บทที่ 33 หน่วนเป่าช่างยอดเยี่ยม
“เจ้า เจ้าตั้งมันได้อย่างไร” ชายวัยกลางคนตกใจ
เจ้าก้อนแป้งยิ้มหวาน ดวงตาของนางโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว “ข้าแค่เสียบมันเข้ากับรอยแยกโต๊ะ”
ทันทีที่หน่วนเป่าพูดจบก็มีเสียงปรบมือดังมาจากตรงกำแพง
“หน่วนเป่าเก่งที่สุด”
“หน่วนเป่าสุดยอด!”
นอกจากนี้ยังมีเด็กน้อยพูดด้วยรอยยิ้มขี้เล่น “ที่แท้แล้วหน่วนเป่าเป็นไต้ซือหรือเนี่ย”
หน่วนเป่าประสานมือเพื่อแสดงความขอบคุณ
เมื่อชายวัยกลางคนมองไม้ที่เสียบอยู่ตรงรอยแตกของโต๊ะจริง ๆ แต่เซียวจ้งหลางกลับรู้สึกเหมือนเขาจะเซ
เด็กชายอุ้มหน่วนเป่าไว้จึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน นางไหนเลยจะเสียบไว้ที่รู นางใช้แรงตัวเองทุ่มปักลงไปจนโต๊ะเป็นรูต่างหาก!
เรื่องพละกำลังของหน่วนเป่าเป็นปริศนามาโดยตลอดและไม่มีใครพยายามหาคำตอบ
เมื่อหนึ่งเดือนก่อนนางเพิ่งจะเริ่มหัดเดิน ผู้เฒ่าเซียวดีใจมาก เขาดื่มจนเมามาย ก็เป็นเจ้าก้อนแป้งที่แบกชายชราย้ายเข้าไปในบ้าน
ตอนนั้นหลินซื่อตกใจมาก เจ้าก้อนแป้งตัวเล็กจนดูเหมือนผู้เฒ่าเซียวลอยเข้ามาในห้องเอง
นางกลัวว่าลูกสาวจะได้รับบาดเจ็บจากการแยกน้ำหนักที่มากเกินควร จึงช่วยนวดขาให้เด็กน้อยอยู่หลายวัน
ดังนั้นแค่การเอาไม้ปักทะลุโต๊ะจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เมื่อชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นและมองไปที่เจ้าก้อนแป้งอีกครั้ง ความบ้าคลั่งในดวงตาของเขาก็แทบจะระเบิดออกมา
วันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจะต้องชิงดวงชะตาของเด็กน้อยคนนี้ให้ได้
เขาหยิบยันต์สีเหลืองออกมาจากแขนเสื้อ ท่องคาถางึมงำและทำมือแปลกประหลาด
เจ้าก้อนแป้งแอบพูดกับพี่รองที่อุ้มนางอยู่ “ถอย ถอยออกไป อยู่ข้างหน้าเกินไปหน่วนเป่าจะเหนื่อย”
แน่นอนว่าเซียวจ้งหลางเชื่อฟังน้องสาวมาก ๆ ถ้าน้องสาวของเขาชี้ไปทิศตะวันออก เขาจะไม่มีทางไปทิศตะวันตก
ทันใดนั้น พลังงานประหลาดก็ปรากฏขึ้นรอบตัวชายคนนั้น แต่น่าแปลกที่พลังงานส่วนใหญ่แผ่ออกมาจากเสื้อคลุม เกิดเป็นลวดลายลึกลับพุ่งไปหายันต์สีเหลืองในมือ
จากนั้นพลังก็หยุดลง
ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ดูบ้าคลั่งก็ชะงักไปเช่นกัน
เขาเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังวิเศษใด ๆ แม้แต่การเผายันต์ เขาก็ยังต้องพึ่งเสื้อคลุมผืนนี้ที่ทางอารามมอบให้
เพราะผู้อาวุโสของอารามเป็นผู้เปิดตาเทพให้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเขาถึงสามารถมองเห็นดวงชะตาของคนอื่นได้
หรือก็คือ หากไม่มีเสื้อคลุมเขาก็เป็นแค่คนธรรมดา
ผู้เฒ่าเซียวที่เงียบมานาน ลูบเคราของตัวเองแล้วทอดถอนใจ “ไต้ซือ เมื่อครู่ไม่ใช่ท่านบอกว่าบนตัวข้ามีสิ่งชั่วร้ายหรอกหรือ และเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ทำไมไม่ลงมือสักทีเล่า”
“ที่แท้ไต้ซือก็เป็นพวกต้มตุ๋นหรือนี่”
“มิน่าเล่า คราวก่อนก็หลอกภรรยาข้า อีกทั้งยังต้องเสียไข่ไปหลายตะกร้า!”
ชายวัยกลางคนยังคงถือยันต์ ปากยังสวดร่ายไม่หยุดและทำท่าทางแปลกประหลาดอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดเกิดขึ้น
ลูกศิษย์ของเขาต่างมีสีหน้างุนงง “อาจารย์ เกิดอะไรขึ้น?”
เสื้อผ้าของชายวัยกลางคนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น ดีที่เสื้อคลุมเป็นสีขาวมิฉะนั้นสภาพคงจะดูน่าอายยิ่งกว่านี้ “ยันต์ใช้การไม่ได้”
ลูกศิษย์ตกใจมองตากันเลิ่กลั่ก “วันนี้แปลกมากจริง ๆ จุดธูปก็ไม่ติด เช่นนั้นพวกเรากลับกันเลยดีหรือไม่ขอรับ”
ชายวัยกลางคนเช็ดเหงื่อ แต่ก็สายเกินไปแล้ว พวกเขาถูกชาวบ้านรายล้อมปิดกั้นเส้นทางหลบหนีเรียบร้อยแล้ว
น่าขันสิ้นดีที่เมื่อครู่พวกเขาแสดงท่าทางอวดดีขนาดนั้น แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสุนัขจรจัด*[1]ไปแล้ว
“เจ้า! พาพวกเรามาที่นี่เพราะบอกว่ามีสิ่งชั่วร้าย ไม่เห็นจะมีผีสางที่ไหน หญิงชราใจดำเช่นเจ้าแค่อยากจะแก้แค้น ถึงกับกล้าหลอกลวงแม้กระทั่งอาจารย์ของข้า” ลูกศิษย์คนนี้ฉลาดมาก เขาเห็นแม่เฒ่าเหยาเงียบมาตลอดโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ก็เลยลากนางลงมาจมโคลนไปด้วยกัน
และยังตั้งใจพูดเสียงดังโดยเน้นคำว่า ‘ครอบครัวนี้มีสิ่งชั่วร้าย’ เป็นพิเศษ
แน่นอนว่าหลังจากที่ชายวัยกลางคนเห็นสิ่งที่ลูกศิษย์ทำ เขามองลูกศิษย์คนนั้นด้วยสายตาซาบซึ้ง
“เหยาซื่อ! เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองถึงกับกล้าหลอกทวยเทพ” สีหน้าของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง รับบทเหยื่อได้อย่างลื่นไหล
แม่เฒ่าเหยายังคงส่ายหัวและโบกมือเป็นพัลวัน พยายามปฏิเสธแบบหัวชนฝา แต่นางกลับไม่สามารถพูดได้
ชายวัยกลางคนสะบัดแขนเสื้อและประสานมืออย่างสุภาพต่อหน้าหลี่เจิ้ง “วันนี้ถูกหญิงผู้นี้หลอกใช้แล้ว ต้องขออภัยด้วย”
หลังจากนั้นเขาก็แสร้งทำเป็นทักทายผู้เฒ่าเซียวราวกับว่าเขาอยากขอโทษจริง ๆ
ผู้เฒ่าเซียวยิ้มและประสานมือตอบกลับ
ฉากนี้ดูรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
มีเพียงหลินซื่อเท่านั้นที่คอยจับตาดูแม่เฒ่าเหยามาตลอด
เมื่อนางคิดว่าครอบครัวของนางไม่ได้ผ่านคืนวันเหล่านั้นมาได้ง่าย ๆ และเกือบจะถูกทำลายโดยแม่เฒ่าเหยา นางก็โกรธมาก แต่นางรู้ว่านางไม่สามารถเปิดเผยเรื่องของหน่วนเป่าได้ นางจึงต้องอดทน
ศิษย์หลายคนเก็บแท่นบูชาและยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังชายวัยกลางคน ผู้เฒ่าเซียวและหลี่เจิ้งส่งเขาออกไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “มาบ่อย ๆ นะ”
ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างสุภาพอ่อนโยน “กลับไปเถิด ไม่ต้องส่งแล้ว”
หลังจากหันกลับมา เขาก็ลอบเช็ดเหงื่อและพูดด้วยสีหน้าฉุนเฉียว “เหตุการณ์ในวันนี้ห้ามนำไปพูดต่อใครทั้งนั้น”
ศิษย์หลายคน “ขอรับ”
ทันทีที่ประตูปิด หลี่เจิ้งและผู้เฒ่าเซียวต่างก็หุบยิ้ม “อันตรายนัก”
ทั้งสองคนพูดออกมาพร้อมกัน
อารามศักดิ์สิทธิ์กลับฟังคำผู้หญิงแบบนั้น แต่ในใจชาวนาอย่างพวกเขารู้ดี ‘ถ้าเจ้าไม่ให้ข้าปลูกข้าว เจ้าเองก็ไม่มีความหมายอะไร’*[2]
หน่วนเป่าพยายามดิ้นออกจากพี่รองและวิ่งไปที่สวนหลังบ้านเพื่อตามหาต้าไป๋ “เจ้าไปฆ่าไต้ซือนั่นซะ”
ก่อนหน้านี้หมาป่าขาวต้องอยู่แต่หลังบ้านและไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมา เว้นแต่ตอนที่เจอเหตุเช่นนี้
“ตาลุงนั่นกระหายในดวงชะตา ในอนาคตเขาจะฆ่าเด็กคนอื่น เพราะฉะนั้นเราต้องสังหารคนชั่ว!”
ที่ผ่านมาเจ้าก้อนแป้งไม่เคยใช้พลังดูอนาคตของคนอื่นไปทั่ว แม้แต่ฉีสือเยี่ยนนางก็ไม่เคยดูช่วงวาระสุดท้ายในชีวิตของเขาเลย
แต่วันนี้คนผู้นี้ตลอดทั้งตัวเต็มไปด้วยหมอกดำที่ปกคลุมด้วยแสงสีม่วงทอง เจ้าก้อนแป้งแปลกใจมาก ด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางจึงใช้พลังดูอนาคตของคนผู้นี้ และภาพที่ได้เห็นคือการเซ่นไหว้และกินเนื้อมนุษย์ระหว่างการสังเวย
หมาป่าขาวสะบัดหางไปมา “ข้าไม่อยากกินเนื้อไร้คุณภาพ”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ขอให้ลุงของเจ้า หรือว่าญาติพี่น้องตัวอื่น ๆ มาช่วยกินเขาหน่อย” หน่วนเป่าโกรธมากจนอยากจะลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นแล้ว หมาป่าขาวกลอกตาทีหนึ่ง แล้วลุกขึ้นอย่างเกียจคร้านกระโดดออกนอกกำแพงไป
“คราวหน้าถ้าเจ้ายังพูดแบบนี้อีก ก็เชิญเจ้าไปกินเขาเอง” หมาป่าขาววิ่งหนีไป แต่มันก็ยังส่งข้อความกลับมา
เจ้าก้อนแป้งโกรธจนแทบจะวิ่งตามไป
หน้าลานบ้าน หลี่เจิ้งได้ขอให้คนพาแม่เฒ่าเหยากลับไปแล้ว เดิมทีเขาอยากจะไล่นางออกจากหมู่บ้าน แต่เซียวหย่งเหวินเป็นซิ่วไฉ
ซิ่วไฉหายากขึ้นในทุกวันนี้ และการมีซิ่วไฉอยู่ในหมู่บ้านก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เขาจึงทำได้เพียงตักเตือนและส่งแม่เฒ่าเหยากลับไปเท่านั้น
โชคดีที่สกุลเซียวก็เป็นคนมีเหตุผลเช่นกัน เรื่องนี้หลี่เจิ้งไม่ต้องพูดออกไป ผู้เฒ่าเซียวก็พูดให้แทนแล้ว
ในช่วงปีนี้ หลี่เจิ้งมักไปที่บ้านของสกุลเซียวอยู่บ่อยครั้งและความสัมพันธ์ของเขากับผู้เฒ่าเซียวก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
เพียงแต่ภรรยาของหลี่เจิ้งยังคงชอบไปพูดคุยกับแม่เฒ่าเหยาเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว เวลามีเรื่องอะไรหลี่เจิ้งจึงไม่ได้บอกกล่าวภรรยา
“ตั้นแม่ข้าอยากออกไปเล่นกับพี่ ๆ” สองเท้าน้อย ๆ เดินไปหามารดาเพื่อบอกกล่าว
หลินซื่อจิบน้ำเย็นในกระบอก ไฟในใจของนางก็ดับลงพลางโบกมืออย่างอ่อนแรง “ไปเถอะ ขี่หลังพี่รองเจ้าไปนะ”
“แล้วเอาต้าไป๋ไปด้วย!”
เซียวจ้งหลางกระชับเจ้าก้อนแป้งบนหลังเพื่อให้แน่ใจว่าน้องสาวจะไม่หงายตกระหว่างทาง พลันก็ได้ยินเสียงมาจากระยะไกล “ไปกันเถอะ!”
เซียวจ้งหลางแบกหน่วนเป่าไว้บนหลัง และให้เซียวเฉินหลางกับฉีสือเยี่ยนแบกตะกร้าไม้ไผ่เดินขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน
ระหว่างทางเซียวเฉินหลางก็พูดเรื่องเหตุการณ์หมูป่าอีกครั้ง เขาเป็นเหมือนกับนักเล่าเรื่องในโรงน้ำชา น้ำเสียงสูงต่ำเต็มไปด้วยอารมณ์ ทำให้ฉีสือเยี่ยนอุทานออกมาได้หลายครั้ง
เซียวจ้งหลางไม่ได้เดินเร็วนักเพราะมีหน่วนเป่าอยู่บนหลัง เขาชอบออกไปข้างนอกกับน้องสาว เพราะมันดูเหมือนว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นทุกครั้ง
[1] สุนัขจรจัด (丧家之犬) หมายถึง คนที่อยู่ในสภาพไร้ที่พึ่งพิง ไร้คนช่วยเหลือ จิตใจก็จะว้าวุ่นกังวลอยู่ตลอดเวลา
[2] ถ้าเจ้าไม่ให้ข้าปลูกข้าว เจ้าเองก็ไม่มีความหมายอะไร เป็นคำเปรียบเปรยของชาวนา หมายถึง ถ้าไม่มีผลประโยชน์ต่อกันคนผู้นั้นก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน