ฉันไม่เคยลืมว่ารู้จักกับไอ้หมอนั่นได้อย่างไร
ชั้นประถมศึกษาปีที่หกเทอมถัดไปในปีนั้น ทั้งๆ ที่ใกล้จะจบการศึกษาแล้ว ฝ่ายวิชาการไม่รู้ว่าทำไมถึงส่งนักเรียนย้ายโรงเรียนคนนี้มา
“สวัสดีครับทุกคน...ผมชื่อไป๋ซุ่นตง...”
นักเรียนที่ย้ายโรงเรียนมายืนอยู่บนแท่นตัวสั่นเหมือนนกกระทา พูดจาตะกุกตะกัก ฉันเงยหน้าขึ้นมองนักเรียนที่ย้ายมาคนนั้นจากหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาหนึ่งที แล้วจึงก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ แสงแดดมีค่ามาก ฉันต้องทำเวลาอ่านหนังสือ
เพียงแต่...
“ปานจ่าง!” คุณครูที่อ่อนโยนและน่านับถือของชั้นเรียนพวกเราเรียกฉันหนึ่งที
ฉันก็รู้แล้ว...
“ครับ” ฉันย้ายสายตามองไปบนแท่นเวที คุณครูที่ปรึกษาสวมกระโปรงขอบลูกไม้แปลกๆ แต่งตัวเหมือนสโนว์ไวท์
“นี่คือนักเรียนใหม่นะ!” คุณครูหันมายิ้มให้ฉัน
ฉันก็ยิ้ม ยิ้มแบบขมขื่น “ผมไม่อยากเป็หัวหน้าห้องแล้วครับ” ฉันตอบแบบนี้
“แต่เธอเรียนดีที่สุดแล้ว!” คุณครูก็หันมายิ้มให้ฉัน “นับั้แ่วันนี้นักเรียนไป๋ซุ่นตง ขอมอบให้เธอดูแล เข้าใจไหมปานจ่าง”
“ไม่อยากเข้าใจครับ”
ฉันมองไอ้หมอนั่นที่สั่นอยู่บนเวทีอย่างละเอียดอีกที ก็เข้าใจว่านับั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเขาจะต้องดูแลอยู่ข้างกายเ้าหมอนี่ให้ยืนให้ได้ เดินไม่ล้มตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ อยากจะเอาหนังสือเรียนในมือเขวี้ยงใส่เขาจริงๆ ระบายความไม่พอใจในใจของฉัน
แต่หากโยนหนังสือเรียนออกไปฉันก็ไม่มีหนังสืออ่าน ดังนั้นฉันจึงก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไป
และล้มเลิกความคิด
-------------------------
ไป๋ซุ่นตงถูกจัดให้นั่งข้างฉัน ก่อนที่หนังสือเรียนของเขายังไม่มาส่ง ฉันถูกสโนว์ไวท์สั่งให้แบ่งหนังสือเรียนครึ่งหนึ่งให้ไอ้หมอนั่นดู
ผลปรากฏว่า พอเลิกเรียนฉันไปขอเงินกองกลางที่ฝ่ายธุรการแล้ววิ่งไปสหกรณ์เพื่อถ่ายเอกสารหนังสือเรียน คาบที่สองตอนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฉันโยนชุดที่ถ่ายเอกสารเรียบร้อยแล้วให้กับเสี่ยวไป๋คนนั้น
สโนว์ไวท์รู้ทั้งรู้ว่าฉันเป็พวกอนามัยไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้ แต่ดันสั่งให้ไป๋ซุ่นตงอ่านหนังสือกับฉันได้อย่างไรรำคาญจริงๆ
วิชาคณิตศาสตร์เรียนไปได้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาโตคู่นั้นของไป๋ซุ่นตงเริ่มกะพริบปริบๆ อ้าปากค้าง ฉันเห็นท่าทางของเขาแค่ใช้หัวเข่าคิดก็รู้ว่าเขาฟังคุณครูอธิบายไม่เข้าใจ
เขาเห็นว่าฉันกำลังมองเขาอยู่ จึงยิ้มขึ้นมาอย่างเคอะเขิน
“ฮิๆ...หนังสือเรียนของโรงเรียนเดิมของพวกเราไม่เหมือนกับที่นี่...” เขาพูดจาช้าๆ ตัดผมสั้นเป็ระเบียบทำให้เขาดูเหมือนเ้าทึ่ม นิ้วมือของเขาที่วางอยู่บนกระดาษถ่ายเอกสารขาวเนียน ตัดเล็บสะอาดสะอ้าน ท่าทางเหมือนลูกผู้ดีมีการศึกษา
ฉันมองเขาอยู่พักหนึ่ง หยิบปากกาลูกลื่นเกาทรงผมสกินเฮดที่เพิ่งตัดเมื่อวาน และไม่พูดกับเขา
ฉันรู้สึกว่าเขาดูผิดหวังเล็กน้อย เพราะฉันไม่ได้ตอบอะไรเขา
ฉันคิดว่าเขาคงจะคิดว่าหัวหน้าห้องต้องเป็นักเรียนตัวอย่างเชื่อฟังคำสั่ง หน้าตาเป็มิตร จิตใจดีกระมัง!
แต่ว่าฉัน ั้แ่ที่ดูภาพยนตร์ของช่องเอชบีโอที่บ้านเพื่อนนักเรียนอยู่่หนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกขังอยู่ในก็อตซิลลาแห่งอาณาจักรเทพนิยาย สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสมกับฉัน หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษา ฉันจะขอพ่อของฉันไปเรียนในเมืองใหญ่ ไปต่อสู้กับเด็กในเมืองเ่าั้
ใครสั่งให้ฉันฉลาดสอบได้หนึ่งร้อยคะแนนเต็มเล่า อนาคตฉันจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
-------------------------
ตอนเลิกเรียนกลับบ้าน เสี่ยวไป๋เดินตามหลัง
“ทำอะไร” ฉันตวาดใส่เขา
“ปาน ปานจ่าง...ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย...” ไป๋ซุ่นตงใฉัน
“คุณครูพูดแล้ว”
“เอ๊ะ พูด พูดแล้ว...ทำไมผมไม่รู้” ไป๋ซุ่นตงขมวดคิ้ว
“คุณครูพูดว่า ฉันชื่อจ่าง แซ่ปาน ฉันชื่อปานจ่าง” ฉันเดินอยู่ระหว่างคันนา บริเวณโดยรอบหลังจากเลิกเรียนแล้วเป็ไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา พวกนักเรียนส่วนใหญ่จะเดินไปอีกทางหนึ่ง เพราะทางนั้นเป็หมู่บ้าน ทุกคนอาศัยอยู่ที่นั่น แต่ทางนี้เป็ไร่นา เป็ไร่ที่ครอบครัวของฉันปลูก
“เอ๊ะ”
“เอ๊ะอะไร นายตามฉันมาทำไม” ฉันเห็นเขาสะพายกระเป๋านักเรียนทรงสี่เหลี่ยม รู้สึกขัดใจนัก มีคนที่ไหนสะพายกระเป๋านักเรียนเด็กปิกาจูได้น่ารักขนาดนี้ แถมยังไม่ใช่เด็กนักเรียนญี่ปุ่นอีก ดูแล้วเซ่อซ่า เวลายิ้มขึ้นมาก็เซ่อจริงๆ
“คุณครู...คุณครูบอกว่า...ให้ผมเรียนกับปานจ่าง...ดังนั้นผมคิดว่า...ผมคิดว่าพวกเราสามารถเป็เพื่อนกันได้...ผมอยู่ที่นี่หาเพื่อนไม่ได้สักคน...คือว่า...” ไป๋ซุ่นตงพูดไปพูดมา แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาจากดวงตากลมโต
“ผมเพิ่งมาถึงที่นี่...ไม่มีเพื่อนเลยสักคน...”
ฉันใเขา
ทำไมน้ำตาของเขาถึงร่วงได้ง่ายดายเช่นนี้
ณ จุดนี้ ฉันเติบโตมาขนาดนี้ก็ยังไม่เข้าใจมากพอ
-------------------------
พูดตามจริง ฉันยุ่งมาก มีงานที่ทำไม่เสร็จทุกวัน โดยเฉพาะที่นี่ เด็กคือทาสรับใช้ควบตำแหน่งคนงานของพ่อแม่
เวลาเรียนของฉันไม่เยอะมาก ดังนั้นตอนที่เสี่ยวไป๋นั่นเดินตามฉันกลับบ้าน เดินร้องไห้แล้วถามว่าขอเป็เพื่อนกับฉันได้ไหม ฉันโคตรอยากจะหยิบก้อนหินข้างทาง แล้วะโดังๆ เขวี้ยงก้อนหินใส่เขาให้ถอยไปจริงๆ
เดินได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ฉันก็กลับมาถึงที่บ้าน พวกน้องชายได้กลับมาแล้ว อาหม่านน้องชายคนที่สองกำลังทำกับข้าว อาฟู่น้องชายคนที่สามกำลังให้อาหารหมู อากุ้ยน้องชายคนที่สี่กำลังดูแลแม่ที่เป็โรคประสาทอ่อนเพลีย
“กลับมาแล้วเหรอ!” คนมากมายกำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายในห้องรับแขก เมื่อเห็นฉันกลับมาถึงบ้าน คนกลุ่มหนึ่งจึงเข้ามาห้อมล้อมฉัน
“พี่เฟิง เพื่อนของพี่เหรอ” ทุกคนหยุดงานในมือ แล้วเบิกตาโต
“เพื่อนนักเรียนของฉัน” ฉันวางกระเป๋าหนังสือไว้ในห้อง หยิบหนังสือเรียนภาษาจีนกลางออกมา อาศัยจังหวะที่ยังไม่กินข้าวอ่านหนังสือก่อน เวลาเป็สิ่งที่มีค่ามาก เพื่อฮาร์วาร์ดของฉัน ฉันต้องขยันให้มากๆ