บทที่ 19 ฝันที่เป็ความจริง
ซูิเจี๋ยเดินตามไป๋อิงไป มองประตูที่มืดสนิทตรงหน้า เขาลังเลอยู่สักพัก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจก้าวเข้าไป
เฟิงซินจื่อดูโทรศัพท์เห็นข้อความจากซูิเจี๋ยว่ามีธุระก็รีบออกจากระบบ เลยวางมือถือไว้บนตู้ แล้วมองออกไปที่หน้าต่าง
ที่นอกห้องคนไข้เงียบสงบ อากาศเย็นเยียบของฤดูหนาวลอยเข้ามาทางหน้าต่าง เฟิงซินจื่อกุมมือแล้วเป่าลมหายใจอุ่น ๆ ใส่ มือถูไปมาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ถึงจะรู้ว่ามันแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ตาม
ถึง่ฤดูหนาว
ซูิเจี๋ยเดินตามทางที่ไป๋อิงนำไป มองรอบตัวที่มีแต่ความมืด
“เราจะไปไหนกันแน่เนี่ย?”
ไป๋อิงหันกลับมามองซูิเจี๋ย “ก่อนจะไป ฉันต้องอธิบายก่อนว่าต้องทำอะไรบ้าง”
“ก็เป็ผู้ช่วยนายไงล่ะ?”
“ใช่แล้ว ก็เพราะฉันไม่อยากทำงานนี้อีกเลยหาใครมารับ่ต่อ แล้วฉันจะได้วางมือบ้างไง”
ซูิเจี๋ยถึงกับพูดไม่ออก ที่แท้ตัวเองก็แค่ตัวสำรอง แต่ฟังไปฟังมา กลับรู้สึกดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าพูดมาแบบนี้ งั้นงานนี้อันตรายเหรอ?”
ไป๋อิงตอบ “ไม่เชิงว่าอันตรอก อาจจะสร้างหายนะในอนาคตได้ โลกอาจถึงขั้นล่มสลาย แต่อย่างน้อยก็ต้องระวังไว้ ถ้าทำผิดพลาดอาจกลายเป็คนบาปที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ตำราเรียนเลยก็ได้นะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั่ง นายเคยเจอประสบการณ์แบบนี้มาก่อนเหรอไง?”
ไป๋อิงยิ้มมุมปาก “เอาเถอะ กลับเข้าเื่ ที่เราต้องทำหลัก ๆ คือเฝ้าตรวจตราเส้นเวลา เธอก็เคยเจอมาแล้วนี่ไง มีคนไปขอให้อันหยู่ช่วยข้ามเวลา จริง ๆ มันไม่ใช่การข้ามเวลา แต่เป็การสร้างอีกโลกหนึ่งขึ้นมา หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือโลกคู่ขนาน เอาคนไปใส่ใน่เวลานั้น ปล่อยให้ทุกอย่างเดินต่อไป เธอก็เคยข้ามมาแล้ว คงเข้าใจใช่มั้ย”
“แบบนี้ก็หมายความว่า โลกที่ฉันอยู่ รวมทั้งนายกับทุกคน ก็คือโลกที่สามอย่างงั้นสิ?”
ไป๋อิง “จะว่าแบบนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โลกนี้ก็เป็อีกเส้นหนึ่งที่แท้จริง เธออยากกลับโลกเดิมเมื่อไหร่ก็ได้ หรือให้ฉันจัดการก็ได้ มันก็เป็แค่เวลาหนึ่งในมิตินี้ เช่น เธออยู่ในพื้นที่ที่หนึ่ง อยากเปลี่ยนอะไรอันหยู่ก็ใช้พลังส่งเธอกลับไป เธอเปลี่ยนแปลงก็กลายเป็โลกที่สอง แต่ถ้าเธอล้มเหลว ทำเวลานั้นพังทลาย สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับมาเริ่มใหม่ทั้งหมด ผลที่เกิดก็จะส่งผลไปถึงอนาคต”
ซูิเจี๋ยฟังแล้วรู้สึกคุ้น ๆ “ทำไมมันเหมือนเกมเลือกเส้นเื่เลย”
ไป๋อิงยังเดินต่อ “คิดแบบนั้นก็ไม่ผิด แต่ที่นี่ไม่มีเซฟ ไม่มีบทสรุป ถ้าพลาดก็คือพังในโลกจริง”
“แล้วเราต้องทำอะไรกันแน่?”
“ฟังฉันพูดให้จบก่อน อันหยู่เป็เ้าของร้านที่สร้างเส้นเวลาใหม่ เราก็ต้องเฝ้าดูแลความเรียบร้อย ถ้ามีอะไรผิดปกติต้องรีบแก้ไข หาต้นตอ ไม่งั้นผลกระทบจะขยายไปไม่สิ้นสุด แล้วก็มีเื่ ‘แสดงบทบาท ‘ด้วย”
“แสดงบทบาท?”
“ใช่ ตอนข้ามไปในโลกใหม่ก็อย่าให้ใครจับได้ว่าเราไม่ใช่คนที่นั่น แล้วถ้าบังเอิญเจอตัวเองในเวลานั้น อาจจะต้องสิงร่างคนอื่นแทน ใช้ชื่ออะไรก็เลือกเอาเอง หรือจะใช้ชื่อเดิมก็ได้ โอเค ถึงแล้ว” ว่าแล้วก็เปิดประตูออก “รีบตามมาสิ อธิบายให้ฟังตั้งนาน”
ซูิเจี๋ยเดินตามไป๋อิงออกไป “แต่ฉันก็เป็แค่คนธรรมดานะ ไม่มีพลังอะไร จะไปช่วยอะไรได้”
ไป๋อิง “ไม่หรอก เธอเป็คนของร้านขายกาลเวลา เมื่อเวลาถึง ทุกอย่างจะแสดงออกมาเอง ก่อนหน้านั้นฉันเป็หัวหน้าก็จะปกป้องเธอเอง รีบไปเถอะ เสียเวลาไปเยอะแล้ว”
“โอเค...”
ซูิเจี๋ยรู้สึกเหมือนตัวเองถูกล่อลวงให้เข้าไปอยู่ในกับดัก ทั้งที่เป็คนเลือกเองแท้ ๆ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก ทุกอย่างคือทางที่ตัวเองเลือกมา ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังถือว่าไม่เลว อย่างน้อยเฟิงซินจื่อก็ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
อีกด้านหนึ่ง อีกาหลากสีกำลังบินข้ามท้องฟ้าสีขาว ดวงอาทิตย์สามเหลี่ยมห้อยหัวค่อย ๆ หมุน ใต้ต้นไม้แห้งเกิดเงาสะท้อนเหมือนอีกด้านของกระจก เหมือนเงาของปีศาจสีขาว
เหลียงซวี่มองโลกใบนี้ ทุกอย่างดูปกติไม่มีอะไร แต่ก็ไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ ภาพความทรงจำในหัวก็กลายเป็แบบนี้
ั้แ่แรกมันก็เป็แบบนี้อยู่แล้ว
ทุกอย่างแตกต่างจากไม่เหมือนกับตัวเอง แม้แต่ความรู้สึกก็ยังต่างออกไป เหลียงซวี่นั่งเงียบ ๆ ที่มุมมืดสุดของห้อง มองกลุ่มคนที่แต่ละคนมีรูอากาศอยู่ด้านหลัง มีหินก้อนหนึ่งอุดไว้ เมื่ออีกาหลากสีบินผ่านและเอาหินออก คนคนนั้นก็เหมือนกับหมดลมหายใจ ส่วนที่เหลือก็แค่เหลือบตามอง ไม่มีใครสนใจ และกลับไปคุยกันต่อ
เวลาเดียวกันก็มีประธานนักเรียนหญิง เขียนตารางสอนบนกระดานดำ เสียงชอล์กขูดกระดานดังแหลมบาดหู ราวกับมีคนใช้เล็บขูดกระจก
ในสายตาทุกคนตัวเองดูเป็เด็กปกติสดใส แต่เหลียงซวี่คือปีศาจ ที่อยู่มุมมืดและใคร ๆ ก็เห็น โดยเฉพาะเงาปีศาจสีขาวของเขา ทำให้ดูประหลาดยิ่งกว่าเดิม
หลังเลิกเรียน เหลียงซวี่เดินคนเดียวตามทางเปลี่ยว เสียงแสบแก้วหูที่คนรอบข้างส่งมาก็เหมือนกลายเป็เื่ปกติ เขาเดินไปเรื่อย ๆ
บางครั้งมีเด็ก ๆ เอาก้อนหิมะปามาโดนเขา สุดท้ายจากหิมะกลายเป็ก้อนหิน เมื่อหินก้อนแรกกระแทกหัวจนเืไหลออกมา
ทุกคนถึงค่อยหยุดมอง มีบางคนเริ่มทดลองขว้างก้อนหินอีกก้อน เหลียงซวี่ก็ยังเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนอื่นเห็นว่าเขาไม่ตอบโต้ เลยเริ่มขว้างทั้งหินทั้งไม้ใส่ พอหมดแล้วก็ขว้างอะไรก็ได้ที่หาเจอ
ซูิเจี๋ยกับไป๋อิงที่เพิ่งเดินออกมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี
“อะไรเนี่ย?”
“เห็นไหม? ที่นี่คือโลกของผู้มาเยือนคนนี้ จำไว้นะ หน้าที่เราคือเฝ้าระวัง ดูแลไม่ให้เกิดเื่อื่น ห้ามเข้าไปยุ่งเด็ดขาด”
ซูิเจี๋ยมองเด็กคนนั้นที่โดนขว้างของใส่โดยไม่มีใครสนใจผลที่จะตามมา
“แต่...”
ไป๋อิงหันไปทางเหลียงซวี่ “ฉันรู้ว่าเธออยากช่วย แต่ห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด เธอก็เห็นแล้วว่าผลลัพธ์มันเลวร้ายขนาดไหน ที่เห็นนั่นคือความจริงอีกด้านหนึ่งของมนุษย์ แค่ลอกเปลือกออกเฉย ๆ เดี๋ยวเธอจะได้เห็นอะไรแบบนี้อีกในอนาคต”
“นายเคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเหรอ?”
ไป๋อิงเดินเหยียบลงบนพื้นน้ำขม มือไม้เก้ ๆ กัง ๆ “ก็เยอะนะ โลกจริงมันเละยิ่งกว่านี้อีก เห็นจนชินแล้ว เธอเองก็ต้องหัดรับมืออารมณ์ตัวเองให้ได้ ห้ามให้ความรู้สึกมากำหนดการกระทำ เดี๋ยวจะกลายเป็ปัญหาใหญ่”
“มือใหม่อย่างฉันคงต้องเรียนรู้อีกเยอะสินะ” “ถูกต้อง ่นี้จะถามอะไรก็ถามได้ แต่อย่าทำอะไรห่าม ๆ ก็พอ”
ซูิเจี๋ยฟังไป๋อิงแล้วเข้าใจดีว่าตัวเองก็เป็เหมือนเด็กฝึกงาน คงต้องเชื่อฟังอย่างเดียว ไม่กล้าทำอะไรเกินตัว เพราะถ้าทำผิดมันไม่ใช่เื่ล้อเล่น
“อืม รับทราบ”
ไป๋อิงนั่งอยู่บนชิงช้า์สีรุ้ง มองฝนที่ตกเป็น้ำขม “น้ำฝนขมชะมัด…โลกนี้ประหลาดจริง ๆ ไม่เห็นเหมือนกับโลกของพวกเราเลย”
ไป๋อิงฟังที่ซูิเจี๋ยพูดแล้วก็ยิ้ม “งั้นตั้งใจฟังนะ นี่คือบทเรียนแรกของนาย โลกใบนี้ที่นายเห็น มันเป็โลกเดียวกับที่เราอยู่จริงไหม? หรือว่านายไม่เคยสงสัยในความจริงของโลกนี้บ้างเลย?”
“หมายความว่าไง? โลกนี้เป็ของปลอมเหรอ? แต่ไม่ใช่ว่าเป็อีกเส้นเวลาหนึ่งของโลกอย่างงั้นเหรอ?”
ไป๋อิงหยิบลูกกวาดที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้า แล้วแกะห่อออก สิ่งที่อยู่ข้างในกลับกลายเป็มะระขม “ซูิเจี๋ย นายต้องมองให้ดี ด้วยดวงตาของเราไม่ได้ทำให้เห็นความจริงเสมอไปหรอกนะ ดวงตาก็ถูกหลอกได้ ต้องคิดให้ดีว่าอะไรเป็ยังไง แม้แต่โลกนี้เป็ยังไงนายก็ต้องคิดเอาว่าเป็ยังไง โลกนี้นายจะต้องเดาให้ถูกว่าอะไรคือความจริง...หรือมันแค่เหมือนจริง? อะไรคือเหมือนจริงหรือเป็อะไรคือความจริง ทุกอย่างมีต้นกำเนิดของมัน ต้องคิดดูให้ดี”
เขามองมะระตรงหน้าที่หล่นลงไปในน้ำ
ซูิเจี๋ยแกะลูกกวาดอีกอัน แต่ข้างในกลับไม่มีอะไรเลย “แบบนี้หมายความว่าไง?”
ไป๋อิงยิ้มตาหยี “ก็แปลว่านายยังมองไม่เห็นอะไรน่ะสิ ตั้งใจดูต่อไป”
ซูิเจี๋ยมองลูกกวาดในมือ พอมันตกก็หายไปเลย
ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง ฝนสีดำกับน้ำขมจากมะระ ตกลงมาไม่หยุด ทะลุผ่านผู้คนด้านล่างโดยที่ไม่มีใครเห็น มีแค่ไป๋อิงกับซูิเจี๋ยเท่านั้นที่ตัวเปียกปอนน้ำฝน
อีกาสีรุ้งเกาะอยู่บนชิงช้า์ พอมองไปที่ไป๋อิงแล้วเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย เลยรีบบินหนีไป
เงาปีศาจสีขาวก็โผล่ขึ้นข้างหลังเหลียงซวี่
เหลียงซวี่เดินกลับถึงบ้านด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยาแ มองบ้านที่หนาวเย็นว่างเปล่า ยังมีพ่อแม่ที่ไม่เคยรักเขาเลยเดินเข้ามาหาด้วยแววตารังเกียจ