เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 113 ทุกคนร่วมแรงใจกัน

            เฉิงเหนียงจื่อนั้นไม่รู้เป็นเพราะว่านางมอบความซื่อสัตย์และภักดีทั้งหมดให้แล้วหรือไม่ใบหน้าที่ซีดขาวของนางก็ค่อยๆ หายไป นางพยายามดึงชายผ้าห่มมาปิดขาของนายหญิงเอาไว้และก็พูดปลอบด้วยเสียงกระซิบเบาๆ 

            ติงเหว่ยมองไปที่ต้าหวานางก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อยนางที่เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งกลับยังสงบนิ่งสู้เด็กน้อยไม่ได้เลย

            เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็เลยดึงเขามาไว้ในอ้อมแขนแล้วก็พูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ต้าหวา ข้าเล่านิทานให้เจ้าฟังสักเรื่องดีไหม?”

            ต้าหวาที่คิดไปเองว่าเขาเป็นเด็กที่โตแล้วจู่ๆ เมื่อถูกกอดไว้ในอ้อมแขนเขาก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อยแต่เมื่อได้ยินว่ามีนิทานเขาก็พูดออกมาอย่างดีใจว่า “ตกลง!”

            “ในสมัยโบราณมีสองประเทศทำสงครามกันและประเทศที่เป็นคนไม่ดีก็ไปรุกรานประเทศที่ดีในประเทศที่ดีนั้นมีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งชื่อต้าหวา…”

            อาจเป็นเพราะว่าชื่อเหมือนกันไม่เพียงแต่ต้าหวาจะตื่นเต้นจนใบหน้าเล็กๆ ของเขาแดงไปหมดแม้แต่แม่นางเฉิงเองก็ยังฟังอย่างออกรสออกชาติ ทำให้ติงเหว่ยรู้สึกขบขันขึ้นมานางเล่าเรื่องจีเหมาซิ่น [1] และซือหม่ากวงทุบถัง[2]

            นางค่อยๆเล่าไปทีละเรื่อง จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วดูเหมือนว่าจะมีเสียงเอะอะดังออกมาเบาๆ ตามช่องลมติงเหว่ยเป็นคนแรกที่กระโจนเข้าไป แต่น่าเสียดายที่จวนกับที่นี่ห่างกันไกลเกินไปอย่างไรก็ไม่สามารถฟังได้อย่างชัดเจน

            นางร้อนใจจนอยากจะบินออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ถึงแม้นางจะอาศัยอยู่ในจวนนี้ยังไม่ถึงสองเดือน แต่ว่าสิ่งเล็กๆตั้งแต่เล้าไก่เล้าหมูไปจนถึงสิ่งใหญ่ๆ อย่างโรงงานต่างก็เป็นน้ำพักน้ำแรงของนางสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพวกชาวนา คนงานหญิงและเด็กพวกนั้นที่มีอยู่ตั้งหลายร้อยคนหากว่ามีคนหนึ่งที่ไม่ได้รับการดูแล หรือมีคนบาดเจ็บขึ้นมานางจะข้ามผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร?

            บางทีสวรรค์อาจทนไม่ได้ที่เห็นนางร้อนใจเป็นอย่างมากหลังจากรออีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มีเสียงฝีเท้าดังออกมาจากในอุโมงค์ไม่ต้องรอให้ทั้งสองผู้ใหญ่และสามเด็กตกใจขึ้นมา ก็ได้ยินเสียงเรียกเบาๆของอวิ๋นอิ่งว่า “แม่นางอย่ากลัวไปเลย เป็นข้าเอง! ข้างนอกไม่มีอะไรแล้วพวกเราออกไปกันไหม?”

            “มีคนได้รับบาดเจ็บหรือเปล่าแล้วท่านผู้อาวุโสล่ะ?”

            ติงเหว่ยรีบวิ่งเข้าไปคว้าแขนเสื้อของอวิ๋นอิ่งนางถามไปด้วยแล้วก็คลำแขนและศีรษะของอวิ๋นอิ่งไปด้วย

            อวิ๋นอิ่งเองก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมานางรีบตอบอย่างรวดเร็วว่า “แม่นางโปรดวางใจ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บพวกมันมาแค่สิบกว่าคน ผู้อาวุโสเหว่ยจัดการไปมากกว่าครึ่ง ที่เหลือข้าฮั่วอูและฮั่วลิ่วก็จัดการไปแล้วผู้อาวุโสเหว่ยถามถึงรังของพวกมันแล้วก็ส่งคนออกไปจัดการแล้ว”

            ติงเหว่ยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่ขาของนางกลับอ่อนแรงด้วยความกลัว “เช่นนั้นเมื่อครู่ทำไมข้าถึงได้ยินเสียงเอะอะล่ะในจวนมีใครหายไปอย่างนั้นหรือ?”

            อวิ๋นอิ่งนึกถึงเหตุการณ์ในจวนเมื่อครู่นี้ที่ทั้งน่าตื่นเต้นและคึกคักดังนั้นนางก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “มีโจรคนหนึ่งเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วก็เลยไปซ่อนตัวลุงหลี่ตีกลองเสียงดัง ให้ทุกคนในจวนช่วยกันระดมตามหา สุดท้ายปรากฏว่าไปเจอเขาที่บ่อขี้ไก่”

            ต้าหวาที่เดิมทีก้าวมาฟังข้างหน้าอย่างตั้งใจตอนนี้เขาอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “ป้าอวิ๋น คนชั่วนั้นไม่เหม็นจนตายไปแล้วหรือ?”

            คำพูดที่น่าขบขันของเด็กน้อยทำให้พวกติงเหว่ยทั้งสามคนต่างก็หัวเราะออกมาความหวาดกลัวที่สะสมมาตลอดทั้งคืนก็เบาบางลงไปมาก

            “ไปกันเถอะพวกเราขึ้นไปข้างบนกัน”

            อวิ๋นอิ่งอุ้มอันเกอเอ๋อร์เฉิงเหนียงจื่ออุ้มเอ้อร์หวา และติงเหว่ยก็จูงต้าหวา ในไม่ช้าพวกเขาก็ดับตะเกียงน้ำมันและเดินโซซัดโซเซกลับไปตามอุโมงค์

            จนกระทั่งปีนขึ้นไปจากปากอุโมงค์และยืนอยู่ในห้องอีกครั้งช่างเหมือนกับอยู่ในสองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            อวิ๋นอิ่งที่เห็นว่าชุดกระโปรงของนายหญิงที่รักความสะอาดมาโดยตลอดถูไถไปมาภายในอุโมงค์จนเปรอะเปื้อนไปหมดแม้แต่บนใบหน้าและเส้นผมของนางก็เต็มไปด้วยฝุ่น ในใจของนางก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาและพูดเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “แม่นาง รีบกลับห้องไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะทุกคนกำลังรออยู่ที่ด้านนอก”

            “ตกลง ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้” ติงเหว่ยพยายามสงบสติอารมณ์หลังจากที่นางรีบกลับห้องไปอาบน้ำอย่างเร็วๆ และเปลี่ยนชุดเรียบร้อยก็สั่งให้เฉิงเหนียงจื่อดูแลเด็กทั้งสามคนให้ดี

            อวิ๋นอิ่งเองก็ต้องการจะติดตามไปด้วยแต่ติงเหว่ยกลับตกใจอย่างหนัก นางเกรงว่าจะมีหัวขโมยบางคนเล็ดลอดออกมาดังนั้นก็เลยพยายามให้อวิ๋นอิ่งอยู่ที่นี่เพื่อคอยดูแลเด็กทั้งสามคนจากนั้นนางก็ไปเรือนนอกด้วยตนเอง

            เฉิงต้าโหยวเข้าไปส่งเสื้อนวมและรองเท้านวมในตอนกลางวันอาจเป็นเพราะว่าถนนหนทางไม่ค่อยดี คืนนี้เขาเลยไม่ได้กลับมาพอดี

            ตอนนี้ลุงหลี่พาเสี่ยวฝูจื่อแล้วก็คนรับใช้ทุกคนในจวนรวมไปถึงหยวนชิงเหอและชาวนาคนอื่นๆทุกคนต่างก็ถือไม้และพลั่วเอาไว้ในมือมาเฝ้าอยู่ที่เรือนหน้า จู่ๆเมื่อเห็นติงเหว่ยเดินออกมา ทุกคนก็ล้อมตัวเข้าไป

            ลุงหลี่เป็นคนแรกที่พูดถามว่า“แม่นาง ไม่ได้ทำให้ท่านและอันเกอเอ๋อร์ตกใจใช่ไหม? วางใจเถอะหัวขโมยทั้งหมดถูกทุกคนจับได้แล้ว!”

            หยวนชิงเหอก็รีบพูดออกมาว่า“ใช่ๆ แม่นาง มีทุกคนอยู่ที่นี่ อย่าไปพูดถึงหัวขโมยกระจอกๆ ไม่กี่คนเลย ต่อให้เป็นชาวเถียเหล่ยมาโจมตีก็ไม่ต้องกลัว!”

            แน่นอนว่าติงเหว่ยคงไม่พูดถึงเรื่องที่นางคาดเดาเอาไว้ในใจเพราะจะยิ่งทำให้ทุกคนตื่นตระหนกกันมากขึ้น นางพยายามฝืนยิ้มออกมาแล้วก็พูดว่า“ตอนนี้สถานการณ์ภายนอกไม่ค่อยสู้ดีนัก มีหัวขโมยกระจอกๆ ไม่กี่คนก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรจากที่ดูแล้วก็คงเป็นเพราะว่าจวนและหมู่บ้านของพวกเรามีชีวิตที่ดีแล้วก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีหัวขโมยบุกเข้ามาถึงจวน!”

            ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำพูดติดตลกเช่นนี้

            ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากที่โรงงานมีงานยุ่งทั้งวันทั้งคืนห้องครัวใหญ่ก็เลยมักจะทำอาหารเพื่อเป็นรางวัลให้แก่ทุกคนอยู่เสมอ คนแก่และเด็กในครอบครัวต่างก็ได้กินจนปากมันแผล็บไปด้วยนอกจากนี้แต่ละครัวเรือนยังหาเสื้อผ้าชุดเก่าๆ มาให้คนงานหญิงและพวกเด็กๆทุกวันนี้พวกเขาก็มีผ้าฝ้ายและปุยฝ้ายอันใหม่และคนแก่และเด็กกว่าครึ่งในครอบครัวก็ได้สวมชุดใหม่สามารถเรียกได้ว่า ได้กินอย่างอิ่มท้อง ได้ใส่เสื้ออุ่นๆชีวิตแต่ละวันช่างผ่านไปด้วยดีเสียจริง!

            “ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะพึ่งวาสนาของแม่นาง!”

            ทุกคนต่างก็พูดอย่างเกรงอกเกรงใจโดยพร้อมเพรียงกันหลังจากที่สิ้นเสียงพูดก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมา

            ติงเหว่ยมองไปที่ขอบฟ้าที่มีแสงออกมาเล็กน้อยนางคิดไปคิดมาแล้วก็พูดว่า “คืนนี้ทุกคนคงจะเหนื่อยกันมากแล้วแต่ในจวนของพวกเรามากกว่าครึ่งล้วนเป็นเด็กและผู้หญิง ยังไงก็ต้องอดทนทำงานอย่างหนักอีกสักหน่อยหัวหน้าหยวนและลุงหลี่ พวกท่านแต่ละคนพาคนไปด้วยครึ่งหนึ่งจากนั้นสลับสับเปลี่ยนกันลาดตระเวนไปรอบๆ ให้ทั่วเพื่อป้องกันว่าอาจยังมีหัวขโมยเล็ดลอดออกไป”

            ลุงหลี่กับหยวนชิงเหอรีบตอบรับอย่างรวดเร็วจากนั้นติงเหว่ยก็ถามว่า “ท่านป้าหลี่ล่ะ?”

            “อยู่ทางนี้ อยู่ทางนี้!”

            ป้าหลี่ตะโกนเสียงดังออกมาจากห้องครัวและในมือของนางก็จับเสี่ยวชิงที่กำลังงัวเงียออกมาด้วย“แม่นางมีอะไรจะสั่งการอย่างนั้นหรือ?”

            “ป้าหลี่เอาขาหมูที่แช่แข็งเอาไว้วันก่อนออกมาและเตรียมอาหารให้ทุกคนกินสักหน่อยพวกเขาเหนื่อยมาตลอดทั้งคืนแล้ว จะได้มีกับข้าวร้อนๆ กินรองท้องสักหน่อย!”

            “ตกลง แม่นางโปรดวางใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” ป้าหลี่ตบอกของนางและรับประกันเหล่าคนรับใช้ในจวนสกุลอวิ๋นยังไม่เท่าไร แต่เหล่าชาวนากลับดีใจเป็นอย่างมาก

            “ทุกคนตามข้ามา พวกเรารีบไปดูรอบๆหากว่าเจอหัวขโมยที่เล็ดลอดออกมาก็ไม่ต้องเกรงใจ ตีมันให้ตายไปเลย!”

            หยวนชิงเหอตะโกนขึ้นมาอย่างเห็นด้วยเขารีบวิ่งพาเหล่าชาวนาบุกเข้าไปท่ามกลางแสงยามเช้าอย่างกล้าหาญทิ้งให้ลุงหลี่เลือกคนรับใช้ไม่กี่คนให้เฝ้าเรือนไว้จากนั้นก็พาคนที่้เหลือออกไปเดินลาดตระเวนเช่นกัน

            ติงเหว่ยสั่งการกับป้าหลี่อีกสองสามประโยคจากนั้นถึงได้กลับไปที่ห้องฝั่งตะวันตก

            เฉิงเหนียงจื่อกับอวิ๋นอิ่งกำลังนั่งหาวอยู่ที่หัวเตียงเตาเมื่อเห็นว่าติงเหว่ยกลับมาก็รีบจัดผ้าปูแล้วให้นางนอนพักสักหน่อย

            ติงเหว่ยเดิมทียังคิดว่าค่ำคืนที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้เกรงว่าคงจะนอนไม่หลับ นึกไม่ถึงเลยว่าอาจเพราะเหนื่อยล้าเกินไปเมื่อนางหัวถึงหมอนก็แทบจะหลับไปในทันที

            ในขณะที่นางกำลังหลับใหลราวกับว่ามีใครบางคนมาลูบที่แก้มของนางด้วยความรักและความอ่อนโยนแต่กลับทำให้นางตกใจตื่นขึ้นมา ทันทีที่นางลืมตาขึ้นจู่ๆก็เห็นดวงตาสีดำขลับที่นิ่งสงบคู่หนึ่ง กลิ่นหอมเย็นๆ ที่คุ้นเคยและอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน…

            “ฮือฮือ ท่านยังรู้จักกลับมาด้วยหรือ! ข้าตกใจเกือบจะตายแล้วข้าอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้และเดินเข้าไปในอุโมงค์แล้วยังกังวลว่าท่านอาจารย์กับอวิ๋นอิ่งจะได้รับบาดเจ็บแล้วก็ยังกลัวจวนจะถูกทำลายด้วย!”

            ราวกับสัตว์ร้ายตัวน้อยที่ได้รับบาดเจ็บและได้เจอคนรักของมันเรือเล็กที่ได้รับความเสียหายจากพายุได้กลับเทียบท่าความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นที่แสดงออกไปก่อนหน้านี้เมื่อมาอยู่ต่อหน้าคนที่รักก็พังทลายลงไปในพริบตาติงเหว่ยกอดคอของกงจื้อหมิงเอาไว้แน่น และร้องไห้เสียงดังออกมากำปั้นทั้งสองข้างของนางทุบไปที่แผ่นหลังของเขาอย่างสุดแรง

            ตั้งแต่พวกเขาพบกันและตกหลุมรักกันในสายตาของกงจื้อหมิงนางเป็นคนใจกว้างและมีเหตุผล ฉลาดเฉลียว ซุกซนและไร้เดียงสาต่อให้ตอนที่นางโมโหก็ยังดื้อรั้นและใจเย็นเกือบจะสองปีแล้วแต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนางหลั่งน้ำตา

            การร้องไห้งอแงเช่นนี้ราวกับว่าจะขับไล่ความกลัวทั้งหมดในใจให้ไหลออกมากับน้ำตาและมันก็ทำให้เขาเจ็บปวดจนอยากจะทำลายโลกทั้งใบ ขอเพียงนางหยุดร้องไห้ขอเพียงนางไม่หวาดกลัวอีกต่อไป และขอเพียงนางไม่ได้รับอันตรายใดๆ

            “อย่าร้องไห้อีกเลย ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของข้าเอง จะไม่มีเรื่องแบบนี้อีกแล้ว!”

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางร้องไห้จนเหนื่อยหรือว่าเสียงที่แหบแห้งเล็กน้อยของเขาช่วยบรรเทาความหวาดกลัวของนางได้จริงๆติงเหว่ยค่อยๆ หยุดร้องไห้ นางยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ สองทีเมื่อเงยหน้าขึ้นไปแล้วเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของกงจื้อหมิง จู่ๆนางก็รู้สึกอับอายขึ้นมา หากจะนับขึ้นมานางก็ถือว่าอยู่มาทั้งสองยุคแล้ว เหตุใดถึงยังร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆไม่มีผิดและช่างน่าอายเสียจริง?

            “เมื่อครู่ข้าพูดไม่ได้คิด ท่านอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยทุกคนในจวนต่างก็สบายดี ไอ๊หยา!”

            เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทันใดนั้นติงเหว่ยก็นึกถึงผู้อาวุโสเหว่ยที่ออกไปไล่ล่ารังโจรยังไม่กลับมาดังนั้นนางจึงตกใจมากจนลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว นางถามด้วยความกังวลว่า“ท่านอาจารย์ของข้ากลับมาแล้วหรือยัง? ท่านต้องส่งคนออกไปรับหรือไม่?”

            “เจ้าวางใจเถอะ เขากลับมาตั้งนานแล้ว”กงจื้อหมิงแอบลูบจุดฝังเข็มหลายจุดบนแผ่นหลังของเขาเขายังจำได้อย่างชัดเจนว่าในตอนเช้าตรู่ผู้อาวุโสบุกเข้าไปในศาลาที่ว่าการและใช้วิชาเข็มบินกับเขาจนเขาไม่สามารถขยับได้เลยแม้แต่น้อย จากนั้นก็ตะโกนก่นด่าเขาเสียงดังจนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำลายดังนั้นเขาก็เลยตอบพร้อมยิ้มอย่างแกนๆ ว่า“ตอนนี้เขากำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปเล่นอยู่ที่เรือนนอก เมื่อครู่นี้เขายังมาตรวจชีพจรให้เจ้าและหลังจากที่เจ้าตื่นแล้วจะให้กินตำรับยาอันเฉิน”

            “ไอ๊หยา ข้าเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ไม่ต้องกินตำรับยาอันเฉินสักหน่อย”ติงเหว่ยหน้าแดงเล็กน้อย นางรีบหาผ้ามาเช็ดหน้าอย่างระมัดระวังจากนั้นก็มัดผมใหม่อีกครั้ง

            “ท่านกลับมาได้ยังไง ในศาลาที่ว่าการไม่ยุ่งงั้นหรือ?” ติงเหว่ยเหลือบมองไหล่ที่เปียกโชกของเขา และใบหน้าของนางก็แดงขึ้น

            กงจื้อหมิงถอนหายใจเขาลุกขึ้นยืนและดึงนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง“เมื่อก่อนเป็นเพราะข้าประมาทเลินเล่อเกินไปต่อไปข้าจะทิ้งองครักษ์เงาไว้ให้มากกว่านี้สักหน่อยแล้วก็จะจัดกำลังทหารหนึ่งร้อยนายออกมาที่นี่ เจ้าเองก็จะได้อยู่อย่างสบายใจ”

            ติงเหว่ยใช้ใบหน้าด้านข้างถูไถไปมาที่ไหล่ของเขาและในที่สุดก็ถามออกมาว่า “เมื่อคืนนี้เป็นพวกหัวขโมยกระจอกจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

            “ไม่ใช่” ดวงตาของกงจื้อหมิงมีความลังเลปรากฏครู่หนึ่งแต่ตอนที่เขาเอ่ยปากพูดก็พูดตามความจริงออกไปว่า“พวกเขาเป็นนักฆ่าที่ทางซีจิงส่งมา บางทีอาจสืบเจออะไรบางอย่างก็เลยต้องการมาจับเจ้าเป็นตัวประกัน”

            ถึงแม้จะเดาไว้อยู่ก่อนแล้วแต่เมื่อได้ฟังความจริงเช่นนี้ติงเหว่ยก็อดจะตัวสั่นไม่ได้นางกอดกงจื้อหมิงแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            “เดิมทีข้ายังคิดว่ามันเป็นเรื่องผิดที่ทิ้งคนแก่และเด็กเอาไว้เพื่อหาทางหนีเอาตัวรอดแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโชคดีที่ข้าไปหลบซ่อนตัวเสียมากกว่า หากถูกจับได้ขึ้นมาจริงๆตอนที่ทหารทั้งสองฝั่งกำลังจะสู้รบกันแล้วท่านถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้เช่นนี้จะไปรบชนะได้ยังไงกัน?”

            นี่เป็นหญิงสาวแบบไหนกันแน่เมื่อได้ฟังความจริงแล้วสิ่งแรกที่นางนึกถึงกลับไม่ใช่ความทุกข์ทรมานที่นางต้องเผชิญแต่กลับเป็นความห่วงใยที่กลัวว่าเขาจะพลอยติดร่างแหและปราชัยในสงคราม

            มีความรักเช่นนี้ยังจะต้องร้องขอสิ่งใดอีก?

            กงจื้อหมิงกระชับแขนของเขาแน่นๆในยามนี้เขาต้องการที่จะบดขยี้หญิงสาวคนนี้เข้าไปอยู่ในแผ่นอกของเขาเขาจะได้สามารถกอดนางเอาไว้ตลอดเวลา และสามารถปกป้องนางไม่ให้ถูกลมฝนใดๆ

            -----------------------------------------

            [1] จีเหมาซิ่น 鸡毛信 หมายถึงในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น มีเด็กคนหนึ่งชื่อไห่หวา(海娃)ซึ่งกำลังต้อนแกะในบริเวณฐานทัพทางตอนเหนือของจีนเขาเป็นหัวหน้ากองทหารเด็กของหมู่บ้าน และมักจะช่วยกลุ่มกองโจรส่งข้อความวันหนึ่งไห่หวาไปส่งจดหมายที่มีขนไก่ติดอยู่ให้กับผู้บัญชาการกองร้อยเขารู้ว่ามันเป็นจดหมายเร่งด่วน ระหว่างทางไปส่งจดหมายไห่หวาได้พบกับทหารญี่ปุ่นเขารีบผูกจดหมายที่มีขนไก่ติดอยู่ไว้ใต้หางแกะอย่างชาญฉลาดและในที่สุดก็ส่งจดหมายถึงผู้บัญชาการกองร้อยได้สำเร็จ และจีเหมาซิ่นหรือจดหมายขนไก่ ก็กลายเป็นคำเรียกจดหมายพิเศษที่สร้างขึ้นโดยทหารและชาวบ้านเพื่อส่งข้อมูลฉุกเฉิน

            [2]ซือหม่ากวงทุบถัง 马光砸缸 หมายถึงเรื่องเล่าของขุนนางในประวัติศาสตร์จีน โดยได้เล่าถึงความเก่งกาจของซือหม่ากวงว่าในวันหนึ่งเหล่าเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานพวกเขาเห็นโอ่งน้ำใบใหญ่ที่มีน้ำบรรจุอยู่เต็มโอ่งมีเด็กคนหนึ่งซุกซนปีนขึ้นไปบนโอ่งและพลัดตกลงไป เด็กๆ ทุกคนต่างตกใจเสียสติร้องไห้ระงมโกลาหลแต่ทันใดนั้นซือหม่ากวงก็วิ่งไปเอาอิฐมาทุบโอ่งจนแตกและสามารถช่วยเหลือเด็กที่ตกลงไปในโอ่งนั้นได้อย่างปลอดภัย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668