แบนชีภูตสวาท (จบ)

    บทที่ 3

    ไมเคิล คูลเลน เดินตามคาร์ล่าขึ้นไปยังระเบียงที่มีไม้พุ่มขึ้นรายล้อมอยู่โดยรอบ เธอหยิบพวงกุญแจออกมา เมื่อเลือกลูกสำรองได้ก็ถอดออกจากพวงส่งให้เขาโดยไม่พูดจาว่ากระไร จากนั้นก็สอดลูกกุญแจของตัวเองเข้าไปในช่องด้วยอาการกระแทกกระทั้น เมื่อผลักประตูให้เปิดกว้างออกแล้ว เธอก็เดินปังๆ เข้าไปในห้องโถงกลางโดยไม่ได้เหลียวกลับมามองข้างหลัง ว่าไมเคิลจะตามเข้ามาด้วยหรือไม่ไมเคิลมองตามร่างภรรยา ก่อนจะหันกลับไปเอนหลังพิงอยู่กับผนังบ้าน จับตามองดูลูกทั้งสองที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอยู่ในระหว่างพุ่มไม้รกเรื้อ เสียงตะโกน เสียงหัวเราะดังก้องสะท้อนอยู่ในอากาศและทันใดเขาก็สังเกตเห็น ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่สอดแทรกอยู่ในบรรยากาศยามนี้..มันคือความสงัดเงียบนั่นเอง..แต่..จะว่าเป็นความสงัดเงียบเสียทีเดียวก็คงจะไม่ถูก เขาก้าวออกไปหยุดยืนอยู่ตรงขั้นบันไดและเงี่ยหูฟังศัพท์สำเนียงต่าง ๆ อยู่ ถ้าจะว่าไปแล้วบรรยากาศในยามนี้ก็ถูกกระตุ้นให้มีชีวิตจิตใจด้วยเสียงร้องของหมู่มวลนก ทั้งที่อยู่ใกล้และไกล นอกจากนั้นยังสอดแทรกอยู่ด้วยเสียงหวู่หวี่ของฝูงผึ้งภุมริน ซึ่งภายหลังจากที่ต้องเผชิญอยู่กับเสียงอึกกะทึกครึกโครมของยวดยานพาหนะที่สัญจรคลาคล่ำอยู่บนท้องถนนในตัวเมือง การที่ได้พบกับบรรยากาศเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลยเขาสูดอากาศที่หอมกลิ่นดินกลิ่นหญ้าเข้าไว้จนเต็มปอด สังเกตเห็นอยู่ว่าในอากาศยามนี้มันมีกลิ่นแปลกๆ จากท้องทะเลเคล้ามาในสายลมด้วย ไมเคิลพยักหน้ากับตัวเอง ไม่ว่าคาร์ล่าจะชอบที่นี่หรือไม่ก็ตาม แต่เขานั้นชอบแน่เมื่อเขาเดินกลับมาที่ประตูอีกครั้งก็ได้พบว่า ตรงหน้าประตูนั้นมีตัวอักษรโบราณที่จารึกอยู่บนแผ่นกระดานเก่าเกรียมด้วยแดดลม เขาต้องใช้ปลายนิ้วถูกแรงๆ จึงได้พบว่า ตัวอักษรที่จารึกไว้นั้นชัดเจนขึ้น เป็นข้อความว่า “เซ้นท์ จูด”ซึ่งมันก็เป็นเพียงแค่ชื่อบ้านเท่านั้น ในแผ่นดินไอร์แลนด์ มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ที่จะมีการตั้งชื่อบ้าน ตามชื่อของเจ้าของบ้านหรือตามชื่อของนักบุญที่ตนมีความศรัทธา

    ไมเคิล คูลเลน ใช้เวลาตลอดช่วงเช้าจนกระทั่งถึงต้นบ่ายกับการสำรวจบ้านโดยรอบ การคาดหมายในตอนต้นของเขากลายเป็นสิ่งถูกต้อง เมื่อเขาได้พบวันเดือนปีที่ก่อสร้างบ้านไร่หลังใหญ่นี้ขึ้น ตั้งแต่ปี 1880 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสลักอยู่บนชั้นเหนือเตาผิงที่ก่อขึ้นจากหินแกรนิตเจ้าของบ้านคนต่อๆ มานั้น คือผู้ที่ช่วยกันแต่งเติมเสริมขยายให้บ้านหลังนี้ใหญ่โตขึ้น และบัดนี้นอกจากจะมีห้องนอนกว้างใหญ่ถึง 4 ห้องแล้ว ห้องเพดานก็ได้กลายเป็นห้องที่ 5 ซึ่งเอ็มเจ เข้ายึดครองไว้ นอกจากนั้นยังมีห้องนอนขนาดใหญ่ที่สร้างเพิ่มเติมขึ้นตรงปีกด้านหลังของตัวบ้าน มันเป็นห้องที่ประกอบด้วยหน้าต่างทรงโค้งสูงโปร่ง ซึ่งสามารถรับแสงทั้งยามเช้าและยามบ่ายได้อย่างดียิ่งไมเคิลหลงรักห้องนี้ทันทีที่ได้เห็น มันมีลักษณะตรงต่อความต้องการของเขาทุกประการ เขาเดินสำรวจไปทั่วห้องที่โปร่งสบายนั้น รู้สึกแปลกใจแกมขบขันที่เห็นว่า หนังสือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาเตรียมมา ถูกขนเข้ามาไว้ในห้องนี้ทั้งหมด หรือว่าเอ็มเจ จะเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้ใจเขาอยู่เครื่องคอมพิวเตอร์กับแท่นพิมพ์ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวยาวข้างหน้าต่าง ที่เมื่อมองออกไปจะเห็นสวนผลไม้ ในตอนเช้าแสงตรงด้านนี้จะดีมากทีเดียว กระนั้น ไมเคิลก็ยังอยากจะทำงานในตอนบ่ายกับตอนกลางคืนมากกว่า เพราะต้นไม้ในสวนจะช่วยบังร่มเงาให้ได้อย่างดีเขายกมือขึ้นป้องตาเมื่อเพ่งมองออกไปยังท้องทะเลที่อยู่ไม่ไกลนัก และจากจุดที่ยืนอยู่นี้ก็ยังสามารถมองเห็นเกาะเป็นรูปร่างได้อย่าชัดเจนทีเดียว อีกครั้งหนึ่งที่ไมเคิลพยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ ยิ่งเขาได้เห็นบ้านหลังนี้กับสภาพแวดล้อมมากเท่าไร เขาก็ดูจะยิ่งรักมันมากขึ้นเท่านั้นเขาหันกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง กล่องที่ภายในบรรจุหนังสือกับเอกสารต่างๆ กองรวมกันอยู่ตรงมุมห้องด้านหนึ่งโดยไม่มีใครแตะต้อง แต่เขาก็ออกจะดีใจอยู่มากที่ได้พบว่า ตรงผนังด้านที่เป็นหน้าจั่วของตัวเรือนนั้นมีชั้นสูง พื้นที่ค่อนข้างลึก ขณะเดียวกันผนังฟากตรงข้ามคือเตาผิงที่เจาะติดอยู่กับผนังด้านใน ในตอนแรกเขาคิดถึงว่า ในคืนที่อากาศหนาวเย็น เขาน่าจะได้ติดเตาผิงและนั่งทำงานในห้องนี้ได้ แต่เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่า ฝุ่นละอองที่เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหินอาจทำให้เครื่องเสียได้ จึงจำเป็นต้องปัดความคิดดังกล่าวออกจากสมองเขาเดินออกจากห้องไปทางห้องครัว แวะชะโงกหน้าเข้าไปดูสภาพภายในของห้องน้ำ ซึ่งในตอนแรกเขาคาดว่าจะได้พบกับเครื่องสุขภัณฑ์แบบโบราณ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจที่ได้พบว่า เครื่องสุขภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนเป็นของใหม่ทันสมัยทั้งสิ้น ซึ่งไมเคิลยอมรับว่าเขาออกจะรู้สึกผิดหวังไม่น้อยเลยห้องครัวก็เช่นกัน ได้รับการตกแต่งอย่างทันสมัยทุกตารางนิ้ว แม้แต่ตู้ใส่ของที่เป็นตู้แบบติดผนังก็ทำด้วยไม้โอ๊กสีดำ และมีแม้กระทั่งเครื่องล้างจาน โดยไม่ต้องพูดถึงตู้เย็น ตู้แช่ที่มีอย่างครบครัน เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้องซักผ้า เขาก็พบเครื่องซักผ้ากับเครื่องอบผ้าแห้งอย่างดี ดูเหมือนจะเป็นเครื่องใหม่ที่แทบไม่เคยใช้เลยด้วยซ้ำเมื่อเขาก้าวกลับเข้าไปในห้องครัว ก็พบว่าคาร์ล่ากำลังยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง“ผมชอบบ้านหลังนี้จริงๆ นะ” ไมเคิลเอ่ยขึ้น “แล้วก็ชอบมากด้วย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมคุณถึงไม่อยากอยู่บ้านดีๆ แบบนี้? ” เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเบิกบาน“นี่..คุณหยุดยิ้มโง่ๆ บ้าๆ นั่นเสียทีได้ไหม? ” คาร์ล่าตวาดใส่เสียงดังลั่น “ยิ้มตั้งแต่ออกจากสนามบิน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ยอมหยุด..ไม่รู้จะบ้าไปถึงไหน..!”“ขอโทษนะที่ทำให้คุณไม่พอใจ” ไมเคิลมีสีหน้างงๆ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังยิ้มอยู่ แต่ก็อดยอมรับกับตัวเองไม่ได้ ว่าวันนี้เป็นวันที่เขามีอารมณ์แช่มชื่นเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งที่จริงมันก็มีเหตุผลที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกเช่นนั้นอยู่หลายประการทีเดียว“ฉันตั้งใจไว้แล้วนะ ว่าจะพาลูกกลับบ้านเดือนสิงหาฯ นี่แหละ” คาร์ล่าเอ่ยขึ้นอย่างไม่ให้เขาตั้งตัวไมเคิลที่กำลังเปิดตู้เย็นเข้าไปชะโงกหน้าสำรวจสิ่งที่อยู่ภายใน ถึงกับเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ“อะไรนะ..แต่ผมว่า..”“คุณไม่เห็นหรือไง ว่าที่นี่มันไม่มีโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเรียน” คาร์ล่าพูดต่อโดยไม่หันมามองหน้าเขา “โรงเรียนดีที่อยู่ใกล้ที่สุดก็อยู่ถึงดับลิน ถ้าจะให้ลูกเรียนที่นั่นก็หมายถึงว่าจะต้องขับรถไปรับไปส่งกันทุกวัน แล้วแต่ละเที่ยว ไม่ว่าจะไปหรือกลับก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ทีเดียว ไม่ว่าจะไปโดยรถไฟหรือรถยนต์ก็ตาม ซึ่งฉันไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะทนรับหน้าที่นั้นได้ทุกวัน..ไม่มีทาง..” เธอกระแทกเสียงในตอนท้ายพร้อมกับสั่นศีรษะอย่างรุนแรงประกอบคำพูด ไม่ทันที่ไมเคิลจะอ้าปากตอบโต้อะไรออกมาคาร์ล่าก็กล่าวต่อว่า“เพราะฉะนั้นฉันขอยืนยันเลยนะว่า จะเอาลูกกลับบ้านเดือนสิงหาฯ จะได้ทันกับช่วงเปิดเทอมพอดี ส่วนคุณก็อยู่ที่นี่ ทำงานของคุณต่อไปคนเดียวก็แล้วกัน"ไมเคิลพยายามสูดลมหายใจลึกเข้าไว้ ความขุ่นเคืองเก่าๆ เริ่มกลับคืนมาอีกครั้ง..“ผมว่าเรื่องนี้เราเอาไว้พูดกันทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้เราพักผ่อนกันให้สบายก่อนดีกว่า”“ไม่มีอะไรจะต้องพูดอีกแล้ว อีก 8 อาทิตย์ข้างหน้านี้ฉันกับลูกจะกลับบ้าน”เมื่อรู้ว่าถึงเถียงต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ไมเคิลจึงได้แต่พยักหน้าเนือยๆ อย่างอ่อนใจเต็มที“ก็ตามใจ ..แล้ววันนี้มีอะไรกินบ้างล่ะ? ”