ผู้อำนวยการฉางแสดงออกถึงความโกรธแค้นอย่างเต็มเปี่ยมทว่าเจิ้งกั๋วตงกลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เพียงแต่เมื่อแยกจากเสิ่นหลินมาแล้วเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังตระกูลฉินทันที
การที่ฉินไจ้เย่ไปล่วงเกินตระกูลจี้นั้นไม่ว่าจะในสายตาของเขาเองหรือในสายตาของตระกูลฉินต่างก็มองว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไรเพราะต่อให้กลุ่มบริษัทซื่อลี่จะมีอิทธิพลกว้างขวางเพียงใดสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงแค่พ่อค้าคนหนึ่งเท่านั้น
ในวันที่จี้ทิงเข้าโรงพยาบาลฉินหมิงจงได้เดินทางไปยังเขตทหารด้วยตัวเองซึ่งในตอนนั้นผู้บัญชาการทหารได้เอ่ยปากว่าจะช่วยเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กและเมื่อได้รับคำมั่นสัญญาเช่นนั้น ฉินหมิงจงจึงปัดเรื่องนี้ทิ้งไปจากหัวทันที
นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วันเรื่องราวกลับไม่จบลงง่ายๆมิหนำซ้ำขั้วอำนาจหลายฝ่ายยังร่วมมือกันกดดันจนสถานการณ์กลับกลายเป็นผลเสียต่อตระกูลฉิน
...
เที่ยงวันนั้นเมื่อฉินหมิงจงกลับมาจากกองทัพทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้านเขาก็ขมวดคิ้วมุ่นใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาจนดูทะมึนราวกับจะมีหยาดน้ำกลั่นตัวออกมาได้
“คนล่ะ?”
“ผอ.เจิ้งเพิ่งกลับไปเมื่อตอนเที่ยงคืนครับ เช้าวันนี้ก็มาใหม่ตอนนี้ยังนั่งรออยู่ที่โถงด้านหน้า”
ฉินหมิงจงมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ“ฉันถามถึงไจ้เย่”
อีกฝ่ายมีท่าทีประหม่าขึ้นมาทันทีเขาเลียริมฝีปากก่อนจะตอบว่า “หลายวันมานี้เขาไม่ได้กลับบ้านเลยครับพักอยู่ข้างนอกตลอด”
“อยู่คนเดียวเหรอ?”
เมื่ออีกฝ่ายนิ่งเงียบคำตอบก็เป็นที่แน่ชัดว่าไม่ใช่
ฉินหมิงจงเค้นยิ้มเย็นชาอย่างถึงที่สุด“โทรศัพท์ไปบอกเขาซะ ให้เขารีบกลับมาหาฉันเดี๋ยวนี้ฉันทำให้หลิงซีหายสาบสูญไปได้ครั้งหนึ่ง ฉันก็ทำให้มีครั้งที่สองได้เหมือนกัน”
“ครับ”
...
เมื่อวานจี้ทิงไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลจี้แม้เขาจะได้รับรู้ถึงความลำบากใจของจี้เยี่ยนจื๋อแล้วแต่บางเรื่องเขาก็ยังตัดสินใจไม่ถูก
เช้าวันต่อมาหลังจากทานข้าวเสร็จฟางเจี๋ยก็มาหา โดยบอกว่าจะพาเขาไปพบจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้น
[รอสักครู่นะครับ ผมขอไปเปลี่ยนชุดก่อน]
ฟางเจี๋ยยิ้มตอบอย่างสุภาพ“ยังพอมีเวลาครับ คุณชายรองไม่ต้องรีบร้อน”
จี้ทิงพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะเข้าห้องน้ำไปแปรงฟันและเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับออกข้างนอก
และก่อนจะไปเขาเดินเข้าไปในห้องด้านในเพื่อบอกกล่าวกับสวีเหริน
หลังจากอ่านข้อความบนหน้าจอจบสวีเหรินก็เม้มริมฝีปาก “จิตแพทย์คนนี้...ประธานจี้เป็นคนจัดการให้เหรอครับ?”
จี้ทิงพยักหน้ายืนยัน
สวีเหรินหลุบตาลงคล้ายไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ “อาจารย์จี้ครับมีเรื่องหนึ่งที่ผมปิดบังคุณมาตลอด ผมขอโทษนะครับ”
จี้ทิงรู้สึกประหลาดใจเขาจึงกะพริบตาเป็นเชิงถาม [เรื่องอะไรเหรอ?]
“คือ... หลังจากที่คุณย้ายออกมาจากคฤหาสน์ประธานจี้เคยมาหาผมเป็นการส่วนตัวครับ”
สวีเหรินเล่าเรื่องที่จี้เยี่ยนจื๋อใช้เงินสามล้านหยวนติดสินบนเพื่อให้เขาคอยส่งข่าวคราวให้จี้ทิงฟังอย่างละเอียด
“ผม... ผมไม่ได้เอาเงินของประธานจี้นะครับ ไม่ได้เอาจริงๆ” เขามีสีหน้ากังวลอย่างยิ่ง กลัวว่าจี้ทิงจะโกรธ “ที่ผมยอมตกลงก็เพราะ... เพราะรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยากจะไล่คุณออกมาจริงๆ ผมแค่คิดว่าถ้ามีโอกาส...”
ยิ่งพูดสวีเหรินก็ยิ่งลดเสียงต่ำลงเมื่อเห็นท่าทางที่ดูราวกับจะถูกความรู้สึกผิดกลืนกินเช่นนั้นจี้ทิงจึงพิมพ์ข้อความประโยคหนึ่งยื่นไปตรงหน้าเขา [คุณไม่ผิดหรอกเรื่องนั้นจี้เยี่ยนจื๋อเขามีความจำเป็นจริงๆ]
เมื่อสวีเหรินอ่านจบเขาก็เงยหน้าขึ้นทันควัน “จริงเหรอครับ?”
จี้ทิงเห็นแววตาของเขาเป็นประกายสดใสจึงยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าให้
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกคุณก็คืนดีกันแล้วใช่ไหมครับ?”
จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง[เมื่อวานยังครับ แต่สำหรับวันนี้... ก็น่าจะใช่]
สวีเหรินหัวเราะออกมาอย่างซื่อๆ“ดีจังเลยครับ ถ้าอย่างนั้นคุณไปพบหมอก่อนเถอะผมจะเตรียมตัวรออยู่ที่บ้าน ถึงเวลาเราค่อยย้ายคอมพิวเตอร์กลับไปด้วยกัน”
พูดจบเขาก็ชูสองหมัดขึ้นเหนือศีรษะ “สู้ๆ นะครับอาจารย์จี้!”
จี้ทิงพลันรู้สึกถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูกถ้าเขาเป็นคนปกติ เขาคงจะรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าสภาวะขัดแย้งที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจอย่างที่สุด
เวลา08.30น. ฟางเจี๋ยขับรถพาเขามาส่งที่ศูนย์การแพทย์จี้ทิงต้องทำแบบประเมินอีกหลายรายการจากนั้นจึงได้พูดคุยกับจิตแพทย์เป็นการส่วนตัวนานกว่าสองชั่วโมง
แม้การสนทนาของทั้งคู่จะติดขัดไปบ้างเพราะจี้ทิงทำได้เพียงการพิมพ์ข้อความแต่ยิ่งพูดคุย หมอเจิ้งกลับยิ่งรู้สึกว่าจี้ทิงเป็นคนที่พิเศษมาก
ถ้าเปรียบเทียบพื้นเพของนิสัยจี้ทิงเปรียบเสมือนสีน้ำเงินเข้มบนท้องฟ้ายามราตรี สงบนิ่ง มีเหตุผล และลุ่มลึกซึ่งความลุ่มลึกของอุปนิสัยเหล่านี้นั้น ก้าวล้ำเกินกว่าอายุจริงของเขาไปไกลโข
คนเช่นนี้กลับต้องมาประสบกับภาวะสูญเสียการสื่อความจินตนาการได้เลยว่าในตอนนั้นเขาต้องทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัสมากแค่ไหนซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถจินตนาการได้เลย
ก่อนที่จี้ทิงจะกลับหมอเจิ้งก็พูดพลางยิ้มบางๆ “เกรงว่าผมคงทำตัวไม่คุ้มกับค่าตรวจที่ประธานจี้จ่ายมาเสียแล้วล่ะครับเพราะผมช่วยอะไรคุณไม่ได้เลยและคุณเองก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผมด้วยซ้ำ”
จี้ทิงไม่ได้พิมพ์ตอบเพียงแต่พยักหน้าให้เขาเล็กน้อย
หมอเจิ้งเดินออกมาส่งเขาที่ประตูเมื่อกลับมาที่ห้องตรวจ เขาก็นั่งลงที่โต๊ะเงียบๆ เพื่อรวบรวมความคิดก่อนจะต่อสายหาจี้เยี่ยนจื๋อ
ในฐานะจิตแพทย์เขาไม่สามารถเปิดเผยความเป็นส่วนตัวของคนไข้ได้ต่อให้จี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นคนจ่ายเงินก็ตามดังนั้นหมอเจิ้งจึงทำเพียงแค่ให้คำแนะนำที่จะช่วยในการฟื้นฟูของจี้ทิง เช่นจัดเตรียมสิ่งที่จี้ทิงชอบทำ พยายามรักษาสภาพจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส และอย่าเพิ่มความกดดันทั้งในการใช้ชีวิตหรือการเรียน
หลังจากวางสายจี้เยี่ยนจื๋อก็ครุ่นคิดตามคำพูดของหมอ “สิ่งที่...ชอบทำงั้นเหรอ?”
เมื่อก่อนจี้ทิงชอบใช้เงินชอบทำตัวเกเรเหลวไหล ชอบไปมั่วสุมกับพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว แต่ตอนนี้...
ตอนนี้ชอบกินเนื้อชอบทำให้เขาโมโหและชอบประดิษฐ์สิ่งที่เพียงหยิบออกมาอย่างหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของโลกได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมา
“ฟางเจี๋ย ถึงไหนแล้ว?”
ฟางเจี๋ยเพิ่งจะส่งจี้ทิงกลับถึงหมู่บ้านจึงตอบกลับว่า “ประธานจี้อีกยี่สิบนาทีผมจะถึงบริษัทครับ”
“ไม่ต้องรีบ นายย้อนกลับไปรับจี้ทิงมาด้วยกันเลย”
ฟางเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง “แล้วผมควรจะ...บอกเหตุผลกับคุณชายรองว่ายังไงดีครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อกระแอมไอเล็กน้อยทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับคล้ายคนกำลังอารมณ์ไม่ดี“ก็บอกไปว่าจะพามาเยี่ยมชมแผนกวิจัยของเครือบริษัทอยากดูห้องแล็บไหนก็ให้เขาดูได้ตามสบาย”
สิบกว่านาทีต่อมา
จี้ทิงมองฟางเจี๋ยด้วยความมึนงงพลางชูไอแพดในมือขึ้น [ทำไมล่ะครับ?]
จี้เยี่ยนจื๋อจะให้เขาไปเยี่ยมชมแผนกวิจัยทำไมเขาไม่ได้จะไปทำงานที่บริษัทเสียหน่อย
ฟางเจี๋ยเองก็ไม่รู้เหตุผลเช่นกันจึงทำได้เพียงเลี่ยงตอบอย่างนุ่มนวลว่า “บางทีเขาอาจจะอยากให้คุณได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างจะได้ไม่เอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้านครับ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดคำพูดนี้คนอื่นฟังแล้วอาจจะรู้สึกแปลกประหลาดแต่จี้ทิงกลับเข้าใจถึงความคิดของจี้เยี่ยนจื๋อได้ทันที เพราะสำหรับเขานั้นแผนกวิจัยเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง
จี้ทิงก้มลงพิมพ์ข้อความบรรทัดหนึ่ง[ฝากขอบคุณเขาด้วยนะครับ รบกวนคุณด้วย เราไปกันเถอะ]
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ลิฟต์ที่ทั้งสองโดยสารมาก็ถึงชั้นสิบเจ็ดของสำนักงานใหญ่ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ ฟางเจี๋ยก็เริ่มแนะนำสถานที่
“ตึกสำนักงานใหญ่มีศูนย์วิจัยอยู่สามแห่งส่วนสถาบันวิจัยอีกสิบเอ็ดแห่งกระจายตัวอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นนอกจากนี้ยังมีศูนย์ข้อมูลระดับหนึ่งห้าแห่ง และระดับสองอีกสิบเก้าแห่งครับ”
“วันนี้สิ่งที่เราจะเยี่ยมชมคือศูนย์วิจัยทั้งสามแห่ง ซึ่งประกอบไปด้วยห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ ชิปเทอร์มินัล และการคำนวณควอนตัม...”
เมื่อได้รับรายงานว่าจี้ทิงเดินทางมาถึงกลุ่มบริษัทซื่อลี่แล้วจี้เยี่ยนจื๋อก็ลงมาจากห้องทำงานประธานที่ชั้นบนสุดมุ่งหน้าไปยังแผนกวิจัยทันที
เพราะระยะห่างที่ห่างกันถึงสิบกว่าชั้นทำให้เขาไม่สามารถได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงได้เลย...