เสียงนกร้องปลุกหมู่บ้านให้ตื่นขึ้นพร้อมแสงเช้ากลิ่นดินชื้นหลังฝนเมื่อคืนยังลอยอยู่ในอากาศ มาซาอากินั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารในบ้านพักโฮตารุอาหารเช้าเรียบง่ายถูกจัดวางอย่างประณีต ข้าวสวยร้อน ๆ ปลาย่าง ไข่ม้วน ซุปมิโสะ และแอปเปิลหั่นเป็ชิ้นบางๆ
“เป็แอปเปิลจากสวนทาคาฮาชิค่ะ” ซาเอโกะ เ้าของบ้านพักพูดขึ้นขณะรินชา “สวนที่อยู่ทางเหนือของหมู่บ้าน”
มาซาอากิหยิบแอปเปิลขึ้นมาชิ้นหนึ่งเมื่อกัดลงไปเสียงกรอบเบา ๆ ดังขึ้น รสหวานสดชื่นกระจายเต็มปาก ต่างจากแอปเปิลที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตในโตเกียวอย่างชัดเจน
“อร่อยมากครับ”
“ใช่ไหมล่ะ” หญิงสูงวัยยิ้ม
“เ้าของสวนภูมิใจมากเลยนะ”
“ปลูกมานานหรือครับ”
“เกือบสามสิบปีแล้ว” เธอหยุดครู่หนึ่ง
ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ลูกสาวเขาก็ชอบถ่ายรูปสวนเหมือนกัน”
มาซาอากิชะงักเล็กน้อยภาพหญิงสาวที่เขาเห็นเมื่อวานแล่นเข้ามาในหัวทันที กล้องถ่ายรูป รอยยิ้ม สายลมในสวนแอปเปิล“เหรอครับ”
“วัน ๆ ถือกล้องเดินไปทั่วหมู่บ้าน” ซาเอโกะหัวเราะ “บางทีถ่ายแมวจรจัดเป็ชั่วโมงก็มี”
มาซาอากิไม่ได้ตอบเพียงหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับจำภาพรอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นได้ชัดกว่าที่ควรจะเป็
...
หลังอาหารเช้าเขาตัดสินใจเดินสำรวจหมู่บ้านอีกครั้ง
วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งูเาที่เมื่อวานถูกซ่อนด้วยเมฆและหมอกปรากฏชัดเต็มสายตา ยอดเขาสูงทอดตัวอยู่ไกลออกไปราวกับภาพวาดบนโปสการ์ด
มาซาอากิเดินไปตามถนนสายเล็กผ่านร้านขายของชำ ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ ผ่านร้านกาแฟไม้เก่าแก่ที่ยังไม่เปิด ผู้คนเริ่มออกมาทำงานกันแล้วชายชรากำลังตัดหญ้า แม่บ้านกำลังตากผ้า เด็กประถมเดินไปโรงเรียนเป็กลุ่ม ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเรียบง่ายจนเขารู้สึกเหมือนกำลังดูภาพยนตร์อีกเื่หนึ่ง ภาพยนตร์ที่ไม่มีใครเร่งรีบไม่มีใครวิ่งตามเวลา
...
เมื่อเดินมาถึงทางแยกเล็กๆ เสียงใครบางคนก็ดังขึ้น “เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
มาซาอากิหันไปหญิงสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาทางนี้เส้นผมสีดำปลิวตามแรงลม กล้องถ่ายรูปแกว่งอยู่ตรงอกและทันทีที่เธอเข้ามาใกล้ เขาก็จำได้ผู้หญิงในสวนแอปเปิลคนเดิม
“อ๊ะ!” หญิงสาวหยุดวิ่งกะทันหันดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย
“คุณคือคนที่ยืนอยู่ตรงสวนเมื่อเช้าใช่ไหม”
มาซาอากิชะงัก“คุณเห็นผมด้วยเหรอ”
“เห็นสิคะ” เธอยิ้ม
“ฉันไม่ได้ตาบอดสักหน่อย”พูดจบก็ดูเหมือนรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป จึงหัวเราะแห้งๆ “เอ่อ... หมายถึง...”
“ผมเข้าใจครับ” มาซาอากิหลุดยิ้มนิดเดียว แต่จริงใจ
หญิงสาวถอนหายใจโล่งอกทันที
“ดีนะ ฉันชอบพูดอะไรแปลก ๆ อยู่เรื่อยเลย”
“ดูออกครับ”
“เอ๊ะ นั่นคำชมเหรอ”
“ไม่น่าใช่”
เธอหัวเราะเสียงดังสดใสจนคนฟังเผลอยิ้มตาม
“งั้นแนะนำตัวใหม่ดีกว่า” หญิงสาวยืดตัวตรงก่อนโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ทาคาฮาชิ อาโออิค่ะ”
“คุโรคาวะ มาซาอากิ”
“คนโตเกียว?”
“ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ดูออกค่ะ”
“เพราะอะไร”
“รองเท้าหนัง”
“...”
“แล้วก็สีหน้า”
มาซาอากิเลิกคิ้วนิดหนึ่ง“สีหน้าผมเป็ยังไง”
อาโออิเอียงคอเหมือนกำลังคิด“เหมือนคนที่ลืมวิธียิ้ม”
คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบไป
หญิงสาวรีบโบกมือ“ขอโทษค่ะ! ฉันพูดอีกแล้ว”
“พูดอะไรโดยไม่คิด?”
“ใช่เลยค่ะ!” เธอทำหน้าหงอยทันที ก่อนจะหัวเราะออกมาเอง
มาซาอากิไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรเพราะสิ่งที่เธอพูด...กลับตรงเกินไปตรงจนปฏิเสธไม่ได้
...
“คุณกำลังจะไปไหนเหรอคะ”
“ยังไม่รู้ครับ”
“ยังไม่รู้?”
“ผมแค่เดิน”
“เดินเฉย ๆ ?”
“ใช่”
อาโออิจ้องเขาเหมือนกำลังมองสัตว์หายาก
“คนเมืองนี่แปลกดีนะ”
“ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณคิดว่าคนเมืองเป็สิ่งมีชีวิตแบบไหน”
“แพนด้า”
“แพนด้า?”
“ใช่ค่ะ”
“หาดูยาก”
“...”
“แล้วมักมีสีหน้าเศร้า ๆ”
มาซาอากิถอนหายใจ
ส่วนอาโออิหัวเราะชอบใจเสียงหัวเราะของเธอใสจนเหมือนระฆังเล็ก ๆ
“เอาอย่างนี้ไหมคะ” เธอชี้ไปทางเนินเขาด้านหน้า
“ฉันจะพาคุณไปดูที่สวยที่สุดในหมู่บ้าน”
“ทำไม”
“เพราะคุณดูเหมือนคนที่้ามัน”
“ดูออกอีกแล้ว?”
“นิดหน่อยค่ะ” เธอยิ้ม
รอยยิ้มแบบเดิมรอยยิ้มที่เหมือนมีแสงแดดอยู่ในนั้น
มาซาอากิมองเธออยู่ครู่หนึ่งตามเหตุผลแล้วเขาควรปฏิเสธ คนแปลกหน้าชวนไปไหนก็ไม่รู้เป็เื่ประหลาดแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขากลับตอบว่า “ก็ได้ครับ”
ทันทีที่ได้ยินอาโออิก็ยิ้มกว้าง
“งั้นตามมาเลยค่ะ!” แล้วเธอก็เดินนำไปข้างหน้า รวดเร็ว กระฉับกระเฉง ราวกับกลัวว่าโลกจะหมุนช้ากว่าที่ใจ้า
มาซาอากิมองแผ่นหลังนั้นก่อนเดินตามไปโดยไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจง่าย ๆในเช้าวันนี้จะกลายเป็หนึ่งใน่เวลาสำคัญที่สุดของชีวิตเขาในอนาคต
มาซาอากิเดินตามอาโออิไปตามถนนแคบที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเนิน หญิงสาวไม่ได้เดินเธอแทบจะะโไปข้างหน้าเสียมากกว่า บางครั้งก็หยุดถ่ายรูปดอกไม้ริมทางบางครั้งก็ย่อตัวลงถ่ายแมวที่นอนอยู่ใต้รั้วไม้ บางครั้งก็เงยหน้ามองท้องฟ้าจนเกือบเดินชนเสาไฟ
“ระวังครับ” มาซาอากิพูดขึ้น
“หือ?” อาโออิหันกลับมาแล้วจึงเห็นเสาไฟอยู่ตรงหน้า
“โอ๊ะ เกือบไปอีกแล้ว” เธอหัวเราะ
“คุณเป็แบบนี้ประจำเหรอ”
“แบบไหนคะ”
“เหมือนคนไม่มีสมาธิ”
“อันนั้นเรียกว่ามองเห็นสิ่งน่าสนใจเยอะเกินไปค่ะ”
“ความหมายเดียวกันหรือเปล่า”
“ไม่เหมือนกันเลย” เธอทำหน้าเคร่งครัด ราวกับกำลังปกป้องหลักการสำคัญของชีวิต
“ถ้าดอกไม้กำลังสวย แล้วเราไม่หยุดมอง มันน่าเสียดายออก”
“ดอกไม้ไม่ได้หายไปไหน”
“หายค่ะ”
“...”
“พรุ่งนี้มันก็ไม่เหมือนวันนี้แล้ว” หญิงสาวพูดพลางยกกล้องขึ้นถ่ายดอกไม้สีม่วงข้างทาง
แชะ
“แสงก็ไม่เหมือนเดิม”
แชะ
“ลมก็ไม่เหมือนเดิม”
แชะ
“แล้วอารมณ์ของคนดู ก็ไม่เหมือนเดิมอีก”
เธอลดกล้องลงรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า “เพราะงั้น วันนี้ก็คือวันนี้ค่ะ”
มาซาอากิไม่ได้ตอบแต่ประโยคนั้นกลับติดอยู่ในหัววันนี้ก็คือวันนี้ เรียบง่าย แต่เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยคิดแบบนั้นหรือไม่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทุกวันของเขาถูกใช้เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันถัดไปประชุมครั้งหน้า โครงการถัดไป เป้าหมายไตรมาสหน้า ยอดขายปีหน้า ราวกับชีวิตทั้งหมดอยู่ในอนาคตจนไม่เคยอยู่กับปัจจุบันจริง ๆ
...
ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงยอดเนินเตี้ย ๆ ้ามีศาลาไม้เก่าแก่ตั้งอยู่ล้อมรอบด้วยต้นซากุระที่เพิ่งผลิใบ
อาโออิเดินขึ้นไปก่อนแล้วหันกลับมา“ถึงแล้วค่ะ”
มาซาอากิก้าวขึ้นไปบนศาลาก่อนหยุดนิ่งภาพตรงหน้าทำให้เขาเผลอสูดหายใจลึกหมู่บ้านทั้งแห่งทอดตัวอยู่เบื้องล่าง หลังคาบ้านไม้กระจายตัวท่ามกลางต้นไม้สีเขียวสวนแอปเปิลนับร้อยไร่เรียงตัวเป็ระเบียบ ลำธารเส้นเล็กคดเคี้ยวผ่านกลางหุบเขาและไกลออกไปแนวูเาสูงตระหง่านตัดกับท้องฟ้าสีครามไม่มีสิ่งใดบดบังสายตา ไม่มีตึกสูง ไม่มีเสาโฆษณา มีเพียงธรรมชาติและความกว้างใหญ่
“สวยใช่ไหมคะ” อาโออิถามเบา ๆ
มาซาอากิพยักหน้า“สวยมาก”
“ฉันชอบมาที่นี่ั้แ่เด็ก” เธอนั่งลงบนม้านั่งไม้
“เวลามีเื่เครียดก็มา”
“แล้วช่วยได้ไหม”
“บางครั้งค่ะ”
“บางครั้ง?”
“บางเื่ต่อให้วิวสวยแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้”
คำตอบนั้นทำให้มาซาอากิหันไปมองเป็ครั้งแรกที่น้ำเสียงของเธอไม่สดใสแต่เพียงชั่วครู่อาโออิก็กลับมายิ้มเหมือนเดิมเร็วเสียจนเขาเกือบคิดไปเอง
“คุณล่ะ” เธอถาม “หนีอะไรมาจากโตเกียว”
มาซาอากิชะงัก“ผมบอกหรือยังว่าหนีมา”
“ไม่ได้บอกค่ะ”
“แล้วรู้ได้ยังไง”
“เดาเอา”
“แม่นขนาดนั้นเลย?”
“คนที่มาเที่ยวจะไม่ทำหน้าแบบคุณ”
หญิงสาวเอาคางเกยฝ่ามือ“คนที่มาเที่ยวจะตื่นเต้น”
“ส่วนคนที่หนีอะไรบางอย่างมา...” เธอเว้น่ “จะดูเหนื่อย”
ลมพัดผ่านศาลาพัดปลายผมของอาโออิปลิวไหว
มาซาอากิหัวเราะเบาๆ “คุณชอบวิเคราะห์คนเหรอ”
“ไม่ค่ะ”
“งั้น?”
“ฉันชอบสังเกต” เธอชี้ไปที่กล้อง “นิสัยคนถ่ายรูป”
ชายวัยกลางคนมองออกไปยังูเาอีกครั้งครู่หนึ่งจึงพูด “ผมลาออกจากงาน”
อาโออิไม่ได้แทรกไม่ได้ถามทันที เพียงรอฟัง
“ทำงานที่เดียวมายี่สิบกว่าปี”
“แล้วก็เริ่มรู้สึกว่า...”
เขาหยุดหาคำ“ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำไปเพื่ออะไร”
ความเงียบแ่เบาแทรกอยู่ระหว่างทั้งสอง
เสียงลม
เสียงนก
เสียงใบไม้
ดังชัดขึ้น
“แล้วตอนนี้รู้หรือยังคะ” อาโออิถาม
“ยังครับ”
“อืม” เธอพยักหน้า
“ไม่เห็นเป็ไรเลย”
“ไม่เป็ไร?”
“ก็ใช่สิ” เธอหันมายิ้ม
“คนเราต้องรู้ทุกอย่างด้วยเหรอ”
มาซาอากิเลิกคิ้ว“ผมอายุสี่สิบห้าแล้วนะ”
“แล้วไงคะ”
“ควรจะรู้ได้แล้วไหมว่าชีวิต้าอะไร”
อาโออิหัวเราะ“ถ้าอย่างนั้นคนอายุแปดสิบต้องรู้ทุกเื่บนโลกแล้วสิ”
เขาหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ คราวนี้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจเหมือนเพิ่งทำภารกิจสำเร็จ
“เห็นไหม”
“อะไร”
“คุณยิ้มได้”
“...”
“ตอนแรกฉันนึกว่ากล้ามเนื้อหน้าของคุณเสียซะอีก”
“ขอบคุณมากนะ”
“ยินดีค่ะ”
...
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัวทั้งคู่คุยกันเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ เื่หมู่บ้าน เื่ฤดูกาล เื่อาหาร เื่การถ่ายภาพและเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มาซาอากิคุยกับใครโดยไม่ต้องคิดถึงผลประโยชน์ไม่ต้องเจรจา ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องแข่งขัน เพียงคุยเท่านั้น
อาโออิกำลังเล่าเื่แอปเปิลพันธุ์ใหม่ในสวนจู่ๆ เธอก็เงียบไปสายตามองไปทางูเาหรี่ตาเล็กน้อย
“เป็อะไรหรือเปล่า” มาซาอากิถาม
“หือ?”
“เมื่อกี้คุณหยุดพูด”
“อ๋อ” อาโออิยิ้ม
“ไม่มีอะไรค่ะ” เธอหันกลับมาแต่ช้ากว่าปกติเล็กน้อย
“ฉันนึกว่ามีนกอยู่ตรงนั้น”
“แล้วไม่มี?”
หญิงสาวหรี่ตามองอีกครั้งก่อนส่ายหน้า“คงคิดไปเอง”
จากนั้นก็เปลี่ยนเื่ทันทีรวดเร็วเกินไปนิดแต่พอเป็อาโออิมันก็ดูเป็ธรรมชาติมาซาอากิจึงไม่ได้ติดใจ
...
สายลมอุ่นขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์สูงขึ้นอาโออิลุกจากม้านั่ง ปัดกระโปรงเบา ๆ
“ฉันต้องกลับสวนแล้วค่ะ”
“ทำงานเหรอ”
“ใช่”
“แล้วถ่ายรูปด้วย”
“แล้วถ่ายรูปด้วย” เธอยิ้มกว้าง
“งานหลักกับงานอดิเรกสำคัญพอ ๆ กัน”
“พ่อคุณว่าไง”
“บอกว่าฉันทำงานช้า”
“แล้วจริงไหม”
“จริงค่ะ”
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันเป็จังหวะสบาย ๆ เหมือนคนรู้จักกันมานานกว่าครึ่งวัน
อาโออิสะพายกล้องก่อนโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณคุโรคาวะ”
“เช่นกันครับ”
เธอหันหลังแล้วเดินลงเนินสองสามก้าวแรกยังปกติแต่พอถึง่ที่เป็เงาของต้นไม้ใหญ่อาโออิชะลอฝีเท้าลงนิดหนึ่งเพียงนิดเดียวจนแทบสังเกตไม่เห็นก่อนจะเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาซาอากิมองตามแล้วถอนหายใจเบาๆ สายลมพัดผ่านศาลาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้รู้สึกว่างเปล่าเหมือนเมื่อวานอย่างน้อยในหมู่บ้านที่เขาไม่รู้จักใครตอนนี้เขารู้จักชื่อของใครคนหนึ่งแล้ว
“ทาคาฮาชิอาโออิ” สาวสวนแอปเปิลผู้มีรอยยิ้มสว่างกว่าท้องฟ้ายามเช้า
และในขณะที่มาซาอากิกำลังมองแผ่นหลังของเธอห่างออกไปเรื่อยๆ เขาไม่รู้เลยว่าเงาบาง ๆที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่เมื่อครู่นั้นคือสัญญาณแรกของเื่ราวที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตทั้งสองคนไปตลอดกาล