บทที่ 4 รูหนอนขนาดเล็ก
่เวลา : ปัจจุบัน
อันหยู่กำลังนั่งกินคุกกี้ที่ฉวนอบให้ด้วยความเบื่อหน่าย มือหนึ่งเท้าคางดูอนิเมะที่ฉายในโน้ตบุ๊กไปอย่างไร้จุดหมาย “ถ้างั้นก็แปลว่า นายไปเจอกระดาษพวกนั้นในตู้จดหมายน่ะเหรอ?”
ซูิเจี๋ยมองชายตรงหน้า พลางรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูไม่น่าไว้วางใจมากขึ้นเรื่อยๆ “ใช่...แต่นี่มันเื่อะไรกันแน่? ฉันก็จัดการกับพวกโจรปล้นธนาคารพวกนั้นไปแล้วแท้ๆ”
อันหยู่จิบชาชืดๆ หนึ่งคำ “ใช่ คุณจัดการพวกโจรปล้นได้ก็จริง และตามเวลาเดิมแล้ว คนขับรถบรรทุกควรจะโผล่มาอีกสามชั่วโมงให้หลัง แต่คราวนี้โจรดันขับรถบรรทุกเสียเอง น่าแปลกมากเลยใช่ไหม ที่แปลกกว่าก็คือ ระหว่างนั้นมี่เวลาหนึ่งที่เวลาหยุดนิ่ง แล้วตำรวจก็โผล่มาทั้งที่ความจริงไม่ควรจะมา ทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นของชีวิตหลังจากนั้นจากคุณทั้งนั้น”
“หมายความว่ายังไง?” ซูิเจี๋ยถาม
อันหยู่วางถ้วยชาลง ก่อนจะพิมพ์อะไรบางอย่างบนโน้ตบุ๊ก “ก็หมายความว่ามีคนแทรกแซง่เวลาของนายไงล่ะ ด้วยความสามารถของหมอนั้นน่าจะเหนือกว่าฉันด้วยซ้ำ ที่สำคัญก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ อาจจะเป็หมอนั่นนั่นแหละที่แทรกแซงการเดินทางข้ามเวลาก่อนหน้านี้อีกสองครั้งของนายด้วย”
ซูิเจี๋ยอุทานด้วยความใว่า “อะไรนะ!”
“ส่วนว่าใครเป็คนทำ...ก็ยังไม่รู้ แต่ตอนนี้ยังต้องสืบอีกหลายเื่ เช่นกล่องจดหมายนั่นที่นายพูดถึง ที่มันมีจดหมายจากอดีตโผล่ออกมา อาจเป็ว่าไป๋อิงที่กำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้”
“อย่างนี้เองสินะ...”
อันหยู่มองดูปฏิกิริยาของซูิเจี๋ย แล้วคิดจะพูดอะไรบางอย่างว่า “……”
แต่ก็เห็นซูิเจี๋ยลุกขึ้นเดินออกไปซะก่อน
“คุณจะไปไหนน่ะ?”
ซูิเจี๋ย “ฉันอยากไปดู...ซินจื่อ นายรู้ไหมว่าตอนนี้ซินจื่ออยู่ที่ไหน?”
อันหยู่พลิกหน้าหนังสือไปมา “อยู่ที่สวนไป๋ฮวาทางเขตตะวันตก”
ซูิเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง “โอเค” พูดจบก็ปิดประตูเดินจากไป
สวนดอกไม้ไป๋ฮวา ดอกไม้ขาวสำหรับผู้ล่วงลับ มักวางไว้ในสุสาน สวนไป๋ฮวาเลยยังมีอีกชื่อคือสุสานไป๋ฮวา
ฉวนมองซูิเจี๋ยที่เดินจากไป “แล้วต่อไปคุณชายจะทำยังไงต่อคะ?”
อันหยู่กินคุกกี้ชิ้นสุดท้าย ดื่มชาจนหมดแก้ว “ก็ต้องไปสืบดูแล้วล่ะ โดยเฉพาะเื่กล่องจดหมายนั่น” พูดจบก็เข็นเก้าอี้ไปด้านหลัง
ฉวนรีบเก็บโต๊ะหนังสือให้เรียบร้อยจนสะอาดสะอ้าน แล้วจึงเข็นรถเข็นพาอันหยู่ออกมา
อันหยู่มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหยาดฝนโปรยปรายกระทบกระจกเป็สาย “ข้างนอกเหมือนฝนกำลังตกเลยนะ”
พอฉวนได้ยิน ก็หันไปมองทางหน้าต่าง “ใช่ค่ะ ่นี้เริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฝนเริ่มตก คุณชายใส่เสื้อคลุมหน่อยดีกว่า เดี๋ยวจะเป็หวัด” พูดจบก็หยิบเสื้อคลุมตัวหนึ่งมาคลุมให้อันหยู่ แล้วหยิบร่มสีดำออกมา
ฉวนเปิดประตูแล้วถามว่า “คุณชาย เราจะไปที่ไหนกันคะ?” จากนั้นก็เข็นรถเข็นของอันหยู่ออกไปข้างนอก ปิดประตูและพลิกป้ายที่แขวนอยู่บนประตูให้เป็ “ปิดทำการ” แล้วก็กางร่มออก
อันหยู่มองดูที่อยู่ที่ไป๋อิงส่งมาในโทรศัพท์ “ไปถนน 103 เขตใต้ ที่นั่นมีบ้านหลังหนึ่งที่ถูกทิ้งร้างมานานแล้ว”
ฉวนตอบ “โอเคค่ะ”
ฉวนเข็นอันหยู่มาหยุดอยู่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง เธอมองเข้าไปข้างใน อันหยู่ก็หันไปมองตาม แล้วก็เห็นนาฬิกาปลุกเรือนเล็กที่เธอกำลังจ้องอยู่
ฝนยังคงตกปรอย ๆ ต่อเนื่อง เสียงฝนกระทบกับร่มเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ
อันหยู่พูดขึ้นว่า “ถ้าเธออยากซื้อก็ไปซื้อ อย่าเอาแต่มอง ถ้ามันหมดขึ้นมา จะมาเสียใจทีหลังเอาได้นะ”
ฉวนพอได้ยินคำพูดของอันหยู่ก็ได้สติกลับมา “ไม่เป็ไรค่ะคุณชาย ถึงจะชอบนาฬิกาปลุกเรือนนั้นก็เถอะ แต่ตอนนี้เราต้องไปสืบข่าวก่อน จัดการเื่สำคัญให้เรียบร้อยดีกว่า” พูดจบก็เข็นรถเข็นต่อไปข้างหน้า
อันหยู่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้ยินคำพูดของฉวนแล้วก็นึกถึงใครบางคนที่เคยพูดแบบเดียวกัน
“จัดการเื่สำคัญให้เสร็จก่อน ถึงจะทำเื่อื่นได้”
เหมือนกับเ้านั่นไม่มีผิดเลย…
ท่ามกลางท้องฟ้าหม่นหมอง ร่มสีดำเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ แทรกอยู่ท่ามกลางร่มสีขาวนับไม่ถ้วน เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน
ขณะที่ฉวนกำลังเข็นรถเข็นข้ามถนน อันหยู่หันไปมองทางซ้าย แล้วก็เห็นเฉินหรานกับจางหยวนชวนเดินสวนผ่านมา เฉินหรานรู้สึกได้ถึงสายตาของอันหยู่ จึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ แต่ตอนนั้นอันหยู่ก็ได้เบือนหน้าหนีไปแล้ว
จางหยวนชวนสังเกตเห็นท่าทีแปลก ๆ ของเฉินหราน “หัวหน้า เป็อะไรเหรอครับ?”
แม้เฉินหรานจะเป็ผู้หญิง แต่เวลาทำงานนั้นเรียกได้ว่าเป็คนบ้างานสุด ๆ เอาจริงเอาจังไม่แพ้ผู้ชายเลยแม้แต่น้อย ไม่แปลกเลยที่เธอจะได้เลื่อนขั้นเป็หัวหน้าั้แ่อายุน้อย และใน่เวลาที่ผ่านมา เธอก็สามารถคลี่คลายคดีมาแล้วนับไม่ถ้วน รวมถึงคดีค้างเก่าหลายคดี ตอนนี้เธอดำรงตำแหน่งเป็ “ผู้กำกับประจำสถานี”
ส่วนวันนี้ เธอได้รับมอบหมายคดีใหม่ และกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับผู้ติดตามคือจางหยวนชวน
ขณะที่เดินข้ามถนน เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมองมาที่ตัวเอง จึงหันไปมองโดยสัญชาตญาณ แต่ก็เป็แค่คนเดินถนนธรรมดา ๆ เท่านั้น
“ไม่มีอะไร…” หรือเมื่อกี้เป็แค่ความรู้สึกคิดไปเองกันนะ? ทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่ตลอดเวลา? หรือเป็เพราะ่นี้มีคดีมากเกินไป ทั้งยังไม่ทันได้พักจากคดีก่อนหน้านี้? “รีบไปกันเถอะ เวลาไม่รอใครหรอกนะ”
“อืม…”
อันหยู่หันไปมองแผ่นหลังของเฉินหราน แล้วเห็นเวลาของเฉินหรานลอยอยู่้า
ฉวนถามขึ้นว่า “คุณชาย มองอะไรอยู่เหรอคะ?”
อันหยู่ตอบเรียบ ๆ “ไม่มีอะไร…ก็แค่ของธรรมดา ๆ น่ะ” ดูท่าคงต้องรีบจัดการให้เสร็จเร็วหน่อย ไม่อย่างนั้นคงจะยุ่งยากแน่
ฝนยังคงตกต่อไป และยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็กลายเป็ฝนเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ไป๋อิงนั่งเซ็ง ๆ อยู่ตรงบันไดหน้าบ้านร้าง ใช้มือเท้าคาง มองสายฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ตรงหน้าด้วยความเบื่อหน่ายไร้อารมณ์
“ไอ้หนูอันหยู่นั่นทำไมยังไม่มาอีกนะ? จำได้ว่าเมื่อก่อนแค่เปิดประตู...” เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ้อใช่ ลืมไปเลย ที่นี่ไม่มีประตู” พอหันกลับไปมองข้างหลัง ที่เคยมีประตูตอนนี้ก็เหลือแค่ซากผุพัง “เฮ้อ…อยู่ ๆ ก็รู้สึกสงสารซูิเจี๋ยขึ้นมาเลย แกดันอยู่ในที่แบบนี้ตั้งนาน คงเพราะที่นี่ไม่ต้องเสียค่าเช่ามั้ง…”
หลังจากรออยู่นาน ไป๋อิงก็เห็นเงาคนลาง ๆ จากไกล ๆ ดูแล้วคุ้นตาอยู่เหมือนกัน เขาเลยรีบลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่ก้น แล้วเดินไปหา
ฉวนเข็นอันหยู่เข้ามา อันหยู่ก็บ่นเื่ใบไม้แห้งเหี่ยวที่ร่วงโรยอยู่นาน รวมถึงใบเมเปิ้ลที่กำลังจะเปลี่ยนเป็สีเหลือง และตู้จดหมายที่ไม่มีใครมาแตะต้องมานาน
เมื่อฉวนเห็นไป๋อิงเดินออกมาจากบ้านร้างอยู่ไกล ๆ เธอก็ยิ้มออกมา “คุณไป๋อิง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
ไป๋อิงยิ้มกลับ “ไม่ได้เจอกันนานจริง ๆ ฉวน ดูท่าทางเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ รอยยิ้มก็ดูอ่อนโยนขึ้นเยอะ”
อันหยู่ได้ยินทั้งคู่คุยกันก็พอจะเดาออกว่า สองคนนี้รู้จักกัน และดูไม่ใช่รู้จักธรรมดาด้วย “ดูท่าพวกเธอจะรู้จักกันสินะ ไป๋อิง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ไป๋อิงทำท่าทะเล้นตอบกลับ “เอาของที่นายบอกว่าจะให้ฉันมาก่อน”
อันหยู่มองไป๋อิงที่ทำตัวกวน ๆ แบบนั้น เลยรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พูดตามตรง ไป๋อิงเป็คนที่ให้ความรู้สึกอันตรายก็จริง แต่ขณะเดียวกัน…ก็ชวนให้รู้สึกอยากต่อยหน้าอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน
แน่นอนว่าอันหยู่ต้องรู้ว่าไป๋อิงกำลังจะพูดอะไร เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเบื่อหน่ายเหมือนปลาตาย แล้วหยิบกล่องสีดำออกจากกระเป๋าเสื้อโยนให้ “เอาไป แล้วนายสืบอะไรมาได้บ้าง?”
ไป๋อิงเดินไปที่ตู้จดหมาย “ฉันสืบเจอเื่นี้… ‘ตัวตนพิเศษ’ บางอย่าง” พูดจบก็เปิดตู้จดหมาย “เชื่อว่าหนูอันหยู่ของพี่ ก็คงดูออกสินะว่าตู้จดหมายนี่คืออะไร”
ทุกครั้งที่อันหยู่ได้ยินไป๋อิงเรียกตัวเองว่า “หนูอันหยู่” ก็รู้สึกขนลุกทุกครั้ง บางเื่แม้จะชินได้เมื่อผ่านมานาน แต่คำเรียกนี้เขาไม่มีวันชินแน่ ๆ ถึงแม้ว่า่เวลาของอันหยู่จะหยุดไว้มาโดยตลอด แต่ก็เพิ่งจะเริ่มเดินเมื่อไม่นานมานี้เอง
“อืม ดูออกไหมว่าเป็อะไร เป็รูหนอนเล็ก ๆ ถึงจะเล็กแต่ก็พอจะสอดของบางอย่างข้ามเวลาได้ เช่นซองจดหมาย” เขามองเข้าไปในตู้จดหมาย เห็นร่องรอยของกระดาษขาด ๆ หลายแผ่น จากนั้นก็ถามต่อ “แล้วนายสืบอะไรมาอีก?”
ไป๋อิงตอบ “อ้อ…คนที่แทรกแซงเวลาได้นั่นน่ะ ดูเหมือนความสามารถของเขาจะคล้ายกับการควบคุมมิติเวลา เดาว่านายไม่น่าจะสู้เขาไหว จัดการได้ยากแน่ ๆ ที่สำคัญ…ตอนนี้นายยังหาเขาไม่เจอด้วยซ้ำ แถมเ้านั่นน่ะ…อาจจะเป็ ‘เทพ’ ก็ได้นะ”
อันหยู่พอได้ยินคำว่า “เทพ” สีหน้าก็เปลี่ยนเป็จริงจังทันที: “เทพงั้นเหรอ? แน่ใจหรือ?”
“ก็พูดยากอยู่นะ ยังไงซะความสามารถควบคุมมิติเวลานี่ไม่ใช่เื่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเจอมาก่อน และอีกอย่าง…ฉันรู้สึกได้เลยว่าเ้าหมอนั่นไม่ได้มีเจตนาอะไรแอบแฝง แล้วนายไม่สังเกตเหรอ? ตอนจบของเฟิงซินจื่อน่ะ เหมือนกันหมดเลย จะเกิดเื่แบบนี้ได้มันยากมากเลยนะ”
“ฉันรู้อยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งจะมีจุดจบที่แตกต่างกัน ถึงแม้ผลลัพธ์จะเป็การสูญเสียและได้รับที่เท่าเทียมกัน แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมจริงๆ” พูดจบก็หันไปมองตู้จดหมาย “ยิ่งไปกว่านั้นตู้จดหมายนี่ มันสามารถส่งของได้แค่ภายใน่เวลาห่างกันสิบปี และจากลักษณะของมันตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะมีมาั้แ่เมื่อสิบปีก่อนแล้วด้วยซ้ำ”
ไป๋อิง “งั้นเหรอ…จะให้ฉันย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อนดูไหม?”
อันหยู่ “อยากไปก็ไป ฉันก็ห้ามนายไม่ได้อยู่แล้ว” พูดจบก็หันไปมองไป๋อิง “แถมนายดูเหมือนจะรู้อยู่นะว่าใครทำ”
พอถูกอันหยู่พูดแบบนั้น ไป๋อิงก็มีอาการลนลานเล็กน้อย “หา? ใช่เหรอ?”
อันหยู่มองไป๋อิงด้วยสายตานิ่งเฉยแบบคนหมดอารมณ์
ไป๋อิงก็ส่งยิ้มเ้าเล่ห์กลับไป
อันหยู่ “ตามกฎเดิม”
ไป๋อิง “ไม่มีปัญหา! นายจะเลือกอันไหนล่ะ?”
อันหยู่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “สุดท้ายแล้วซูิเจี๋ยก็ช่วยเฟิงซินจื่อไว้ไม่ได้”
ไป๋อิงตอบว่า “โอ้ย อันหยู่น้อยเลือกแบบนี้เองเหรอ งั้นอย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน ส่วนฉันขอเลือกว่าสุดท้ายเฟิงซินจื่อจะไม่ตายก็แล้วกัน”
อันหยู่ “ฉันไม่เสียใจหรอก ยังไงสุดท้ายผลลัพธ์ก็เหมือนกันอยู่ดี”
ไป๋อิง “งั้นก็ได้ มาดูกันว่าใครจะหัวเราะได้เป็คนสุดท้ายกันแน่”
หลังจากไป๋อิงพูดจบ เวลาก็ผ่านไปจนมาถึง่ที่ฝนหยุดตก เหลือเพียงหยดน้ำไม่กี่หยดที่หยดลงบนใบเมเปิ้ล ฉวนเห็นว่าฝนหยุดแล้ว จึงสะบัดร่มเบา ๆ แล้วพับเก็บ
หลังฝนหยุดตก ท้องฟ้าที่เคยหม่นมัวก็ค่อย ๆ จางหายไป เมฆดำที่ปกคลุมฟ้าถูกแทนที่ด้วยท้องฟ้าสีขาวนวล มีแสงแดดบางส่วนส่องทะลุลงมา
อันหยู่มองดูท้องฟ้าที่แจ่มใสขึ้นเล็กน้อย สีหน้าผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ฉวน กลับกันเถอะ”
“ได้ค่ะ” ฉวนตอบเบา ๆ แล้วจึงเริ่มเข็นรถเข็นออกไปจากที่นั่น
ไป๋อิงมองตามทั้งสองคนที่ค่อย ๆ จากไป จากนั้นในขณะที่เขาหันหลังกลับ เขาก็พลิกกลับด้านของนาฬิกาทรายสีดำ ทันใดนั้น ภาพทุกอย่างรอบตัวก็เริ่มไหลย้อนกลับอย่างรุนแรง ราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกกรอกย้อนกลับอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างไหลถอยหลังกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน
ซูิเจี๋ยเดินทางมาถึงสุสานไป๋ฮวา ก้าวเท้าทีละก้าวเข้าสู่ที่แห่งนี้ แม้แต่ละก้าวก็ยังหนักอึ้ง แต่เขาก็ต้องเดินไปข้างหน้าต่อไป
พอมองเห็นภาพถ่ายของคนที่คุ้นเคย ซูิเจี๋ยก็หยุดชะงัก จ้องมองทุกอย่างบนป้ายหลุมศพตรงหน้า
ซูิเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ไม่เจอกันนานเลย...ซินจื่อ"
ฟ้าหลังฝน ท้องฟ้าย่อมปลอดโปร่งเสมอ
สายลมอ่อน ๆ ปลิวพัดผ่านเส้นผมของซูิเจี๋ย ก่อนจะพัดหยาดน้ำตาทีละหยด ตกกระทบลงสู่ผืนดินตรงพื้นอย่างเงียบงัน