บทที่ 28: มื้อค่ำเล็กๆกับเมนูแห่งความอุดมสมบูรณ์
ดวงอาทิตย์สีส้มดวงโตค่อยๆลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงแสงทไวไลท์สีม่วงอมชมพูที่ฉาบทาไปทั่วผืนป่าต้องห้ามชั้นนอกลมเย็นระลอกค่ำพัดผ่านทิวไม้นำพาเอาความสดชื่นและความหนาวเย็นบางเบามาเยือนเนินดินอันเป็ที่ตั้งของรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค
ทว่าบรรยากาศบริเวณลานกว้างหน้าบ้านหินในค่ำคืนนี้กลับไม่ได้เงียบเหงาหรือหนาวเหน็บเลยแม้แต่น้อยมันถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากแสงไฟ เสียงพูดคุยข้ามเผ่าพันธุ์และที่สำคัญที่สุด... กลิ่นหอมหวนรัญจวนใจที่ลอยฟุ้งไปไกลนับกิโลเมตร!
หลังจากโปรเจกต์ ‘ตู้เย็นธรรมชาติใต้ดิน ’ เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แบบด้วยฝีมือของดัสตี้และทีมงานวิศวกรตุ่นูเาเสบียงทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีก็ตัดสินใจประกาศให้ค่ำคืนนี้เป็ ‘มื้อค่ำที่แสนพิเศษ’ อย่างเป็ทางการ
“การทำงานหนักโดยไม่มีการให้รางวัล จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของทีมลดลงในระยะยาว”อีไลอัสเคยพึมพำหลักการบริหารทรัพยากรบุคคล ไว้เช่นนั้น
และตอนนี้สถาปนิกน้อยได้สวมบทบาทเป็ ‘เชฟใหญ่’ ประจำหมู่บ้านเขายืนอยู่หน้าเตาไฟกลางแจ้งที่ถูกก่อขึ้นชั่วคราวด้วยก้อนหินแม่น้ำบนกองไฟมีหม้อดินเผาขนาดใหญ่ (ที่เขาใช้สกิลสถาปนิกปั้นและเผาขึ้นรูปอย่างลวกๆเมื่อวันก่อน) น้ำซุปในหม้อกำลังเดือดปุดๆส่งเสียงร้องทักทายพร้อมกับไอน้ำที่พวยพุ่ง
“ฟินน์!เร่งไฟขึ้นอีกนิดตรงฐานหม้อ! ฉัน้าอุณหภูมิที่คงที่สำหรับการตุ๋น !” อีไลอัสร้องสั่งการ
“โฮ่ง!จัดไปเ้านาย! เื่ควบคุมไฟขอให้บอกท่านฟินน์!” จิ้งจอกอสูรตัวน้อยที่ทำหน้าที่เป็‘เตาแก๊สชีวภาพ’ นั่งอยู่หน้ากองไฟมันพ่นละอองไฟเวทมนตร์สีแดงระเรื่อเข้าไปเติมเชื้อฟืนอย่างแม่นยำไม่ให้ไฟแรงเกินไปจนน้ำซุปขุ่น และไม่ให้อ่อนเกินไปจนเนื้อไม่สุก
เมนูแรกของค่ำคืนนี้คือ‘ซุปหัวไชเท้าั์ต้มปลาูเา’ อีไลอัสจัดการหั่นหัวไชเท้าสีขาวอวบอ้วนที่เดซี่เร่งการเติบโตจนมีขนาดเท่าลูกแตงโมออกเป็ชิ้นหนาๆ พอดีคำ “หัวไชเท้ามีเอนไซม์ธรรมชาติที่ช่วยย่อยโปรตีนเมื่อนำมาต้มรวมกับเนื้อปลาูเาที่ดักได้จากน้ำตกม่านไพลิน มันจะช่วยดึงรสชาติความหวานที่ซ่อนอยู่ออกมาและทำให้เนื้อปลานุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก นี่คือหลักการของรสอูมามิ ขั้นพื้นฐาน!”
เขาโยนชิ้นปลาและหัวไชเท้าลงไปในหม้อตามด้วยสมุนไพรป่าที่มีกลิ่นหอมคล้ายพริกไทยดำและรากผักชีเพื่อดับคาวกลิ่นหอมหวานของน้ำซุปกระดูกปลาที่เคี่ยวจนงวด ผสมผสานกับความหวานของผักสดๆทำเอาสัตว์อสูรทุกตัวที่นั่งล้อมวงอยู่ถึงกับน้ำลายสอ
แต่แค่นั้นยังไม่พอสำหรับงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง!
ถัดจากหม้อซุปอีไลอัสได้ใช้ท่อนไม้ไผ่สดๆ เสียบปลาูเาตัวโตๆ นับสิบตัวปักรายล้อมกองไฟในองศาที่พอดี
“เมนูที่สอง...‘ปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งป่า ’ เมนูโปรดของรถเครนประจำไซต์งาน!” อีไลอัสใช้แปรงที่ทำจากหญ้าคาจุ่มน้ำผึ้งป่าสีทองอร่าม ทาชโลมลงบนผิวปลาที่กำลังถูกย่างจนส่งเสียงฉ่าๆ
“การทาความหวานลงบนโปรตีนที่กำลังโดนความร้อนสูงจะก่อให้เกิดปฏิกิริยา ปฏิกิริยาเมลลาร์ด !” เชฟจำเป็อธิบายฟิสิกส์เคมีของการทำอาหารอย่างเมามัน “กรดอะมิโนในเนื้อปลาจะทำปฏิกิริยากับน้ำตาลในน้ำผึ้งสร้างเปลือกนอกที่กรอบสีน้ำตาลทอง และดึงกลิ่นหอมไหม้คาราเมล ที่เย้ายวนที่สุดในโลกออกมา!” กลิ่นหวานไหม้ของน้ำผึ้งที่เคลือบปลาย่างผสมกับไอน้ำซุปร้อนที่หอมลึกจากหัวไชเท้า ลอยปะปนกันในอากาศจนแม้แต่สัตว์ป่าที่อยู่ห่างออกไปก็ยังต้องหยุดชะงัก
“โฮก...น้ำลายไหล... บาร์นีย์... อยากกินแล้ว... กลิ่นหอม... ท้องร้องดังมาก...” หมีั์อสูรเอามือกุมท้องตัวเองที่ส่งเสียงโครกครากแข่งกับเสียงฟืนแตกมันนั่งน้ำลายยืดจ้องมองปลาย่างตาไม่กะพริบ
ส่วนเมนูที่สามและสี่ถูกรังสรรค์มาเพื่อเอาใจสายวีแกน และผู้ใช้แรงงานใต้ดินโดยเฉพาะ
“สำหรับเดซี่และกองทัพก้อนขน...‘สลัดผักกาดขาวคลุกเคล้าสมุนไพรและผลไม้เบอร์รี’!”อีไลอัสยกกระบะไม้ที่เต็มไปด้วยผักกาดขาวหั่นฝอย คลุกเคล้ากับเบอร์รีป่ารสเปรี้ยวอมหวานเพื่อเพิ่มวิตามินซีและความสดชื่น
“และสำหรับดัสตี้และทีมงานวิศวกรโยธา...‘มันเทศป่าเผาเตาถ่าน ’ ที่ฝังกลบไว้ใต้ขี้เถ้าร้อนๆ อบด้วยความร้อนระอุ จนเนื้อด้านในกลายเป็สีเหลืองทองและฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำเชื่อมธรรมชาติ!”
“และเมนูสุดท้าย สำหรับแผนกจัดการของเสียที่ช่วยรักษาระบบนิเวศของเราพุดดิ้งและแก๊งสไลม์!” อีไลอัสผายมือไปยังอ่างหินขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ริมสุด“นี่คือ ‘พาร์เฟต์ขยะอินทรีย์รวมมิตร ’!ซึ่งทำมาจากเปลือกมันเทศ หัวไชเท้าที่มีรอยช้ำและเศษใบผักที่เหลือจากการทำอาหาร ฉันเอามาจัดเรียงชั้น ตามหลักสุนทรียศาสตร์ แม้จะเป็ของเหลือทิ้งแต่ก็อุดมไปด้วยคาร์บอนและไนโตรเจนชั้นยอด!” ชั้นของเศษผักและเปลือกมันถูกจัดเรียงสลับกันอย่างตั้งใจราวกับของหวานในร้านหรูเพียงแต่ลูกค้าของมันคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครในโลกเดิมเคยคิดจะเลี้ยงดู
“ดึ๋ยยย~ จิ๊บๆ!” พุดดิ้งส่งเสียงร้องอย่างเริงร่าก้อนวุ้นสีรุ้งพร้อมด้วยลูกน้องสไลม์ปกติอีกสิบชีวิตะโเด้งดึ๋งเข้าไปรุมล้อมอ่างหินนั้นทันทีพวกมันยืดตัวออกคลุมทับเศษซากผักเ่าั้ร่างกายโปร่งแสงเปล่งประกายสีรุ้งสว่างวาบขึ้นตามจังหวะการย่อยสลาย มันกำลังดื่มด่ำกับบุฟเฟต์ขยะอย่างมีความสุขที่สุด
เมื่อเห็นว่าลูกบ้านทุกคนได้เมนูที่ตอบโจทย์หลักสรีรวิทยาและพฤติกรรมการบริโภคของแต่ละเผ่าพันธุ์ครบถ้วนแล้วอีไลอัสก็ชูปลาย่างของตัวเองขึ้นสูง "เอาล่ะประชากรแห่งเฮเซลบรุคทุกคน! เพื่อฉลองให้กับระบบประปา ตู้เย็นใต้พิภพและรากฐานเมืองที่สมบูรณ์แบบของเรา... ลุยยย!"
มหกรรมการกินข้ามเผ่าพันธุ์เริ่มต้นขึ้นอย่างครื้นเครงที่สุดบาร์นีย์คว้าปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งไปห้าไม้รวด มันเคี้ยวกร้วมๆ ทั้งกระดูกรสชาติหวานมันของปฏิกิริยาเมลลาร์ดทำเอามันถึงกับหลับตาพริ้มส่งเสียงครางฮึมฮัมด้วยความสุข
ฟินน์ซดน้ำซุปปลาหัวไชเท้าอย่างตะกละตะกลาม“โฮ่ง! อร่อย!หัวไชเท้าพวกนี้นุ่มและหวานกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยเ้านาย!ปกติฉันเกลียดผักนะเนี่ย!”
ฝั่งของเดซี่และประชากรกระต่ายป่ากว่าสี่สิบชีวิตก็ะโดึ๋งๆ ล้อมกระบะสลัดผักกาดขาว พวกมันเคี้ยวผักกร้วมๆ เสียงดังฟังชัดราวกับวงดนตรีเครื่องเคาะจังหวะ“สดชื่นสุดๆ!ผักที่ฉันปลูกเองกับมือ บวกรสมือเ้านาย นี่มันอาหาร์ชัดๆ!” เดซี่ร้องอย่างอารมณ์ดี
พุดดิ้งเรอแสงสีรุ้งออกมาจากป่าทุกคนต่างพากันหัวเราะกันใหญ่
แต่ปฏิกิริยาที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘ดัสตี้’และทีมงานตุ่นป่าธรรมดา พวกมันได้รับแจกมันเทศเผาคนละหัวดัสตี้ในชุดหมวกเซฟตี้เกล็ดแข็ง ใช้กรงเล็บแบนๆ ของมันค่อยๆ บิหัวมันเทศออกควันร้อนๆ สีขาวพวยพุ่งขึ้นมาปะทะจมูก
ดัสตี้กัดลงไปหนึ่งคำ...มันเคี้ยวช้าๆ ดวงตาสีดำเล็กๆ ของมันเบิกกว้าง ก่อนจะมีน้ำตาเอ่อล้นออกมาคลอเบ้า!
“อูยยย... บอส...นี่มัน...” ดัสตี้สะอื้นเบาๆ“รสชาตินี้มันอะไรกัน...ฉันเกิดมาและใช้ชีวิตอยู่แต่ใต้ดิน มืดมิดและหนาวเย็น กินแต่รากไม้แข็งๆ ขมๆกับไส้เดือนดิน... ฉันไม่เคยรู้เลยว่า บนโลกนี้จะมีของที่ทั้งนุ่ม อุ่นและหวานฉ่ำขนาดนี้อยู่ด้วย... ฮึก... งานรับเหมานี้ฉันจะขอผูกขาดทำให้บอสไปจนวันตายเลย!”
“กินให้อิ่มเลยดัสตี้ไม่ต้องร้องไห้ ที่นี่เรามีอาหารให้พวกนายกินจนพุงกางทุกวันแน่นอน” อีไลอัสหัวเราะเบาๆ เดินไปลูบหมวกเซฟตี้ของตุ่นอสูรด้วยความเอ็นดู
เมื่อกระเพาะอาหารของทุกคนถูกเติมเต็มจนอิ่มแปล้ ความเร็วในการเคี้ยวก็เริ่มลดลงบรรยากาศรอบกองไฟเปลี่ยนจากความโกลาหลของการแย่งชิงอาหารกลายเป็ความผ่อนคลายและสงบสุขฟืนไม้โอ๊กที่ถูกเผาไหม้จนกลายเป็ถ่านสีแดงเรืองรอง แผ่รังสีความร้อนที่อบอุ่นออกมาปะทะใบหน้าของทุกคน
มันคือ่เวลาศักดิ์สิทธิ์ของมนุษยชาติ...‘่เวลาแห่งการเล่าเื่รอบกองไฟ’
“ชีวิตใต้ดินน่ะมันไม่ง่ายเลยนะบอส” ดัสตี้เป็ฝ่ายเริ่มเปิดบทสนทนาก่อนมันนอนพิงโขดหิน ลูบพุงที่ตึงเปรี๊ยะของตัวเอง “พวกเราต้องขุดเจาะหาพื้นที่ที่ปลอดภัยจากพวกงูั์ใต้ดินแถมยังต้องคอยระวังน้ำท่วมโพรงเวลาฝนตกหนักอีก งานก่อสร้างใต้ดินมันเต็มไปด้วยความเครียดและความเสี่ยงเราไม่เคยได้หยุดพักเลย จนกระทั่งได้มาเจออุโมงค์ที่สมบูรณ์แบบ...และได้มากินมันเทศเผาของบอสนี่แหละ”
ฟินน์ที่นอนเกยคางอยู่บนตักของอีไลอัสพยักหน้าหงึกๆ “เห็นด้วยเลยไอ้ตุ่น!ก่อนที่ฉันจะมาเจอเ้านาย ฉันก็ต้องวิ่งหนีพวกมอนสเตอร์ที่ตัวใหญ่กว่าทุกวัน!ฉันเป็จิ้งจอกนักรบก็จริง แต่ในป่าลึกน่ะ มีพวกตัวประหลาดระดับ S ระดับ A เดินเพ่นพ่านเต็มไปหมด!ฉันเคยเกือบโดนหมาป่าเงากัดคอขาดมาแล้ว โชคดีที่ได้เ้านายช่วยไว้!”
บาร์นีย์ที่นอนหงายมองดูดวงดาวบนท้องฟ้าส่งเสียงครางฮึมฮัม “บาร์นีย์...ก็เคยเหงา... ตัวใหญ่... ไม่มีใครเล่นด้วย... มีแต่คนกลัว... วิ่งหนีหมด...แต่เ้านาย... ไม่กลัว... เ้านายให้บ้าน... ให้น้ำผึ้ง... บาร์นีย์...รักครอบครัวนี้...”
เดซี่ะโมานั่งบนไหล่ของหมีั์“ฉันก็เหมือนกัน!พวกกระต่ายอย่างเราน่ะอยู่ต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารเลยนะ! เอะอะก็โดนล่าเอะอะก็โดนกินถ้าไม่ได้กำแพงหินของเ้านายคุ้มครองป่านนี้พวกฉันสี่สิบตัวคงกลายเป็อาหารว่างของพวกสุนัขจิ้งจอกป่าไปแล้วล่ะ!” (ฟินน์แอบสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่าสุนัขจิ้งจอกป่า)
เหล่าสัตว์อสูรและสัตว์ป่าที่เคยต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายบัดนี้พวกเขากำลังนั่งปรับทุกข์และแชร์ประสบการณ์กันอย่างเปิดอกความแตกต่างทางสายพันธุ์และขนาดตัวไม่มีผลอีกต่อไป เพราะที่นี่...ภายใต้แสงไฟของรัฐอิสระเฮเซลบรุค พวกเขาคือ ‘พลเมือง’ ที่มีความเท่าเทียมกัน
“ดึ๋ยๆ! พุดดิ้งก็ลำบากฮะ!” ก้อนวุ้นสีรุ้งที่ยืดตัวเกาะอยู่บนเข่าของอีไลอัสสั่นดุ๊กดิ๊กไปมาเสียงใสๆ แทรกขึ้นมาบ้าง “พุดดิ้งตัวเล็กเดินช้าเอะอะก็โดนสัตว์ตัวอื่นเดินเหยียบจนแบนแต๊ดแต๋ แถมหาขยะอร่อยๆ กินยากมากเลยฮะ!แต่พอมาอยู่ที่นี่ พุดดิ้งมีวิมานบ่อหมักส่วนตัวสุดหรูแถมมีของเน่าเกรดพรีเมียมให้กินจนตัวพองทุกวันเลยฮะ! เ้านายใจดีที่สุดในโลกเลยฮะจิ๊บๆ!”
ทันใดนั้นสายตาทุกคู่ก็หันมาจับจ้องที่เด็กชายวัยสิบสองปีผู้ซึ่งเป็ศูนย์กลางและผู้ก่อตั้งทุกสิ่งทุกอย่าง
“แล้วบอสล่ะ?” ดัสตี้เอียงคอถาม “บอสมีความรู้แปลกๆ เยอะแยะไปหมด ทั้งเื่โครงสร้าง Archเื่การระบายอากาศ แถมยังทำอาหารอร่อยสุดยอด...บอสเป็ใครมาจากไหนกันแน่? ทำไมเด็กมนุษย์ตัวแค่นี้ถึงมาอยู่ในป่าต้องห้ามคนเดียวได้ล่ะ?”
อีไลอัสชะงักไปเล็กน้อยเขาก้มลงมองเศษฟืนที่กำลังแตกปะทุในกองไฟ
เขาไม่สามารถบอกความจริงได้ว่าเขาคือิญญาของสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีที่ทำงานหนักจนตายคาโต๊ะเขียนแบบในโลกทุนนิยมที่โหดร้ายและถูกพระเ้าส่งมาเกิดใหม่ในร่างเด็กหนุ่มคนนี้เื่ราวมันแฟนตาซีและซับซ้อนเกินกว่าที่สัตว์อสูรจะเข้าใจได้
เด็กชายคลี่ยิ้มบางๆเป็ยิ้มที่แฝงไปด้วยความรู้สึกของการผ่านโลกมาอย่างโชกโชนซึ่งขัดกับใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาอย่างสิ้นเชิง
"ฉันเหรอ..."อีไลอัสเงยหน้าขึ้นมองเปลวไฟ "ฉันมาจากที่ที่ไกลแสนไกลเลยล่ะดัสตี้...สถานที่ที่ฉันจากมา มันเป็ ‘ป่าคอนกรีตขนาดมหึมา’"
สัตว์อสูรทุกตัวเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจแม้แต่บาร์นีย์ยังหันตะแคงมาฟัง
"ในป่าคอนกรีตแห่งนั้นไม่มีต้นไม้สีเขียวให้เห็นมากนักหรอกนะมีแต่แท่งหินสูงเสียดฟ้าเรียงรายเบียดเสียดกัน... ผู้คนในที่แห่งนั้นไม่ต้องวิ่งหนีมอนสเตอร์หรือสัตว์ร้าย แต่พวกเขาต้องวิ่งไล่ตามกระดาษแผ่นเล็กๆที่เรียกว่า 'เงิน' ทุกวัน...ทุกคนทำงานหนักั้แ่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตกดิน บางคนทำงานจนลืมกินข้าวบางคนทำงานจนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าด้วยซ้ำ..."
อีไลอัสทอดสายตาออกไปในความมืดมิดของป่า"ฉันเคยเป็หนึ่งในคนพวกนั้น ฉันสร้างบ้าน สร้างตึกสูงๆให้คนอื่นอยู่มานับไม่ถ้วน... ฉันสร้างบ้านให้คนอื่นมาทั้งชีวิต… แต่ไม่เคยมีบ้านของตัวเองเลย ฉันใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบจนลืมไปว่ารสชาติของอาหารที่ค่อยๆนั่งกินอย่างสงบนั้นเป็ไง"
บรรยากาศรอบกองไฟเงียบกริบแม้ว่าสัตว์อสูรจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า 'ตึกสูง' หรือ 'เงิน' แต่อารมณ์ความเศร้าหมองและความเหนื่อยล้าที่ถ่ายทอดออกมาจากน้ำเสียงของเด็กชายนั้นพวกมันััได้อย่างชัดเจน ฟินน์ครางหงิงๆแล้วเอาหัวมาถูไถที่ท้องของอีไลอัสเพื่อปลอบใจ
"แต่แล้ววันหนึ่ง...ฉันก็ตื่นขึ้นมาที่นี่" อีไลอัสลูบหัวจิ้งจอกตัวน้อยเบาๆรอยยิ้มกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง "ตื่นขึ้นมาในป่าที่ไม่มีแท่งคอนกรีตไม่มีใครมาสั่งให้ฉันต้องทำงานแลกกระดาษ... ตอนแรกฉันก็กลัวนะเพราะฉันไม่มีอะไรเลย ไม่มีบ้าน ไม่มีของกิน... แต่พอฉันเริ่มหยิบกิ่งไม้มาสานกันเริ่มเก็บก้อนหินมาเรียงกัน..."
เขากวาดสายตามองดูลูกบ้านข้ามเผ่าพันธุ์ทีละตัว...บาร์นีย์ผู้อ่อนโยน ฟินน์ผู้ภักดี เดซี่ผู้ร่าเริง และดัสตี้ผู้มุ่งมั่น
"ฉันก็ได้เรียนรู้ว่าการสร้างบ้านที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ว่าวัสดุนั้นจะหรูหราหรือมีราคาแพงแค่ไหน...แต่มันอยู่ที่ว่า 'เราสร้างมันขึ้นมากับใคร' และ 'ใครจะมานั่งกินข้าวกับเราในบ้านหลังนั้น'ต่างหาก"
อีไลอัสชูแก้วน้ำที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ซึ่งบรรจุน้ำสะอาดจากน้ำตกม่านไพลินขึ้นสูง
"ฉันสร้างรัฐอิสระแห่งนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อเป็ป้อมปราการเอาไว้สู้รบกับใคร... แต่ฉันสร้างมันขึ้นมาเพื่อให้มันเป็ 'เซฟโซน ' เป็สถานที่ที่เราจะได้กินอาหารอร่อยๆได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม และได้ตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันในทุกๆวัน..."
เด็กชายยิ้มกว้างจนตาหยี"แด่บ้านหินของเรา แด่ตู้เย็นธรรมชาติใต้ดิน แด่ความอุดมสมบูรณ์...และแด่ครอบครัวเฮเซลบรุคของพวกเรา!"
สัตว์อสูรทุกตัวส่งเสียงร้องเฮลั่นด้วยความปีติยินดีบาร์นีย์คำรามก้อง ฟินน์เห่าเสียงใส เดซี่และฝูงกระต่ายกระทืบเท้าเป็จังหวะส่วนดัสตี้และตุ่นวิศวกรก็เคาะกรงเล็บกับโขดหินพวกเขาชูชิ้นมันเทศและปลาย่างขึ้นมาชนกับแก้วไม้ไผ่ของอีไลอัส
เสียงหัวเราะและรอยยิ้มเบ่งบานท่ามกลางแสงดาวค่ำคืนนี้ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีอดีตที่ขมขื่นมีเพียงปัจจุบันที่อบอุ่นและอนาคตที่รอให้พวกเขาร่วมกันสร้างสรรค์
รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคไม่ได้เป็เพียงพื้นที่บนแผนที่อีกต่อไป... แต่มันได้กลายเป็ 'บ้าน' อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในแง่ของสถาปัตยกรรม และในแง่ของจิติญญา และเป็บ้าน… ที่ไม่มีใครต้องหนีอีกต่อไป.