หานเฟิงพึมพำกับตนเอง "ภายในสองสามวันนี้ ผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์สองผลนี้จะสุกงอม จากนั้นข้าก็จะมีผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์สามผล"
"ผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์สามผลเพียงพอที่จะให้ข้าก้าวเข้าสู่ขั้นมนุษย์หนึ่งดาราขั้นปลายหรือแม้กระทั่งขั้นสูงสุดแล้วกระมัง"
"หากใช้เพียงศิลาวิญญาณในการบ่มเพาะพลัง จำเป็นต้องใช้ศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับกลางเป็นอย่างน้อยจึงจะสำเร็จ และแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ต้องใช้หลายสิบก้อน จึงจะเป็นไปได้ที่จะไปถึงขั้นมนุษย์หนึ่งดาราขั้นสูงสุด"
"ศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับกลางของตระกูลหานมีไม่มากเพียงนั้น อีกทั้งเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ข้ามากถึงหลายสิบก้อน"
คิดถึงตรงนี้แล้ว หานเฟิงก็มองผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์ด้วยสายตารักใคร่ยิ่งกว่าเดิม น่าเสียดาย ตอนนี้เขายังไม่ถึงปลายขอบของขั้นสามัญระดับปลาย ไม่เช่นนั้นเขาจะหลอมผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์ ทะลวงเข้าสู่ขั้นมนุษย์ในรวดเดียว
หลังจากคิดเช่นนี้แล้ว หานเฟิงก็ไปเยือนพื้นที่ชั้นห้าอีกครั้ง
สิบกว่าวันที่ผ่านมา หานเฟิงเปิดพื้นที่ทั้งเจ็ดชั้นของหอคอยเพลิงสวรรค์เก้าเปลวไฟครบแล้ว
พื้นที่ชั้นห้าเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับหนึ่งเช่นกัน ที่นี่สามารถเลี้ยงสัตว์อสูรได้เพียงหนึ่งตัว
หานเฟิงจึงยังไม่รีบร้อนที่จะไปล่าสัตว์อสูร
เมื่อล่าสัตว์อสูรมาเลี้ยงในพื้นที่เลี้ยงแล้ว ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากเลือกสัตว์อสูรมาลวกๆ อีกทั้งสายเลือดไม่สูง ถึงแม้จะเลี้ยงด้วยน้ำยาต้นกำเนิด ความก้าวหน้าในอนาคตของสัตว์อสูรตัวนี้อย่างไรก็มีขีดจำกัด ยังไม่สู้รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยเลือกอีกที
พื้นที่ชั้นหกเป็นพื้นที่สืบเสาะดวงวิญญาณ
พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ลงโทษศัตรู เมื่อศัตรูอยู่ที่นี่จะถูกลงโทษอย่างร้ายแรง ยิ่งระดับสูงเพียงใด การลงโทษก็ยิ่งร้ายกาจเพียงนั้น
ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อใช้น้ำยาต้นกำเนิดจำนวนหนึ่งจะทำให้สามารถสืบดวงวิญญาณของศัตรู เค้นข้อมูลบางอย่างจากความทรงจำของศัตรูได้
พื้นที่สืบเสาะดวงวิญญาณในยามนี้อยู่ที่ระดับหนึ่ง สืบดวงวิญญาณได้เพียงขั้นสามัญและขั้นมนุษย์เท่านั้น สูงกว่านี้ไม่สามารถสืบได้
พื้นที่ชั้นเจ็ดเป็นพื้นที่บรรจุของ
เมื่อครั้งอยู่ที่จวนท่านเจ้าเมือง หานเฟิงไม่อาจเก็บผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์ไว้ในพื้นที่บรรจุของชั้นเจ็ดได้โดยตรง เช่นนั้นจะโจ่งแจ้งเกินไป หากถูกท่านเจ้าเมืองมองออกย่อมไม่ดี แม้ความเป็นไปได้จะน้อยนิดก็ตาม ท่านเจ้าเมืองอาจจะคิดว่าเขาเก็บผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์ไว้ในถุงวิเศษ แต่แม้ความเป็นไปได้จะเล็กน้อยเพียงใดหานเฟิงก็ไม่คิดจะเสี่ยง
ผลที่ได้คือหานเฟิงได้รับเข็มขัดวิเศษที่ไม่เลวเพิ่มขึ้นมาอีกเส้นหนึ่ง
บัดนี้สิ่งของทั้งหมดของหานเฟิงล้วนเก็บไว้ที่พื้นที่บรรจุของชั้นเจ็ด
หลังจากฝึกพลังปราณอีกหลายวัน ในที่สุดหานเฟิงก็ออกมา
เพราะว่าน้ำยาต้นกำเนิดที่กลั่นจากกลีบบุปผาเบิกรากหมด น้ำยาต้นกำเนิดที่หานเฟิงใช้ฝึกยุทธ์หลายวันมานี้ล้วนเป็นน้ำยาต้นกำเนิดที่กลั่นจากศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับล่าง
เห็นได้ชัดว่าน้ำยาต้นกำเนิดนี้สรรพคุณไม่สู้บุปผาเบิกราก
หลังจากฝึกปรือไปเป็นเวลาหลายวัน ก็ก้าวหน้าไปเพียงห้าส่วนเกือบหกส่วนเท่านั้น
"ความก้าวหน้าในการฝึกของข้าช้าลงเล็กน้อย ศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับกลางที่ผู้นำตระกูลมอบให้ข้าก็ใช้ไปกับผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์แล้ว"
"ผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์สุกแล้ว ตอนนี้มีสามผล นอกจากนี้ที่ดินเพาะปลูกพืชวิญญาณก็เพิ่มขึ้นมาแล้วสองผืน น่าเสียดายน้ำยาต้นกำเนิดไม่พอแล้ว"
"ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ของข้า จำเป็นต้องมีศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับกลางหรือศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับสูงจำนวนมาก จึงจะพอให้ข้าฝึกฝนและบำรุงผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์"
ทันใดนั้น
หานเฟิงก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
หลังจากออกมาจากเรือน หานเฟิงเดินไปยังประตูใหญ่ตระกูลหาน ระหว่างทางได้พบกับหานหลิน
หานหลินโบกมือทักทาย "เจ้าฝึกไปถึงไหนแล้ว? "
หานเฟิงก็ไม่ได้ปิดบังเช่นกัน "ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นสามัญระดับปลายแล้ว อีกทั้งยังกลั่นปราณธาตุได้ไม่น้อย" ส่วนกลั่นปราณธาตุได้มากน้อยเพียงใด หานเฟิงไม่ได้กล่าวออกไป
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนนับจากสิ้นสุดงานประลองระหว่างตระกูล จากที่เปิดเพียงเจ็ดเส้นลมปราณก้าวเข้าสู่ขั้นสามัญระดับปลายกลั่นปราณธาตุได้หกส่วน ความเร็วนี้น่าหวาดกลัวเกินไป
ฉางเหวินหวาที่เข้าร่วมงานประลองคราวนั้น ระดับพลังก็อยู่เพียงขั้นนี้เท่านั้น
หานหลินกล่าวด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย "ข้าไม่ควรถามเจ้าเลย ทำให้ข้าหดหู่เกินไปแล้ว พี่หญิงโหรวก็พึ่งเปิดแปดเส้นลมปราณเท่านั้น"
หานเฟิงยกมือขึ้นลูบจมูก ไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใด
หานหลินกลับมากระปรี้กระเปร่าดังเดิม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสนใจ "เจ้าจะออกไปข้างนอกหรือ? "
หานเฟิงพยักหน้า "ไม่ผิด มีอันใด? " หานเฟิงเห็นสีหน้าของหานหลิน พลางคิดเหตุใดจึงดูกระวนกระวายเช่นนั้น
หานหลินแสดงอาการหวาดผวาขึ้นมาทันที รีบกล่าวเตือน "หานเฟิง ระยะนี้เจ้าอย่าได้ออกไปข้างนอกเลย ว่ากันว่ามีแม่มดผู้หนึ่งมาเมืองเหรินจงเราแล้ว"
"แม่มดหรือ? " บนใบหน้าของหานเฟิงเต็มไปด้วยความงงงวย
สีหน้าของหานหลินดูกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เขาเริ่มเล่าที่มาที่ไปของแม่มดให้หานเฟิงฟัง "แม่มดผู้นี้ว่ากันว่ามาจากเมืองเสวียนซิง มีที่มาอย่างไรข้าก็ไม่กระจ่าง รู้เพียงว่าตระกูลหลินตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเสวียนซิงออกประกาศจับแม่มดผู้นี้แล้ว"
"ตระกูลหลินนี้ก็เป็นตระกูลขั้นล้ำลึก ได้ยินว่าในตระกูลมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นล้ำลึกหลายคน เมืองขั้นล้ำลึกเมืองอื่นไม่รู้ แต่เมืองเหรินจงเราเป็นเพียงเมืองขั้นมนุษย์ จึงต้องเห็นแก่หน้าพวกเขาออกประกาศจับด้วยกัน"
"เหตุที่ตระกูลหลินออกประกาศจับดูเหมือนแม่มดผู้นั้นจะฝึกวิชามารบางอย่าง สามารถดูดหยางเพิ่มพูนหยิน บุรุษตระกูลหลินหลายคนล้วนมีสัมพันธ์กับแม่มดผู้นี้ พวกเขาแม้กระทั่งตายเพราะเหตุนี้"
"ไม่นานมานี้ได้ยินว่าแม่มดผู้นี้มาถึงบริเวณใกล้เคียงเมืองเหรินจงเราแล้ว มีผู้ฝึกยุทธ์บางส่วนถูกโจมตีดูดซับพลังไปแล้ว ถึงแม้พวกเรายังอายุไม่มากแต่พลังของเราบริสุทธิ์ที่สุด พวกเราล้วนเป็นเป้าหมายของแม่มดผู้นั้น"
กล่าวถึงตรงนี้ หานหลินก็ตัวสั่นเทิ้ม รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
หานเฟิงอ้าปากกว้าง กล่าวสิ่งใดไม่ออก
เพียงแต่เมื่อขบคิดถี่ถ้วนแล้ว นี่ก็ไม่นับเป็นอันใด ดินแดนนี้มีวิธีฝึกบำเพ็ญมากมายหลายรูปแบบ หานเฟิงรู้สึกว่าเรื่องนี้บางทีอาจมีบางอย่างอยู่เบื้องหลัง
อย่างไรเสียเรื่องนี้ล้วนเป็นข่าวที่ตระกูลหลินนั่นปล่อยออกมาไม่ใช่หรือ?
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วย่อมไม่มีผู้ใดรู้
แม้ชาติก่อนหน้าหานเฟิงไม่มีประสบการณ์มากมายนัก แต่ก็รู้ว่าไม่อาจหลับหูหลับตาเชื่อว่าข่าวลือทั้งหลายที่แพร่กระจายมาเป็นความจริง
หานเฟิงขมวดคิ้วตัดสินใจจะออกไปสักเที่ยว เขาคงไม่ไปเจอแม่มดผู้นั้นเข้าพอดีกระมัง
หานหลินเห็นว่าไร้ประโยชน์ที่จะโน้มน้าวเขาจึงกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง "รีบไปรีบกลับ อย่าได้ถูกแม่มดจับไปเล่า"
หานเฟิงเห็นหานหลินจริงจังเช่นนี้ จู่ ๆ ก็อยากหัวเราะออกมา รู้สึกว่าเขากลายเป็นกระต่ายขาว แม่มดกลายเป็นหมาป่าไปแล้ว
"เอาน่า ข้าคงไม่โชคร้ายถึงเพียงนั้น วางใจเถอะ ข้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย" สิ้นคำ หานเฟิงก็เดินจากไป
หลังจากออกมาจากเมืองเหรินจง หานเฟิงก็มุ่งหน้าตรงไปยังเขายอดหยกทันที
หานเฟิงตัดสินใจที่จะขึ้นเขายอดหยกไปล่าสัตว์อสูรระดับห้าขั้นต้น
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ ประกอบกับฝึกฝนโซ่อัคนีล้ำลึกมา สัตว์อสูรระดับห้าขั้นต้นที่อ่อนแอบางชนิดพลาดเพียงก้าวเดียวก็ถูกเขาฆ่าได้อย่างง่ายดาย
กล่าวโดยทั่วไปแล้ว มีเพียงสัตว์อสูรระดับห้าขั้นต้นขึ้นไปเท่านั้นที่มีแก่นสัตว์อสูร
เป้าหมายของหานเฟิงก็คือแก่นสัตว์อสูร
ตระกูลฉาง ดวงตาผู้นำตระกูลฉางฉายแววโหดเหี้ยม เขาเอ่ยกับบริวาร "หูตาของเราส่งข่าวมาไม่ผิดใช่หรือไม่?เขาไปเขายอดหยกแล้วจริงๆ หรือ? "
คนที่คุกเข่าอยู่ข้างล่างกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก "ขอรับผู้นำตระกูล"
"ดี!" ผู้นำตระกูลฉางระเบิดหัวเราะออกมา