เขาหยอกล้อเก่งเกินไปแล้ว!
ต้นขาทองคำไป๋ ท่านอยู่อย่างเดียวดายไร้คู่เคียงอย่างในนิยายต้นฉบับว่าจริงๆ หรือ
ไป๋ซิวจิ่นเดินไปนั่งลงบนตั่งนุ่ม หยิบหนังสือนิทานที่เสิ่นม่านซูอ่านค้างไว้เมื่อครู่ขึ้นมาตามอำเภอใจ
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาใต้แสงเทียนราวกับถูกเคลือบด้วยแสงอุ่นอ่อนโยนชั้นหนึ่ง
เสิ่นม่านซูเพิ่งได้สติ นางเดินเข้าไปใกล้ สายตาหลุบมองปลายผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยของไป๋ซิวจิ่น “ผมท่านเปียก”
“อืม” ไป๋ซิวจิ่นดูไม่ใส่ใจเลยสักนิด เขาหลุบตาพลิกอ่านหนังสือนิทานเล่มนั้นไปเรื่อยๆ
เสิ่นม่านซูคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งจากด้านข้างส่งให้เขา “เช็ดเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา”
ไป๋ซิวจิ่นหันมามองดวงตาใสกระจ่างของเสิ่นม่านซู สุดท้ายก็กลืนถ้อยคำที่เกือบหลุดปากกลับลงไป
ยังไม่ถึงเวลา
เขารับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมากำไว้
เสิ่นม่านซูนั่งลงอีกด้านหนึ่งของตั่งนุ่ม เว้นระยะห่างจากไป๋ซิวจิ่นอยู่พอสมควร จากนั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ซิวจิ่น ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ”
“พรุ่งนี้ข้าต้องไปจากที่นี่แล้ว”
“หืม”
“ข้าจึงมาเอาคำตอบจากเจ้า” ไป๋ซิวจิ่นถือผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้ เขาไม่ได้เอามาเช็ดผม เพียงมองเสิ่นม่านซูเงียบๆ นิ้วมือเรียวยาวงดงามลูบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเบาๆ
เห็นชัดว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเรียบง่ายที่สุด แต่กลับทำให้เสิ่นม่านซูใจเต้นรัวเสียอย่างนั้น
ยิ่งใบหน้างดงามไร้ที่ติของเขาอยู่ใต้แสงเทียนเช่นนี้ ก็ยิ่งงดงามจนยากจะละสายตา
ต่อให้เสิ่นม่านซูเคยเห็นชายหนุ่มรูปงามมากมายในวงการบันเทิง ก็ยังจำต้องยอมรับว่าไป๋ซิวจิ่นคือคนที่งดงามที่สุด
นางถามออกไปตามสัญชาตญาณ “คำตอบอะไรเจ้าคะ”
ไป๋ซิวจิ่นใช้มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ เอนกายไปด้านหลังอย่างเกียจคร้าน ตรงนั้นบังเอิญเป็นตำแหน่งที่เสิ่นม่านซูนั่งอยู่เมื่อครู่พอดี
มือของเขาวางลงบนหนังสือนิทานเล่มนั้นเบาๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงสงบนิ่งอย่างยิ่ง “ก็เรื่องแต่งงานตอบแทนอย่างไรเล่า”
เสิ่นม่านซูชะงักไปทันที
นางยอมรับว่าหน้าตาของตนในตอนนี้นับว่าไม่เลว อีกทั้งยังเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ทัพใหญ่เสิ่น ถึงขั้นองค์ชายเหล่านั้นยังสนใจนาง แต่หากจะบอกว่าไป๋ซิวจิ่นจู่ๆ ก็ชอบนางขึ้นมา เสิ่นม่านซูไม่เชื่อแม้แต่น้อย!
ใบหน้างดงามไร้ที่ติย่อมล่อลวงใจคนได้ก็จริง แต่เสิ่นม่านซูไม่ใช่เด็กสาวใสซื่อโง่งมถึงเพียงนั้น
นางหลุบตามองชายเสื้อของตน แล้วกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “ข้าคิดว่าท่านเพียงล้อเล่นเท่านั้น”
“ข้าไป๋ซิวจิ่นไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องนี้” ไป๋ซิวจิ่นหลุบตามองผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแล้วกล่าวต่อ “และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ข้าพูดเช่นนี้กับสตรี”
“แต่เพราะเหตุใดเล่าเจ้าคะ” เสิ่นม่านซูเงยหน้ามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เวลานั้นเอง ด้านนอกพลันมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่น ลมแรงสายหนึ่งพัดวูบเข้ามา
เปลวเทียนที่เดิมลุกสว่างไสวดับพรึ่บในทันที
มือข้างหนึ่งยื่นมาโอบต้นคอของเสิ่นม่านซูแล้วดึงนางเข้าไปหา นางพลันจมอยู่ในกลิ่นหอมอ่อนละมุนของหญ้าอ่อนทันที
“เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าแต่งกับผู้อื่น”
เสิ่นม่านซูรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นโครมครามไม่หยุด จนแทบจะกระเด้งออกมาจากลำคออยู่แล้ว!
ชั่วพริบตาถัดมา จุมพิตแผ่วเบาดุจขนนกก็แตะลงบนไฝน้ำตาเล็กๆ ตรงหางตาซ้ายของเสิ่นม่านซู...
ปุ้ง!
ราวกับดอกไม้ไฟนับไม่ถ้วนระเบิดขึ้นในสมอง สีสันพร่างพราว งดงามอย่างยิ่ง!
กว่าเสิ่นม่านซูจะใช้หินจุดไฟจุดเทียนขึ้นอีกครั้ง ภายในห้องก็ไม่เหลือเงาร่างของไป๋ซิวจิ่นแล้ว
นางนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ยกมือแตะหางตาซ้ายของตน ราวกับตรงนั้นยังคงมีไออุ่นหวานชื่นหลงเหลืออยู่
ต้นขาทองคำไป๋หมายความว่าอย่างไรกันแน่
บทที่ 118 ทำอาหารถูกปากจนมัดใจเขาได้เลยอย่างนั้นหรือ
จะบอกว่าเขาไม่ได้ชอบนาง ทว่าร่องรอยการหยอกล้อชัดเจนเกินไปแล้ว แต่หากชอบละก็...เหตุใดถึงจูบเพียงหางตาเล่า
อีกอย่าง นี่ออกจะเร็วไปสักหน่อยด้วย
ดังนั้นนี่คือความหมายของคำว่ามากกว่าเพื่อน แต่ยังไม่ถึงขึ้นเป็นคนรักหรือ
เช้าวันถัดมา เสิ่นม่านซูนั่งเท้าคางอ่านหนังสือนิทานอย่างเบื่อหน่าย ทว่าใต้ตากลับดำคล้ำยิ่งนัก
เจียงกูกูเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ถามด้วยความเป็นห่วง “เมื่อคืนคุณหนูพักผ่อนไม่เต็มที่หรือเจ้าคะ”
เสิ่นม่านซูได้พักผ่อนที่ไหนกันเล่า นางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเลยต่างหาก!
นางย้อนนึกเนื้อเรื่องในนิยายทั้งเรื่องใหม่อีกรอบ แต่ก็ยังไม่พบส่วนที่บรรยายประสบการณ์ด้านความรักของต้นขาทองคำไป๋อยู่ดี
สุดท้ายเสิ่นม่านซูจึงสรุปได้ว่า หากจะฝืนบอกว่าต้นขาทองคำไป๋เกิดสนใจในตัวนางขึ้นมา ความเป็นไปได้เดียวก็คือ เขาชอบกินของหวานที่นางทำ
แต่ในสายตาเสิ่นม่านซู เหตุผลข้อนี้กลับดูฝืนอยู่บ้าง
ดังนั้นนี่นับว่านางทำอาหารถูกปากจนมัดใจเขาได้เลยอย่างนั้นหรือ
พอนึกว่าต้นขาทองคำไป๋อาจมีใจให้ตน เสิ่นม่านซูก็รู้สึกล่องลอยเล็กน้อย แก้มพลันร้อนผ่าวขึ้นมา ทว่านางไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกนี้นานนัก
บางทีพอต้นขาทองคำไป๋ออกไปจัดการเรื่องยุ่งยากของตน ครั้นกลับมาก็อาจลืมความรู้สึกดีๆ เล็กน้อยที่มีต่อนางไปแล้วก็เป็นได้ ส่วนประโยคที่บอกว่าแต่งงานตอบแทนอะไรนั่น ไม่แน่อาจเป็นเพียงคำพูดที่พูดออกมาโดยไม่ตั้งใจในตอนนั้นเท่านั้น
เมื่อคิดเช่นนี้ เสิ่นม่านซูก็ค่อยสงบใจลงได้เล็กน้อย
นางให้เจียงกูกูช่วยประคบหน้า จากนั้นก็แต่งหน้า เกล้าผม และจัดการตัวเองให้เรียบร้อย
เฝิงหวั่นเอ๋อร์ถืออ่างน้ำใบหนึ่งคอยช่วยอยู่ด้านข้าง
เวลานี้เอง เจ๋อหลันก็เดินเข้ามาพร้อมถุงหอมใบหนึ่ง นางกล่าวว่า “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวพบถุงหอมปักดิ้นทองใบหนึ่งในลานเรือนเจ้าค่ะ ดูเหมือนเมื่อวานองค์ชายเจ็ดจะทำตกไว้ บ่าวเคยเห็นถุงใบนี้ตอนที่เขาให้เงินรางวัลบ่าวเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูปรายตามองอย่างเรียบเฉย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนยิ่งนัก “โยนทิ้งไป ไม่ต้องสนใจ”
“เจ้าค่ะ”
เจ๋อหลันรับคำอย่างว่าง่าย เดินออกไปแล้วโยนถุงหอมไว้บนก้อนหินตรงมุมลานเรือน
เฝิงหวั่นเอ๋อร์ยืดคอแอบมอง ตอนออกไปเทน้ำ เห็นถุงหอมยังอยู่ตรงนั้น ก็รีบเก็บขึ้นมาซ่อนไว้กับตัว
ทุกการเคลื่อนไหวของนางล้วนอยู่ในสายตาของเสิ่นม่านซูทั้งหมด
สีหน้าเสิ่นม่านซูเรียบเฉย นางหันกลับไป ควรทำอะไรก็ทำสิ่งนั้นต่อ
กลับเป็นเจียงกูกูที่เห็นแล้วพลันเข้าใจ
คุณหนูสามเสิ่นช่าง...ทั้งร้ายทั้งฉลาดจริงๆ ดูเช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งเหมาะสมกับนายท่านน้อยของนางมากขึ้นไปอีก!
ส่วนเฝิงหวั่นเอ๋อร์ หลังทำงานจิปาถะเหล่านั้นเสร็จก็กลับห้อง นางลูบถุงหอมเปียกชื้นใบนั้นเบาๆ หลังซ่อนมันไว้เรียบร้อย นางก็ถามเจ๋อหลันที่อยู่ข้างกายเสียงเบา “พี่เจ๋อหลัน คุณหนูของพวกเรากับองค์ชายเจ็ดไม่ค่อยลงรอยกันหรือ”
เจ๋อหลันปรายตามองนางอย่างเรียบเฉย “เจ้ารู้แล้วยังจะถามอะไรอีก”
เฝิงหวั่นเอ๋อร์หัวเราะแห้ง “ข้าแค่ไม่เข้าใจนี่เจ้าคะ กลัวว่าจะเผลอทำผิดข้อห้ามของคุณหนูเข้า”
ปกติเจ๋อหลันก็ไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว นางจึงกล่าวตรงๆ “พูดให้น้อยทำงานให้มากก็พอ เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม”
เฝิงหวั่นเอ๋อร์ไม่พบใจอย่างยิ่ง ทว่าภายนอกกลับพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย วันหนึ่งก็ใกล้จะผ่านพ้นไปอีกครั้ง
วันนี้คุณหนูสามเสิ่นเรียกเจียงกูกูให้ไปเฝ้ายามกลางคืน ทั้งยังส่งเจ๋อหลันออกไปทำธุระบางอย่างพอดี เฝิงหวั่นเอ๋อร์กำถุงหอมใบนั้นไว้แน่น ก่อนจะกัดฟันอาศัยช่วงฟ้าเริ่มมืดสลัวเดินออกไป
เสิ่นม่านซูที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองแผ่นหลังของเฝิงหวั่นเอ๋อร์ที่ค่อยๆ ไกลออกไป ก่อนจะเดาะลิ้นเบาๆ
“เฮอะ ใจใฝ่สูงจริงๆ ด้วย ข้าก็หวังว่าเจ้าจะมีฝีมือสมกับความทะเยอทะยานนะ”
เพราะมีเพียงเช่นนั้น เจ้าถึงจะนำความประหลาดใจเล็กน้อยไปให้ซูฉินได้
ในเมื่อเป็นดอกบัวขาว[1]ชาเขียวเหมือนกัน เช่นนั้นก็ต้องปลูกไว้ด้วยกัน จึงจะผลิบานงดงามยิ่งขึ้นมิใช่หรือ
เจียงกูกูรู้ว่าคุณหนูสามเสิ่มย่อมมีแผนอยู่ในใจ จึงไม่พูดมาก เพียงหยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้เสิ่นม่านซู
“กลางคืนอากาศเย็น คุณหนูอย่าปล่อยให้ตนเองหนาวนะเจ้าคะ เมื่อคืนก็พักผ่อนไม่เต็มที่ วันนี้ท่านรีบนอนตั้งแต่หัวค่ำเถิดเจ้าค่ะ”
พอเอ่ยถึงเมื่อคืน เสิ่นม่านซูก็โยนเรื่องเฝิงหวั่นเอ๋อร์ทิ้งไว้ด้านหลังทันที
นางหันกลับมามองเจียงกูกูแล้วเอ่ยถามว่า “เจียงกูกู ท่านรู้ว่าเมื่อคืนท่านไป๋มาหาข้าใช่หรือไม่”
[1] ดอกบัวขาว หมายถึง สตรีที่ภายนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์ อ่อนโยนน่าสงสาร แต่ความจริงเสแร้งและเจ้าเล่ห์