คืนนี้ความฝันของหงซิ่วยุ่งเหยิงอลหม่านจนจับต้นชนปลายไม่ถูก มีทั้งจากความทรงจำของโส่วหงซิ่วและของเสวียนซู่ชิงสับสนปนเป กระทั่งตื่นมาในตอนเช้ายังมิอาจจับความได้
ซุ่นจั้งพาสาวใช้เข้ามาปรนนิบัติเหมือนเช่นทุกวัน เมื่อวานชุดที่สั่งตัดถูกส่งมาบางส่วน หงซิ่วจึงเลือกชุดกึ่งพิธีการ เป็ชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม
หลังจากที่รับข้าวต้มมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว นางก็ออกไปยืนรอส่งจวิ้นอ๋องที่หน้าตำหนักไท่หยาง พอเห็นิซีเหอออกมาจากตำหนัก นางยอบกายให้เขาคราหนึ่ง
ครั้นเห็นนางหัวคิ้วทั้งสองของิซีเหอพลันย่นเข้าหากัน ก้าวเดินมาหยุดยืนเบื้องหน้าพลางมองอาภรณ์ที่นางสวม ก่อนจะถามขึ้น “เ้าจะไปที่ใด”
หงซิ่วตอบไปว่า “เมื่อวานหม่อมฉันทำให้ท่านพ่อโกรธ จนต้องเข้าวังไปฟ้องฮ่องเต้ เกรงว่าวันนี้ หวงกุ้ยเฟยคงต้องเรียกหม่อมฉันเข้าไปติเตียนเป็แน่ เลยเตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้าเพคะ”
ิซีเหอพยักหน้าเข้าใจ ไม่ได้ถามอันใดอีก รอให้นางกล่าววาจาส่งเขาอีกสองสามคำ ถึงได้ออกไปทำงาน
หลังจากที่เขาไปแล้ว หงซิ่วก็หมุนตัวเตรียมจะเดินกลับตำหนัก ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้า เหอสวีอีก็วิ่งมาดักหน้าท่าทางเดือดดาลเป็ที่สุด มาถึงก็พ่นคำหยาบคาย “นางลูกโสเภณี! บังอาจให้เล่ห์มารยากับท่านอ๋องหรือ!” ครั้นเห็นว่าเหอสวีอีง้างมือขึ้น ซุ่นจั้งพลันถลันกายเข้ามาบัง ฝ่ามือนั้นจึงตบลงมาบนใบหน้าของนางแทน
สาวใช้สองคนด้านหลังรีบเข้ามาประคองหงซิ่วถอยหลังไปห้าก้าว ทั้งยังยืนป้องกันอย่างแ่า
ซุ่นจั้งไม่รอให้เหอสวีอีกระทำตัวต่ำทรามให้ท่านอ๋องต้องอับอาย หันไปะโเรียกสาวใช้มาจับนาง พลางกล่าวเสียงเข้มงวด “คุณหนูเหอ ท่านเป็แค่ผู้อาศัย มาขอพึ่งบารมีท่านอ๋อง ควรจะสำเหนียกตัวเองไว้บ้าง รู้หรือไม่ว่าโทษของการทำร้ายพระชายาคืออันใด”
“ปล่อยข้า! นางซุ่นจั้ง นังคนเนรคุณ! นางบ่าวทรยศ!” สวีอีกรีดร้องโวยวายเสียงดัง ด่าทอไม่หยุดปาก ซุ่นหยิงพยายามจะเข้าไปช่วยเ้านาย แต่ถูกหัวกงกงจับเอาไว้
หงซิ่วมองภาพนี้ด้วยความสมเพช อันที่จริงนางไม่อยากยุ่งเื่ส่วนตัวของเขานัก แต่หากปล่อยไป สตรีนางนี้ต้องทำลายชีวิติซีเหอเข้าสักวัน เมื่อเห็นสวีอียังโวยวายด่าทอไม่เลิก หงซิ่วจึงตวาดเสียงเข้ม “หุบปาก!”
เสียงของนางทั้งกังวานและทรงอำนาจ ทำให้สวีอีเงียบปากไปทันที
หงซิ่วกล่าวต่ออย่างเ็า “เขาเป็ถึงจวิ้นอ๋อง โอรสของอดีตฮ่องเต้ มีพระมารดาเป็ถึงไท่เฟย แล้วเ้านับเป็ตัวอันใด ไม่เจียมตัวยังพอทำเนา แต่นี่กลับมีเจตนาทำให้จวิ้นอ๋องขายหน้า เ้ามีหัวคิดบ้างหรือไม่! เหอสวีอี ข้าแนะนำให้เ้ากลับไปยังที่ที่เ้าจากมาจะดีกว่า กำพืดอย่างเ้าไม่เหมาะที่จะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่” หงซิ่วเอ่ยจบก็ไม่รอดูสีหน้าของอีกฝ่าย ให้สาวใช้ประคองกลับตำหนัก ก่อนไปยังสั่งให้สาวใช้ลากสวีอีกลับเรือนหูเยว่
ฉวีกงกงที่เห็นเหตุการณ์แอบรู้สึกสาแก่ใจอยู่ไม่น้อย เขาเองก็อยากให้สตรีนางนี้ไปพ้นจวนอ๋องเสียที ครั้นคิดไปถึงคำพูดของพระชายาเมื่อครู่ ในใจพลันเกิดความรู้สึกนับถืออยู่บ้าง
หงซิ่วกลับมานั่งจิบชาอยู่ครู่หนึ่งก็โบกมือให้สาวใช้ล่าถอยออกไป เหลือไว้เพียงซุ่นจั้ง รอให้ทุกคนออกไปแล้ว จึงกล่าวขึ้น “ซุ่นจั้ง ข้ารู้ว่าเ้าภักดีต่อท่านอ๋อง ข้าจะไม่ขอให้เ้าเปลี่ยนนาย แต่อยากขอความร่วมมือ ไม่รู้ว่าเ้าจะยินดีทำหรือไม่”
ซุ่นจั้งมองหงซิ่วอย่างชั่งใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงจริงจัง “หากเื่ที่ท่านจะทำไม่เป็ภัยต่อท่านอ๋อง หม่อมฉันยินดีเพคะ”
หงซิ่วกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ข้าไม่มีวันทำร้ายเขา เ้าวางใจเื่นั้นได้ ที่ข้า้าจากเ้า หาใช่เื่หนักหนา เพียงแค่ช่วยข้าปิดบังบางเื่จากจวิ้นอ๋อง คงไม่ต้องให้ข้าพูดกระมัง ว่าสถานการณ์ของจวิ้นอ๋องยามนี้เป็เช่นไร สิ่งที่ข้าจะทำต่อไปจากนี้ล้วนทำเพื่อเขาทั้งสิ้น เ้าเชื่อข้าหรือไม่”
เอ่ยจบหงซิ่วหันไปสบตากับซุ่นจั้ง แค่มองตากันก็รู้ความหมาย ไม่จำเป็ต้องกล่าวให้มากความอีก
เมื่อตัดสินใจแล้ว ว่าจะแก้ไขความผิดพลาดในอดีต หงซิ่วจำต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะตอนนี้นางหาได้มีอำนาจและเก่งกาจเหมือนอย่างเสวียนฮองเฮา ทุกย่างก้าวของนางจึงต้องระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง
หงซิ่วนั่งรออีกไม่นาน ขันทีจากตำหนักอี้คุนก็มารับนางเข้าวังตามที่คาด การต้องย้อนกลับเข้าไปในวังต้องห้าม ทำให้นางรู้สึกใจสั่นอยู่บ้าง มิหนำซ้ำยังต้องไปพบกับศัตรูเก่าอย่างโส่วเอ้ออิง หากจะบอกว่าไม่รู้สึกอันใดเลยคงมิได้
รถม้าเคลื่อนผ่านประตูเทียนอันเหมิน หยุดลงหน้าประตูหย่งติ้งในเขตพระราชฐานชั้นกลาง จากนี้นางจะต้องเดินเท้าเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นใน ผ่านเข้าไปทางประตูเสิ่นอู่เหมินทางทิศเหนือที่หันหน้าเข้าอุทยานจิ่งซาน ตลอดทางที่เดินฝ่ามือของหงซิ่วชื้นไปด้วยเหงื่อ หากเป็ไปได้ นางไม่อยากกลับมาที่นี่เลยจริงๆ
เมื่อมายืนหน้าตำหนักอี้คุน ที่ประทับของหวงกุ้ยเฟย หงซิ่วถึงค่อยๆ สงบลงช้าๆ นางถูกพาเข้าไปในตำหนักเพียงลำพัง
ไม่น่าเชื่อ ว่านางจะมีวันนี้ วันที่ต้องคุกเข่าทำความเคารพโส่วเอ้ออิง
หวงกุ้ยเฟยปีนี้ย่างเข้าวัยยี่สิบเจ็ด ประทับอยู่บนตั่งปูด้วยพรมเปอร์เซียลวดลายนกยูงรำแพนหาง แม้ว่าเครื่องหน้ายังคงความงดงามเป็เอกลักษณ์ แต่พระพักตร์กลับแลดูอิดโรยหมองคล้ำ ที่ยืนทางซ้ายมือคือเฉินกูกูนางกำนัลาุโคนสนิท ส่วนเก้าอี้ทางด้านขวามือห่างไปราวสิบเก้าเป็แม่ทัพโส่ว
หงซิ่วนั่งคุกเข่าอยู่ข้างตั่งสองฝ่ามือวางทับกันอยู่บนตัก ก้มหน้าเล็กน้อยดวงตาหลุบต่ำอย่างสงบเสงี่ยม แต่ในใจแอบรู้สึกใอยู่บ้าง เพราะสภาพของหวงกุ้ยเฟยในยามนี้ มิได้ต่างอันใดกับเสวียนฮองเฮาในกาลก่อน ทว่าเื่นี้พอเข้าใจได้ ในวังหลังแห่งนี้ สนมชายาที่สูญเสียความโปรดปรานย่อมไม่ต่างอันใดกับคนที่ตายแล้ว
หวงกุ้ยเฟยกล่าวทักทายนางพอเป็พิธีประโยคหนึ่ง จากนั้นก็ถามขึ้น “ฟังว่าเ้า้าให้ตระกูลโส่วสนับสนุนจวิ้นอ๋อง เ้าจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเ้ายังจะยึดตำแหน่งจวิ้นหวางเฟยเอาไว้ได้”
หงซิ่วตอบอย่างมั่นใจว่า “ทูลเสด็จอาหญิง หม่อมฉันมั่นใจเพคะ”
หวงกุ้ยเฟยถอดถอนหายใจออกมา กล่าวว่า “หากเ้ามั่นใจเช่นนั้น ก็ไปปรึกษาหารือกับบิดาเ้าเถิด ข้าเองไม่มีอันใดจะกล่าว”
“เพคะ” หงซิ่วรับคำ คลานถอยหลังไปสามก้าว ลุกขึ้นมายอบกายคราหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างกายโส่วเย่าหนาน
เดิมทีก่อนหน้านี้ ในใจแม่ทัพโส่วยังลังเลอยู่บ้าง ครั้นได้เห็นกิริยาท่าทางสงบนิ่งของบุตรสาวที่มีต่อหวงกุ้ยเฟยพลันรู้สึกมั่นใจขึ้นมา หากนางทำได้จริง การสนับสนุนจวิ้นอ๋องย่อมดีกว่าสนับสนุนผู้อื่น เพราะอย่างน้อยจวิ้นอ๋องก็นับเป็ลูกเขยของเขาและที่สำคัญหากฮ่องเต้ิซีจงไร้โอรส จวิ้นอ๋องย่อมมีโอกาสขึ้นนั่งบัลลังก์ คิดได้ดังนั้น โส่วเย่าหนานก็ถามขึ้น “เ้ามีแผนอันใด”
หงซิ่วทบทวนแผนการอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบไปว่า “อย่างแรก ท่านต้องเรียกความไว้วางพระทัยกลับมาให้ได้เสียก่อน” หงซิ่วไม่รอให้เขาเอ่ยถาม ก็เอ่ยต่อไปว่า “ฟังว่า ก่อนหน้าที่เสวียนฮองเฮาจะสิ้นพระชนม์ ได้มีสาสน์จากชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ขอกำลังทหารไปปราบพวกอูยกูร์ แต่เพราะเหตุการณ์สิ้นพระชนม์ จึงไม่มีการกล่าวถึงจนกระทั่งบัดนี้ ท่านจะต้องนำเสนอเื่นี้อีกครั้งและขอเป็ผู้นำทัพ”
ใบหน้าของโส่วเย่าหนานเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจัง จ้องมองหงซิ่วราวกับไม่เคยพบเคยเห็น ในแววตาแฝงไว้ด้วยความเคลือบแคลงเต็มเปี่ยม ถามขึ้นว่า “เ้าไปได้ยินเื่นี้มาจากที่ใด จวิ้นอ๋องบอกเ้าหรือ”
หงซิ่วตอบไปพลาง เหลือบมองหวงกุ้ยเฟยไปพลาง “ท่านอ๋องย่อมไม่นำเื่งานบ้านงานเมืองมาพูดคุยกับข้าแน่ ข้าสืบรู้มาเอง เื่นั้นท่านไม่จำเป็ต้องสนใจ แค่ทำตามแผนของข้าก็พอ ยามนี้พวกเราไม่เหลือทางให้เลือกอีกแล้ว”
โส่วเย่าหนานย่อมเข้าใจความหมายโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา สภาพของหวงกุ้ยเฟยตอนนี้ ได้แต่รอเวลา ฮ่องเต้ไม่มีทางกลับมาโปรดปรานนางดังเดิม เหลือแต่จะถูกปลดเมื่อใดเท่านั้น แต่การไปรบหาใช่เื่ง่าย เขาเอ่ยอย่างกลัดกลุ้มว่า “ทหารในมือข้ามีเพียงหนึ่งแสนนาย ทั้งยังไร้ประสบการณ์ในการรบกับอูยกูร์ ต่อให้ฝ่าาอนุญาต ก็ไม่แน่ว่าข้าจะเอาชนะกลับมาได้”
หงซิ่วมองสบตาเขา กล่าวชัดถ้อยชัดคำ “ท่านลืมรองแม่ทัพทั้งสี่ข้างกายอดีตแม่ทัพเสวียนไปแล้วหรือ แค่คืนตำแหน่งให้พวกเขาดึงเข้ามาอยู่ในกองทัพของท่าน ข้ารับรองศึกนี้ท่านชนะแน่นอน”
ฟังแล้ว โส่วเย่าหนานพลันคิดไปถึงความสามารถของเสวียนฮองเฮาและรองแม่ทัพข้างกาย ที่เป็ราวกับเทพจตุรทิศ หากได้ความภักดีจากคนเหล่านี้ ย่อมได้ความภักดีจากทหารของกองทัพเสวียนที่อยู่ในมือเขาไปด้วย พอใคร่ครวญดีแล้วโส่วเย่าหนานจึงตอบตกลง
หงซิ่วปรึกษาหารือแผนการกับแม่ทัพโส่วอีกเล็กน้อย จากนั้นก็กลับออกจากวัง ภายนอกผู้คนเข้าใจว่านางถูกหวงกุ้ยเฟยเรียกไปตำหนิ ข่าวลือเสื่อมเสียของโส่วหงซิ่วจึงเพิ่มมาอีกหนึ่ง แต่เื่นั้นนับเป็เื่ดีกับนาง เพราะจะได้ไม่มีคนสงสัย