เมื่อถูกเลี้ยงอย่างดีไม่อดอยากลูกสุนัขทั้งสี่ตัวก็เติบโตอย่างรวดเร็วพวกมันแข็งแรงและเห่าได้เสียงดังน่าเกรงขาม ขนของพวกมันเงางามเกินกว่าจะเป็เพียงลูกที่เกิดจากแม่สุนัขจรจัดตอนพวกมันอายุได้เกือบครึ่งปีนั้นนางฟู่หลันได้ขอสุนัขของหลานชายเพื่อมอบเป็ของขวัญแก่เพื่อนนาง และอีกหนึ่งตัวส่งไปที่บ้านสามีของบุตรสาวที่เมืองกวงซีส่วนปู้หล่างนั้นเพิ่งจะตายไปเมื่อเดือนก่อนร่างของมันถูกฝังไว้ที่ป่าหลังบ้านสกุลฟู่นั่นเอง
บัดนี้จึงเหลือเพียงเสี่ยวชินและเสี่ยวไท่เท่านั้นที่เป็สุนัขของคุณชายน้อยเจียนจื่อกับจินป๋ายไช่บ่ายวันนี้เองที่ทั้งสองตัวหายออกจากคอก
หนึ่งเค่อที่แล้วจินป๋ายไช่เพิ่งจะตามตัวเสี่ยวชินพบในสวนหน้าเรือนมิรู้ว่ามีมือดีผู้ใดแอบมาถอดดาลประตูปล่อยเ้าสองตัวออกมาเพ่นพ่านนางเกรงว่ามันจะเที่ยววิ่งและส่งเสียงรบกวนไปถึงเรือนใหญ่ของนายหญิงหรือไม่ก็เข้าไปขุดคุ้ยทำลายสวนไม้ดอกเข้าหากว่าเป็จริงอย่างที่นางคิดคงจะไม่ดีแน่
“เสี่ยวไท่ๆเ้าอยู่ไหน...เสี่ยวไท่”
เสียงฟ้าร้องดังครืนครั่นมาแต่ไกลอีกระลอกสายฝนเพิ่งจะขาด่เอาเมื่อเที่ยงหลังจากพรำหยดน้ำมาั้แ่่สายนางต้องหาเสียวไท่ให้พบโดยไว และต้องเผื่อเวลาไว้สักนิดเพื่อผลัดเปลี่ยนชุด เพราะยังต้องออกไปรับคุณชายน้อยที่สำนักศึกษากับเฮ่อหนาน
ในที่สุดเสียงเห่าของเสี่ยวไท่ก็นำพาสองเท้าของจินป๋ายไช่มาหยุดอยู่หน้าเรือนไม้หอมเรือนเพาะกล้าที่เป็เขตหวงห้ามจากคนนอกเช่นนางหากแต่นางยังไม่กล้าจะถลันกายเข้าไปอย่างใจนึกแม้ว่าเสียงร้องของเสี่ยวไท่จะบีบคั้นความรู้สึกปานใด
นางมิกล้าฝ่าฝืนคำสั่งของนายท่าน!
แต่ถ้าหากเสี่ยวไท่ทำความเสียหายให้เกิดกับต้นเหมยกุ้ยเ่าั้เล่านางจะทำเช่นใด!
“เสี่ยวไท่ๆเ้าต้องออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้” หญิงสาวออกคำสั่งกับเ้าสุนัขรุ่นหนุ่มเพื่อบอกให้มันรู้ว่านางพบตัวมันแล้วแต่ยิ่งหญิงสาวออกคำสั่งให้สุนัขเ้าปัญหาออกมาจากสวนมันก็ยิ่งร้องระงมจนนางร้อนใจทนไม่ไหวฝ่าฝืนคำสั่งวิ่งผ่านรั้วกั้นเข้าไปในอาณาเขตหวงห้ามนั้น
“ตายแล้ว!”
ภาพเบื้องหน้าทำเอาใจดวงเล็กแทบหยุดเต้นนางเห็นหัวของเสี่ยวไท่ลอดผ่านอยู่ระหว่างไม้กระดานสองแผ่นหญิงสาววิ่งเข้าไปภายในตัวเรือนเพาะต้นกล้านางคาดเอาว่าเ้าสุนัขกำลังจะมุดรูออกมาแต่ว่าปมเชือกที่ใช้ล่ามคอดันไปเกี่ยวกับท่อนไม้ทำหลักปักชำที่กองสุมเป็กองแล้วกองไม้ทั้งกองก็หล่นโครมลงมาจนทับขาของมัน
จินป๋ายไช่รีบยกเอาท่อนไม้พวกนั้นออกมากองไว้อีกทางก่อนจะปลดปมเชือกแล้วดึงหัวของเสี่ยวไท่ออกมา นางพบว่าที่ขาและคอของมันมีรอยถลอกเป็ทางยาวคงเกิดจากการดิ้นจนครูดไปมานั่นเอง พอได้ตัวเสี่ยวไท่แล้วนางก็รีบอุ้มมันแล้วหันกายจะเดินออกจากเรือนเพาะกล้า
“นายท่าน!” นางอุทานอย่างใ คนที่นางกลัวว่าจะพบและพยายามเลี่ยงมากที่สุดบัดนี้เขามายืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว
ฟู่หลิงเฉินได้ออกคำสั่งให้เฮ่อหนานไปรับตัวฟู่เจียนจื่อที่สำนักศึกษาตามลำพังครั้นถามหาพี่เลี้ยงสาวของบุตรชายเพื่อจะสั่งความให้นางจัดเตรียมของว่างไว้รอเขาที่ห้องนั่งเล่นก็ทราบจากบ่าวในเรือนว่านางกำลังวุ่นวายกับการเที่ยวตามหาสุนัขซึ่งหลุดออกจากคอกไม่นึกว่าจะได้พบตัวนางในที่ที่เขาสั่งห้ามนักหนาว่าอย่าได้ย่างกรายเข้ามา หากมิได้รับอนุญาตบ่าวทุกคนล้วนเกรงกลัวและปฏิบัติตามคำสั่งของเขาอย่างเคร่งครัด แต่คงมิใช่นางและสุนัขของนางกระมัง!
“บ่าวมาตามเสี่ยวไท่เ้าค่ะไม้ที่กระจัดกระจายข้างใน บ่าวเก็บเข้าที่แล้วไม่มีต้นไม้หรือสิ่งใดข้างในชำรุดเสียหาย...”
“ดี!...เพราะต่อให้เ้ายินดีจะชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเ้าก็คงจะหาสิ่งใดมาชดใช้ให้ข้าไม่ได้หรอก”
“...บ่าวขออภัย”ถูกแล้ว ที่นายท่านพูดไม่มีสิ่งใดผิดเลยสักนิด ต้นไม้ทุกต้นดอกไม้ทุกดอกในสวนนี้มีค่าเกินกว่าคนเช่นนางจะสามารถออกปากขอรับผิดชอบหากว่าเกิดความเสียหายขึ้น
จินป๋ายไช่ก้มหน้าหลบสายตาของฟู่หลิงเฉินเขาย้ำจนนางเข้าใจดีแล้วว่าตัวเองนั้นต่ำต้อยด้อยค่ามากเพียงไร
“บ่าวขอตัวออกไปรับคุณชายน้อยก่อนเ้าค่ะ”นางบอกเสียงแ่
“ไม่ต้อง...ข้าให้เฮ่อหนานออกไปแล้วจัดการกับสุนัขของเ้าให้เรียบร้อยเถอะ” น้ำเสียงของฟู่หลิงเฉินไม่ใส่อารมณ์มากเหมือนดังเช่นประโยคก่อนหน้านั่นเป็เพราะแววสลดจากดวงตาคู่ใสที่หลุบต่ำพยายามซ่อนความรู้สึกของหญิงสาวที่เขาเห็นเมื่อครู่
นี่เขากำลังรู้สึกเสียใจที่พลั้งปากว่านางอยู่หรือ...
“เ้าค่ะนายท่าน...บ่าวขอตัว”
จินป๋ายไช่โอบอุ้มสนัขในความดูแลของนางไว้แนบอกแม้มันตัวใหญ่เทอะทะ แต่ยามนี้นาง้าใช้มันเป็หลักยึดเหนี่ยวว่านางเป็คนสำคัญอย่างน้อยสำหรับเสี่ยวไท่ นางก็สำคัญเสมอแต่ก่อนที่นางจะเดินผ่านฟู่หลิงเฉินไปนั้นเอง เสียงครืนๆระลอกใหม่จากฟ้าเบื้องบนก็ทำเอาร่างเล็กสะดุ้ง ยังมิทันรวบรวมสติฟ้าก็ร้องสั่นไหวจนแผ่นดินใต้เท้าะเื หญิงสาวทรุดนั่งลงกับพื้นทันใดจนเผลอปล่อยมือจากเสี่ยวไท่
สุนัขแรกรุ่นกระโจนลงจากตักของหญิงสาวทันทีจินป๋ายไช่เอื้อมมือหวังคว้าสายเชือกที่ล่ามคอของมัน แต่กลับคว้าได้เพียงลมนางรีบลุกขึ้นยืนหวังจะวิ่งตามมันให้ทัน ก่อนที่ฝนจะตก เสี่ยวไท่ต้องอยู่ในคอกและตัวนางก็ต้องกลับเข้าไปอยู่ใต้ชายคาของเรือนเยวี่ยฉงให้ได้เช่นกัน
นางกลัวเสียงฟ้าร้องยิ่งถ้าเป็เสียงฟ้าผ่าและแสงแลบแปลบปลาบด้วยแล้ว...
นางไม่ชอบอยู่ท่ามกลางสายฝนในวันที่ฟ้าคำรามลั่นแบบนี้เลยไม่อยากให้คนอื่นรู้ความลับว่าตัวนางกลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่ามากเพียงไรไม่มีใครรู้ว่านางเฝ้าภาวนาและใช้ความพยายามมากเหลือเกินในการออกไปรับคุณชายน้อยในวันที่ฝนพรำ
เมื่อแสงสีขาวแลบแปลบวาบขึ้นติดกันถี่ๆจินป๋ายไช่ก็คล้ายสูญเสียการควบคุมตัวเองไปสิ้น ร่างนางสั่นเทาดวงตาพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตา ห้วงความคิดหยุดนิ่งไว้แต่เพียงเหตุการณ์เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่บ้านเกิดท่ามกลางสายฝนและสายน้ำเชี่ยวกรากรวดเร็ว บิดาและพี่ชายของนางได้จมหายไปพร้อมกับเรือที่ล่มต่อหน้าต่อตา
นางที่อยู่บนฝั่งได้แต่วิ่ง...วิ่ง...และวิ่งนางวิ่งไม่คิดชีวิตล้มลุกคลุกคลานไปตามคันดินของผืนนาจนเนื้อตัวมอมแมมิัถลอกเืไหลซิบวิ่งเพื่อไปตามคนในหมู่บ้านมาช่วยบิดาและพี่ชาย
แต่มันก็สายเกินไป...
ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของหญิงสาวเบื้องหน้าทำให้ฟู่หลิงเฉินไม่อาจเพิกเฉย...เขากำลังจะยื่นมือเข้าไปหา...แต่ยังไม่ทันคว้าถึงตัวนางฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง! ลงมาเสียก่อน
ดวงตาของจินป๋ายไช่เบิกกว้างนางตระหนกจนใบหน้าซีดขาว น้ำตาไหลรินออกมา ด้วยสัญชาตญาณที่ผุดขึ้นรวดเร็วฟู่หลิงเฉินสวมกอดร่างเล็กไว้แนบอกขณะที่นางกำลังกรีดร้องอย่างเสียขวัญเขาพาพี่เลี้ยงของบุตรชายหลบเข้าไปในเรือนเพาะกล้า อ้อมกอดไม่อาจคลายแรงโอบรัดร่างเล็กที่สั่นสะท้านไปทั้งตัวสองมือนางยกแนบปิดใบหูพร้อมกับซุกหน้าลงกลางอกของชายหนุ่ม
เพราะที่พึ่งของนางยามนี้มีเพียงเขาเท่านั้น...
เขาไม่เคยรู้ว่านางหวาดกลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่ามากมายถึงเพียงนี้...ฟู่หลิงเฉินรับรู้ถึงความอุ่นซ่านจากหยดน้ำตาของสาวน้อยที่รดชุ่มเสื้อเขากอดกระชับร่างบอบบางที่สั่นระริกแแ่ยิ่งขึ้นกล่าวปลอบโยนนางด้วยเสียงกระซิบแ่เบา
“เด็กน้อย...เดี๋ยวมันก็หยุดแล้วอยู่กับข้า เ้าอย่าได้กลัวสิ่งใดเลย”
เสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนความอบอุ่นที่กระชับรายล้อมอยู่รอบกายทำให้ความใค่อยคลายลงจินป๋ายไช่เงยหน้าขึ้นสบตากับเ้าของร่างกายสูงใหญ่ นี่นางกำลังทำสิ่งใดนางบังอาจถึงขนาดกล้ากอดและซุกกับอกอุ่นของผู้เป็นายได้เชียวหรือ
“นายท่าน...” แม้ยังตื่นกลัวกับแสงและเสียงของฟ้าแลบฟ้าร้อง แต่หญิงสาวซึ่งตระหนักในเื่ฐานะของตัวเองตลอดเวลาขยับตัวเพื่อจะออกจากอ้อมกอดที่ปลอดภัยนี้
แต่เมื่อฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นอีกคราวหนึ่งจินป๋ายไช่จึงรีบก้มหน้าลงดังเดิมและนั่นก็ทำให้ฟู่หลิงเฉินกระหวัดรัดรึงเ้าของเรือนร่างบอบบางที่น่าทะนุถนอมนี้มากขึ้นยิ่งกว่าเก่า
“อย่าฝืนตัวเองไว้อีกเลย”
“ขอบคุณนายท่านเ้าค่ะ”จินป๋ายไช่พูดเสียงอู้อี้กับแผ่นอกอันอบอุ่นยินดีปล่อยตัวและหัวใจของตัวเองยามนี้ให้ใครสักคนได้ปกป้องดูแล...แม้อาจจะเป็เพียง่เวลาสั้นๆใน่ชีวิตหนึ่งก็ตาม