไม่เน้นความงามแต่เน้นการใช้งาน มีประโยชน์ในการป้องกันศีรษะ
“ที่แท้ก็หมวกนี่เอง” หลี่สือรู้สึกยินดียิ่ง อดรนทนไม่ไหวรีบนำหมวกหวายไปสวมหัว ทั้งยังวิ่งไปข้างหน้าหลี่ซานสั่นศีรษะพลางพูดอย่างยิ้มๆ ว่า “ท่านพี่หรูอี้มอบหมวกให้ข้า”
หลี่ซานมองไปยังบุตรีสุดที่รักด้วยดวงตาทอประกายแห่งความรัก
หลี่หรูอี้กำชับว่า “ท่านอารอง เมื่อไปถึงเมืองเยี่ยนแล้วต้องสร้างกำแพงท่านต้องเตือนให้ท่านพ่อสวมหมวกนิรภัยด้วยนะ”
หลี่ซานหยิบหมวกนิรภัยที่มีรูปร่างแปลกประหลาดขึ้นมาคิดว่าหวายแก่นั้นแข็งมากจริงๆ แต่บุตรีสุดที่รักก็ยังคิดหาวิธีนำมันมาทำเป็หมวกจนได้คงเสียเวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว เพื่อตอบแทนน้ำใจนี้เขาจะต้องเชื่อฟังคำของบุตรีสุดที่รักแน่นอน
หลี่สือราวกับได้รับของอันล้ำค่าก็มิปานรีบนำหมวกหวายไปร้อยเชือกแล้วสวมใส่ทันทีจากนั้นจึงแบกห่อสัมภาระใบใหญ่ที่บรรจุเครื่องนอนและเสื้อผ้าขึ้นหลังเดินตามหลังหลี่ซานออกไป
ปกติเขาเป็คนที่ถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะมาตลอด วันนี้เมื่อสวมหมวกหวายก็ยิ่งถูกชาวบ้านจับจ้องราวกับเห็นสัตว์ประหลาด
“เ้าก้อนหินนั่นเ้าสวมอะไรอยู่บนหัว?”
“หมวกนิรภัย!หรูอี้ให้ข้า”
“เมื่อครู่ข้ามองไกลๆยังคิดว่าเ้าเอาหม้อมาสวมหัวเสียอีก ที่แท้ก็เป็หมวกที่ใช้หวายเก่าๆสานขึ้นมานี่เอง หมวกหวายนี่ไม่มีปีกหมวก มิอาจบังแดดได้ ทั้งยังน่าเกลียดเพียงนี้มีอะไรน่าใส่กัน!”
“เ้ามีหรือไม่ถึงได้มาหัวเราะเยาะข้า? ฮึ... ข้ามี!” หลี่สือกรอกตาใส่คนผู้นั้น
หลี่หรูอี้ดึงแขนของหลี่สือมาใกล้ๆแล้วบอกให้เขาก้มตัวลง จากนั้นจึงกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของอีกฝ่าย “ท่านอารองเ้าคะ ข้าจะบอกความลับท่านอย่างหนึ่ง”
หลี่สือรีบมองไปรอบๆด้วยท่าทางเคร่งเครียด “ความลับอันใดหรือ?”
“ในห่อสัมภาระมียาที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านและท่านพ่อด้วยรอให้เห็นประตูเมืองเยี่ยนก่อน ท่านค่อยบอกท่านพ่อ”
“อ้อ...” หลี่สือรับปากออกมาคำหนึ่งทั้งยังหรี่ตามองไปยังหลี่ซาน
พี่น้องทั้งห้าแห่งบ้านหลี่เดินออกมาส่งพวกเขาถึงปากทางหมู่บ้านจนกระทั่งไม่เห็นเงาของคนทั้งสองแล้วจึงพากันกลับบ้านไป
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองพี่น้องหลี่ออกไปทำงานไกลๆปีที่ผ่านๆ มาใน่เวลานี้ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จแล้วพวกเขาก็ออกจากบ้านไปทำงานแบบนี้เช่นกัน
หลี่หรูอี้ได้ยินมาว่าการสร้างกำแพงที่เมืองเยี่ยนที่หลี่ซานจะไปในคราวนี้เป็งานที่ประกาศรับสมัครจากราชสำนักหนึ่งวันได้ยี่สิบทองแดง มีอาหารสองมื้อและมีที่พักให้ ห้าวันคำนวณบัญชีครั้งหนึ่ง
หนึ่งตำลึงเงินแลกได้หนึ่งพันทองแดง
หนึ่งทองแดงซื้อแป้งย่างจากแป้งข้าวโพดขนาดเท่าฝ่ามือใหญ่ๆได้สองชิ้นหรือผักสดหนึ่งชั่ง
เนื้อหมูหนึ่งชั่งสิบสองทองแดงไข่ไก่หนึ่งชั่งห้าทองแดง แป้งขาวชั้นดีหนึ่งชั่งสามทองแดง
ราคาของของที่นี่ค่อนข้างต่ำและแรงงานคนก็น้อยหากทำงานสร้างบ้านในอำเภอฉางผิง หนึ่งวันจะได้แปดทองแดง แต่ไม่มีค่าอาหารและที่พักให้
การสร้างกำแพงเมืองที่เมืองเยี่ยนเป็งานที่ลำบากทว่าได้รับเงินยี่สิบทองแดง ทั้งยังรวมอาหารและที่พักด้วย นับว่าค่าแรงและสวัสดิการยุติธรรม
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆในระยะหลายสิบลี้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีแล้ว ก็ไปทำงานสร้างกำแพงเมืองกันทุกคน
หากพี่ชายทั้งสี่ของหลี่หรูอี้อายุถึงสิบแปดปีก็คงจะตามไปด้วยแล้ว
ในสายตาของคนในหมู่บ้านการสร้างกำแพงเมืองเป็งานที่ทำเงินได้ดีกระทั่งในสายตาของหลี่หรูอี้เมื่อสามเดือนก่อนก็ยังคิดเช่นนั้น
ทว่าตอนนี้ิญญาของหลี่หรูอี้เป็ิญญาของแพทย์หญิงในกองทัพที่มาจากโลกอื่นนางคิดว่าแคว้นต้าโจวมีกำลังการผลิตต่ำมาก การสร้างกำแพงเมือง ก็เป็งานที่เสี่ยงและค่อนข้างอันตรายต่อร่างกายมาก
หากที่บ้านมีเงินมากพอคราวนี้สองพี่น้องหลี่ก็คงไม่ต้องไป
หลี่หรูอี้ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้โอกาสตอนที่หลี่ซานผู้เป็เ้าบ้าน ซึ่งมีนิสัยดื้อรั้นจนโน้มน้าวไม่ได้ไม่อยู่บ้านหลายเดือนนี้คิดหาวิธีทำเงินให้กับครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นนี้ให้ได้
จ้าวซื่อมีใบหน้าทรงกลมคิ้วดุจกิ่งหลิว ดวงตาดุจผลซิ่ง หางตามีรอยตีนกาปรากฏบางๆ อยู่หลายรอย ใบหน้างดงามโดดเด่นมวยผมเป็ทรงกลมง่ายๆ ไม่สวมเครื่องประดับใดๆ มีความอ่อนโยน ร่างกายของนางสูงโปร่งและผอมบางสวมชุดที่ถูกซักจนมองไม่เห็นสีเดิมและมีรอยปะชุนอยู่ทั่วไปนางยืนพยุงท้องอยู่หน้ารั้วบ้าน กำลังมองข้ามรั้วออกไป
เด็กในครรภ์อายุเกือบหกเดือนแล้วตอนกลางวันยังสงบดี แต่พอตกกลางคืนจะก่อกวนโดยถีบท้องของนางอย่างแรง จนนางไม่ได้นอนไปครึ่งคืนส่วนอีกครึ่งคืนหลังก็ยังคงถีบอยู่ แต่นางง่วงจนทนไม่ไหวจริงๆ จึงนอนหลับไป
เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าหมอนข้างกายว่างเปล่า อีกทั้งฟ้าสว่างแล้วจึงส่งเสียงเรียกทว่าในบ้านกลับไม่มีเสียงตอบ นางจึงลุกขึ้นมาเดินหารอบบ้าน แต่ก็ไม่พบใครเลย
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่หลี่ซานจะออกไปทำงานนอกบ้านไกลๆนางมักจะตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้เขากิน และยังเดินไปส่งเขาถึงปากทางหมู่บ้านอีกด้วย
วันนี้นางตื่นสายจึงไม่ได้ไปส่งในใจรู้สึกผิดเล็กน้อย
หลายปีมานี้หลี่ซานดีกับนางจริงๆ กี่วันกี่คืนผ่านไปนางก็ไม่แน่ใจนักทำให้นางลืมจุดด้อยของหลี่ซานที่เป็เพียงชาวบ้านไร้การศึกษาทั้งยังยากจนไปจนหมดสิ้น
หลี่ฝูคังซึ่งเป็บุตรชายคนที่สองของบ้านหลี่ เขาเป็คนใจร้อน เขาอยู่ห่างออกไปหลายจั้ง โบกมือให้จ้าวซื่อพลางกล่าวเสียงดัง “ท่านแม่ ท่านพ่อและท่านอารองไปแล้วขอรับ”
จ้าวซื่อมีบุตรกับหลี่ซานทั้งสิ้นห้าคน
หลี่เจี้ยนอันบุตรชายคนโต และหลี่ฝูคัง บุตรชายคนที่สองเป็ฝาแฝดกัน
หลี่อิงฮว๋าบุตรชายคนที่สาม และหลี่ิ่หาน บุตรชายคนที่สี่ อายุสิบเอ็ดปี เป็ฝาแฝดกัน
บุตรสี่คนแรกล้วนเป็บุตรชายคนที่ห้าเป็บุตรสาว ทั้งสองคิดว่ามีทั้งบุตรชายและบุตรสาวครบถ้วนเป็เื่ดี จึงตั้งชื่อให้บุตรสาวว่าหลี่หรูอี้ (สมปรารถนา)
หลี่อิงฮว๋าเดินมาจนกระทั่งเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของจ้าวซื่อจึงกล่าวว่า “ท่านแม่ท่านพ่อกลัวจะทำให้ท่านตื่นจึงไม่ให้พวกเราไปปลุกท่านแม่ขอรับ”
หลี่เจี้ยนอันกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่ ท่านพ่อไม่อยู่บ้านแล้ว ท่านวางใจเถอะพวกเราพี่น้องจะเชื่อฟังท่านแน่นอน”
“ท่านแม่ท่านพ่อเหลือแป้งย่างต้นหอมที่น้องสาวเป็คนย่างไว้ให้ท่านแผ่นหนึ่งขอรับ” หลี่ิ่หานกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้แล้วรีบเดินเข้าไปในห้องครัว
หลี่หรูอี้กล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “พี่สี่ ข้าใส่แป้งย่างไปในห่อสัมภาระของท่านพ่อแล้วมิใช่หรือ?”
หลี่ิ่หานหันมาหัวเราะ “ท่านพ่อถือโอกาสตอนที่เ้าไปหยิบหมวกอะไรนั่นแอบนำแป้งย่างต้นหอมให้ข้าบอกให้ข้าซ่อนไว้ให้ดี”
จ้าวซื่อนั่งลงบนม้านั่งไม้กินแป้งย่างต้นหอมอันหอมกรุ่นที่บุตรีสุดที่รักเป็คนทำ ในใจรู้สึกเบิกบาน เมื่อนึกถึงความเอาใจใส่ของสามีในใจก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง
หลี่หรูอี้เดินเข้ามาแล้ววางคางลงบนไหล่ของจ้าวซื่อเบาๆก่อนจะกล่าวถามว่า “ท่านแม่ แป้งย่างอร่อยหรือไม่?”
จ้าวซื่อบิแป้งย่างออกมาชิ้นหนึ่งแล้วยัดใส่ปากของหลี่หรูอี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “เมื่อครู่พี่ชายเ้าบอกว่า เ้ายังไม่ได้กินแป้งย่างที่เ้าทำเองกับมือเลยสักชิ้นก่อนหน้านี้เ้าตะกละเพียงนั้น ตอนนี้กลับอดทนได้แล้ว”
หลี่หรูอี้ไม่ได้มาออดอ้อนเพราะ้ากินของอร่อยนางมาเพราะ้าพูดเื่จริงจัง ทว่าปากถูกแป้งย่างยัดไว้จึงพูดไม่ได้ทั้งยังถูกมารดากล่าวหาจนกลายเป็ตัวตะกละไปแล้ว ในใจจึงรู้สึกคับอกคับใจเล็กน้อย
ตัวตะกละ ตัวี้เี เ้าของร่างเดิมเป็เด็กตะกละตะกลามคนหนึ่ง
จ้าวซื่อบิแป้งย่างออกมาอีกชิ้นยัดไปที่ปากของบุตรีสุดที่รักที่อยู่ด้านหลัง แต่คนข้างหลังกลับหลบ “เหตุใดจึงรู้สึกเขินอายเล่า ตอนเ้ายังเด็ก แม่กำลังทอดมันหมูเ้ายังถือโอกาสตอนที่แม่ไม่สนใจขึ้นมายืนบนม้านั่งไม้ยื่นมือไปจิ้มคราบน้ำมันในถาดรองไปกินเลย”
หลี่หรูอี้ได้ยินเสียงหลี่ฝูคังที่กำลังทำความสะอาดสวนด้านนอกห้องโถงหัวเราะเสียงดังจึงรีบกล่าวอย่างกระวนกระวาย “ท่านแม่ของข้าเมื่อครู่ท่านยังบอกอยู่เลยว่า ตอนนั้นข้ายังเด็ก ตอนนี้ข้าโตแล้ว ไม่ตะกละแล้ว”
เดิมทีผิวของจ้าวซื่อขาวกว่าสตรีในหมู่บ้านเสียอีกอีกทั้งยังไม่ค่อยโดนแดดจึงยิ่งละเอียดเนียนมากขึ้นไปอีกดวงตาดุจผลซิ่งหรี่ลงเล็กน้อย กล่าวว่า “หากไม่ตะกละแล้วเ้าจะดั้นด้นหาวิธีทำแป้งย่างอร่อยๆขนาดนี้ขึ้นมาด้วยตนเองได้หรือ?”
“ข้าฝันหรอกเ้าค่ะข้าฝันถึง” หลี่หรูอี้กรอกตาไปมา “ท่านแม่ ท่านก็คิดว่าแป้งย่างนี้อร่อยใช่หรือไม่ ท่านว่าหากครอบครัวของพวกเราทำแป้งย่างเช่นนี้ออกมาร้อยชิ้นแล้วนำไปขายที่ตัวอำเภอจะมีคนซื้อกินหรือไม่?”
“เ้าโน้มน้าวพ่อเ้าไม่ได้เลยมาโน้มน้าวแม่หรือ?” จ้าวซื่อกินแป้งย่างหมดแล้ว ในมือมีคราบมันติดอยู่จึงไปล้างมือที่ห้องครัวนางล้างมือพลางกล่าวว่า “แป้งขาวในบ้านเหลืออยู่สิบชั่งมีไว้สำหรับทำหมั่นโถวรับรองแขกในงานครบเดือนของน้องเ้าและเตรียมไว้สำหรับห่อเกี๊ยวในวันปีใหม่วันนี้เ้าใช้ทำแป้งย่างต้นหอมไปแล้วหนึ่งชั่ง เหลือเพียงเก้าชั่งแล้ว”
.......................................