Love at first sight ปิ๊งรักยัยสวยเวอร์

    42-เลอะเทอะ

            หลายวันผ่านไปน้องมะนาวร่างกายเป็นปกติ เธอไปโรงเรียนได้เหมือนอย่างเช่นที่ผ่านมา มีแม่น้ำส้มไปรับไปส่งทุกวัน และก็ยังมีนักรบที่ป้วนเปี้ยนในบางครา ก็เขากำลังพิชิตหัวใจคุณแม่หม้ายลูกติด ต้องคอยหยอดเช้าหยอดเย็น เพื่อให้เธอใจอ่อน น้ำกระทบหินทุกวันหินยังกร่อนแล้วมีหรือที่นักรบเต๊าะทุกวันเธอจะไม่ใจอ่อนให้แก่เขา อย่างเช่นตอนนี้ที่เขาอาสาเป็นคนขับรถเพื่อไปรับน้องมะนาวที่โรงเรียน จนทำให้ทั้งน้ำส้มและนักรบเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น และเหมือนว่าหัวใจที่ปิดตายของเธอเริ่มจะเปิดคลายเพื่อรับใครสักคนเข้ามาดูแล สิ่งที่นักรบเอาใจใส่กำลังทำให้เธอพ่ายแพ้อย่างราบคาบ โดยที่เธอไม่รู้ตัวเอง กับความรู้สึกที่เริ่มเผลอไผล ไปตามหัวใจเรียกร้องหา


            “ให้ผมวางของไว้ไหนครับน้ำส้ม” นักรบถามเมื่อเขาเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรังเต็มมือ


            “วางไว้บนโต๊ะในห้องครัวเลยค่ะ เดี๋ยวฉัน ขึ้นไปเก็บของข้างบนแล้วจะลงมาทำกับข้าว” น้ำส้มบอกถึงที่หมายพลางชี้นิ้วไปยังห้องครัว


            “โอเคครับผม”


            “น้องทำการบ้านนะคะคุณแม่ขา” เด็กหญิงตัวกลมรู้หน้าที่ของตัวเองเธอวางกระเป๋าใบโปรดแล้วบอกเล่าในสิ่งที่กำลังจะทำนับจากนี้ให้ผู้เป็นแม่รู้


            “เก่งมากค่ะ” ผู้เป็นแม่เอ่ยชมลูกสาว ก่อนจะเดินถือกระเป๋าสะพายขึ้นไปบนบ้าน จัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จสิ้น


            ครืน ครืน เสียงของโทรศัพท์มือถือสั่นครืนในกระเป๋าทำให้น้ำส้มรีบล้วงขึ้นมาดู เป็นเพื่อนสนิทที่โทรเข้ามาเธอจึงกดรับสายทันที


            “ว่าไงจ๊ะเพื่อนรัก” เธอเอ่ยทักปลายสายอย่างสนิทสนมด้วยความคุ้นชิน


            (ก็ไม่มีอะไรมากแค่ถามว่า ตอนนี้แกทำอะไรอยู่ที่ไหนเหรอ)


            “อยู่บ้าน”


            (กลับใคร?)


            “มะนาวไง”


            (แค่สองคนเหรอ)


            “ก็…ก็…สามคน”


            (อีกคนใครอะ พี่นักรบเหรอ)


            “อะ อืม”


            การถามที่ประเด็นของเอมอรทำให้น้ำส้มเกิดอาการประหม่า ใบหน้าเห่อแดงอย่างเขินอาย ไม่รู้ทำไมแค่พูดถึงแต่ยังไม่ได้ มีอะไรที่ทำให้รู้สึกพิเศษ กลับสร้างความเขินอายให้แก่น้ำส้มไม่น้อย คุณเธอตอบเพื่อน อย่างตะกุกตะกัก นิ้วมือม้วนเข้ากับผ้าที่อยู่ข้างตัวเพื่อแก้เขิน


            (ฉันเพลียแกกับพี่นักรบนะ บอกตามตรงอยากให้แกมาเป็นพี่สะใภ้ของฉัน)


            “พูดอะไรบ้างอะอร”


            (จริง ๆ)


            “ไม่คุยกับแกแล้วไปทำกับข้าวให้มะนาวดีกว่า”


            (เขินละสิ)


            “เปล่าซะหน่อยก็บอกอยู่ว่าจะไปทำกับข้าวให้มะนาวป่านนี้บ่นหิวแย่แล้ว”


            (เออ เชื่อก็ได้…)


            “แกนี่นะ”


            (บาย) เพียงสิ้นคำบอกลาเอมอรก็ตัดสายทันที โดยที่ไม่ให้น้ำส้มได้กล่าวคำลา น้ำส้มได้แต่อมยิ้มและจ้องมองที่หน้าจอมือถือส่ายหัวเบา ๆ


            “เอ้า! ลืมเลยว่าจะถามยัยอรเกี่ยวกับพี่ชายซะหน่อย…เอ๊ะ! หรือว่าเราจะรู้สึกไปเองนะ เดี๋ยววันหลังค่อยถามก็ได้” หลังจากวางสายไปน้ำส้มก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างที่ตั้งใจจะถามเพื่อนแต่ก็ดันลืม ได้แต่พูดกับตัวเองร่ำไป จากนั้นจึงเดินลงมาข้างล่างเพื่อเข้าครัวทำอาหาร


            1 เดือนผ่านไป พร้อมกับการลืมเลือนในสิ่งที่อยากถามเพื่อน การได้คลุกคลีใกล้ชิดกับนักรบในแทบทุกวันทำให้น้ำส้มไหวหวั่น กับการกระทำอันแสนอบอุ่นของผู้ชายคนนี้ที่ตามตื๊อเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้ากัน แม้ว่าจะถูกเธอปฏิเสธและไล่หลายครั้งเขาก็ยังอดทนที่จะเข้าหา และการที่เขามาบ้านทุกครั้ง เธอต้องโชว์ฝีมือในการทำอาหารเพราะทานทนไม่ไหวต่อการออดอ้อนอย่างน่ารักของนักรบ มันเหมือนเป็นเรื่องปกติของทุกวันนี้ ที่ไหนแทบช่วงเวลานาทีจะมีนักรบอยู่เคียงข้าง จนกลายเป็นความเคยชิน


            “แดดดี้ข้อนี้ทำแบบไหนคะน้องงงเวอร์ ๆ”


            “ไหนมาดูสิครับ…จี๊ด (ส์) !”


            “อะไรคะตกใจหมดเลย”


            เสียงที่ดังสะเทือนทำให้เด็กหญิงมะนาวสะดุ้งตัวโหยง เธอตกใจกับเสียงเรียกของนักรบที่ดูตื่นเต้น


            “เมื่อกี้พูดแดดดี้ชัดแล้ว” คำพูดของเด็กน้อยที่ไม่ชัดถ้อยคำ แต่เมื่อสักครู่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักรบอย่างมากจนเขาทักท้วงอย่างเผลอลืมตัว


            “จริงเหรอคะ” เด็กหญิงผู้เป็นเจ้าของคำพูดก็รู้สึกตื่นเต้นไม่ต่างกันเธอย้อนถามด้วยสีหน้าที่ดวงตาเบิกโตตกใจ


            “ไหนลองพูดอีกทีซิ” เพื่อยืนยันในสิ่งที่หูได้ยินนักรบจึงบอกให้น้องมะนาวทวนคำพูดคำนั้นอีกครั้ง


            “แดดดี้นักรบ” เด็กหญิงพูดตามที่นักรบร้องขออย่างว่าง่าย


            “พูดชัดแล้ว พูดแดดดี้ชัดแล้ว ดีใจโว้ย!” คำพูดที่ชัดเจนทำให้นักครบดีดตัวกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอย่างกับเขาถูกรางวัลที่หนึ่ง


            “พูดชักแล้ว เย่ เย่ น้องพูดแดกดี้ชัดแล้วคุณแม่ขา” น้องมะนาวก็รู้สึกดีใจเมื่อเธอได้รับการยืนยันว่าพูดชัดเจน แต่ไม่รู้เพราะความดีใจจนเนื้อเต้นทำให้น้องมะนาวนั้นพูดบางคำ ไม่ชัดเหมือนเดิม ทำเอานักรบถึงกับหน้าเหี่ยวความดีใจที่มีก่อนหน้าหายไปในพริบตาเดียวเหมือนกับดึงขาจากที่สูง


            เด็กหญิงวิ่งเข้าไปหาแม่พร้อมกับยกไม้ยกมือเป็นท่าทางของความดีใจแสนลุ้นอก พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นเป็นสัญญาณบอกแม่ที่อยู่ในครัว นักรบที่อยู่ด้านหลังได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยสีหน้าละห้อย ความดีใจที่เคยมีเหมือนถูกลมพัดปลิวไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เพราะคำนั้นที่เขา วิงวอนให้เด็กน้อยพูดและเรียกขาน มันคือสิ่งที่เขาปรารถนา รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ยิน แม้ว่าเขาจะไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเธอก็ตาม แต่ดูความรักที่เขามีต่อน้ำส้ม มันทำให้เขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนทั้งสองอย่างไม่มีข้อแม้


            “หมดกันความดีใจของกู”


            “เป็นอะไรคะคุณนักรบ ทำไมหน้าบึ้งแบบนั้น” น้ำส้มที่เดินจับมือลูกสาวออกมาจากห้องครัว เขาพบกับนักรบที่นั่งราบกับพื้นกระเบื้องหลังพิงกับโซฟาด้วยสีหน้าเหี่ยวเหมือนกับคนผิดหวังหรือถูกทิ้ง อดไม่ได้จนต้องเอ่ยถาม


            “ผมเสียใจครับ”


            “เสียใจเรื่องอะไรคะ ทำหน้าอย่างกับคนอกหักอย่างนั้นแหละ”


            “ยังไม่ได้เป็นแดดดี้” นั่นคือคำตอบของนักรบ ที่ทำเอาน้ำส้มถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เธอไม่ได้ซีเรียสกับสรรพนามนี้เหมือนแต่ก่อน เพราะสิ่งที่นักรบทำให้ มันซาบซึ้งจนเธอไม่รู้จะตอบแทนเขาอย่างไร แม้ว่าจะไม่ได้เอ่ยถึงในเรื่องราวที่ผ่านมา ทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องบ้านการรักษาพยาบาลลูกสาวเขาเป็นคนอาสาออกให้ทั้งหมด


            “เลอะเทอะ!” น้ำส้มหมดคำจะพูดได้แต่ส่ายหัวและกล่าวคำตำหนิก่อนจะเดินไปยังโต๊ะอาหารเพื่อตระเตรียมมื้อเย็น



    คล้ายกับเรื่องLove at first sight ปิ๊งรักยัยสวยเวอร์ ที่คุณอ่าน