เรย์ คัลลาฮันนักขัดรองเท้ามืออาชีพวัยเดียวกับผมกำลังยืนอยู่ตรงมุมถนนพอดี ผมเดินเข้าไปหาเขาเรย์เป็คนน่ารักพอสมควร พ่อของเขาเป็นักการพนันตัวยง เพราะฉะนั้นเมื่อหาเงินได้เขาจึงมักจะส่งให้แม่ ซึ่งแม่ก็ดูเหมือนจะเก็บไว้ซื้อเหล้าให้พ่ออีกอยู่ดี
“ไฮ...แฟรงกี้...”
“ไฮ...วันนี้เป็ไงมั่งล่ะ?”
“ไม่ดีว่ะเพิ่งหาได้สี่สิบเซ็นต์เอง ยืนเมื่อยทั้งบ่ายเลย”
ผมอวดใบละ 5เหรียญกับเขา
“เฮ้ย...ไปได้มาจากไหนวะนี่?”เรย์ร้องลั่น ดวงตาจ้องเป๋งอยู่ที่เงิน
“เื่อย่างนี้มันต้องอาศัยชั้นเชิงกันหน่อยมันอยู่ที่ฝีมือเว้ยเพื่อน” ผมหัวเราะแล้วก็เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง
“บา...แกนี่โชคดีฉิบหายเลย”
เราเดินไปตามถนนด้วยกันขณะนี้ใกล้ค่ำเต็มทีแล้ว อาคารร้านค้าเริ่มเปิดไฟกันบ้างแล้ว
“ว่างไหมล่ะ...ไปบ้านเราดีกว่า”
ผมรู้ว่าเขาอยากจะให้ผมเดินไปด้วยเพื่อว่าจะได้ไม่โดนมืออาชีพอื่นๆ รังแกเอา แต่พอเราเดินไปถึงอพาร์ตเม้นท์เก่าๆและขึ้นบันไดเพื่อจะเดินไปตามเฉลียงหน้าห้องเช่าเล็กๆ ที่เขาเรียกว่า” บ้าน” เสียงทะเลาะกันของพ่อแม่เรย์ดังลั่นไปหมด
“ไคร๊ซ์...เอาอีกแล้วลงรูปนี้ไม่หยุดง่ายๆ หรอก เราว่าออกไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่า”
ผมก็เลยเดินตามเขากลับมาลงบันไดแต่แล้วประตูบานหนึ่งซึ่งอยู่ฟากตรงข้ามกับห้องของเรย์ก็เปิดออกเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องถามมาว่า
“นั่นแกใช่ไหม เรย์?”
“ใช่ครับ” เขาหันมากระซิบกระซาบกับผมว่า “ยายแมรี่ คาสซิดี้ยังไงล่ะเราคอยวิ่งซื้อของให้แก”
“เออ...ลงไปซื้อเบียร์ให้สัก 2-3ขวดสิ” หล่อนยื่นหน้าออกมาสั่ง
“ได้ครับ” เรย์ตอบพร้อมกับวางหีบเครื่องมือขัดรองเท้าลงบนพื้น รับเงินมาถือไว้บอกให้ผมยืนคอยอยู่ตรงนั้นก่อนแล้วเขาก็วิ่งลงบันไดหายตัวไป
“เราไม่ต้องยืนคอยตรงนั้นหรอกเอาหีบเครื่องมือเข้ามาคอยในห้องนี้ก็ได้”
ผมก้มลงหยิบหีบเครื่องมือแล้วก็เดินเข้าไปในห้องนั้นตามคำชวน
“นั่งที่นั่นก่อนเดี๋ยวเรย์ก็กลับมา”
ผมนั่งลงแมรี่เดินเข้าไปในห้องเล็กๆ เอาแก้วใส่น้ำเย็นมาวางให้แล้วก็เดินกลับไปแต่เพียงครู่สั้นๆ หล่อนก็โผล่ออกมาอีก
“อ้าว...ยังไม่มาอีกหรือนี่?”
“ยังครับ” ผมตอบแต่ตาก็มองอยู่ที่ร่างของผู้หญิงวัยสาวที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าท่าทางไม่เลวนักหรอก ค่อนข้างสวยเสียด้วยซ้ำ แต่งหน้าทาปากสดใส ผมเป็สีบรอนซ์มีลูกผมเป็ไรอยู่บนหน้าผาก ดวงตาสีเขียวเข้มคู่นั้นก็กำลังจ้องมองดูผมอยู่เหมือนกันผมชักสงสัยว่าเรย์จะรู้หรือเปล่าว่าหล่อนมีอาชีพอะไร
แล้วความปรารถนาลึกลับก็เกิดขึ้นในใจ...หรือจะลองดู...ว่าแต่เขาขึ้นต้นกันยังไงล่ะผมเองก็ไม่เคยมาก่อน แต่การมีเงินตั้ง 5 เหรียญอยู่ในมือนี่มันทำให้เกิดความทะยานอยากได้ดีพิลึกละ มันทำให้คนไม่เคยอย่างผมใจกล้าขึ้นมาเป็กองแล้วก็เลยโพล่งออกไปว่า...
“ผมมีเงินนะ...”
“อ้าว...แล้วยังไง?”หล่อนจ้องตา จนผมขนลุกไปหมดน้ำเสียงของหล่อนบอกความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกันได้แต่จ้องาตอบหล่อนอยู่อย่างนั้น เลยกลายเป็ยืนมองตากันเฉยๆแล้วแมรี่ก็ถามขึ้นว่า
“ยังเด็กอยู่มากไม่ใช่เรอะเราน่ะ?”
“ผมอายุ 15ปี” การพูดโกหกนี่สะดวกปากดีชะมัด เผลอๆทำให้ตัวเองพลอยเชื่ออย่างจริงๆ จังๆ ไปด้วยเลยว่า ตัวเองอายุ 15 ปีแล้ว
“แล้วเคยบ้างหรือยังล่ะ?”ดวงตาหล่อนหวานเชื่อม
“เคยสิตั้งหลายหนแล้วด้วย” ผมโม้ทับทันที
“โอเค...ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามา”หล่อนตอบตกลงง่ายๆ ทำมือเป็สัญญาณให้ผมเดินตามเข้าไปในห้องนอนล้วงเงินจากกระเป๋าผมดื้อๆ เอาไปสอดไว้ใต้หมอนจากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าออกต่อหน้าต่อตาผมแล้วก็เดินไปขึ้นนอนบนเตียงง่ายๆ
พอผมเห็นรูปร่างหล่อนเข้าแข้งขาก็สั่นพั่บๆ ขึ้นมาทันที กางเกงก็ช่างถอดยากถอดเย็นเสียนี่กระไรไม่เหมือนเวลาแก้ผ้าะโน้ำเอาเสียเลยแต่แล้วผมก็ขึ้นไปนอนสั่นเคียงข้างเธอบนเตียงจนได้...แต่ประสาทมันเสียไปหมดแล้ว...เวรจริงๆ
“เร็วๆเข้าสิ...ฉันไม่ได้มีเวลาให้เราทั้งวันหรอกนะ...เดี๋ยวเรย์ก็กลับมาแล้ว”
หมดหวัง...ประสาทผมมันชักกระตุกมากเกินไปอะไรๆ มันก็พลอยชักกระตุกตามไปหมด ที่จริงแมรี่ก็พยายามช่วยอยู่เหมือนกันแต่มันก็คือมัน...หลับสบายอยู่อย่างนั้น ในที่สุดหล่อนก็หมดความพยายามลุกขึ้นจากเตียงเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละ พอแมรี่หันไปแต่งตัว ผมก็สอดมือเข้าไปใต้หมอนเื่อะไรจะจ่ายเงิน ในเมื่อไม่ได้ซื้อของที่้า...?
ผมยัดเงินเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็วลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรีบเร่ง จากนั้นเราก็เดินออกจากห้องนอนมาด้วยกันหล่อนหันมาพูดเย้ยๆ กับผมว่า
“เอาไว้ให้โตกว่านี้อีกสักหน่อยไม่ดีหรือถึงตอนนั้นแล้วค่อยกลับมาใหม่ก็แล้วกัน ฉันน่ะเคยพูดอยู่เสมอเลยว่า เด็กๆอย่างแกจะทำงานอย่างผู้ใหญ่ได้ยังไงกัน?”
ผมรู้สึกเืขึ้นหน้าทันทีพลุ่งพล่านจะเกือบจะยกหีบเครื่องมือทุ่มใส่หน้าเข้าให้แมรี่คงเห็นประกายโกรธในดวงตาผมเข้า เลยนิ่งงันไป
“ไม่ต้องโกรธหรอกน่า...”แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ ประตูห้องก็เปิดออก เรย์เดินเข้ามาพอดี
“ได้เบียร์มาแล้วละแมรี่”
ผมมองดูหล่อนแมรี่ยังจ้องมองดูผมอยู่ ผมจึงเสก้มลงยกหีบเครื่องมือแล้วก็เลยเดินออกไปจากห้องได้ยินเสียงเรย์พูดอะไรอยู่แว่วๆ ได้ยินเสียงหล่อนหัวเราะคิกคักจากนั้นก็เดินออกมาส่งเรย์ที่ประตู เอาเศษเหรียญส่งให้เรย์เป็รางวัลที่เขาช่วยซื้อของให้แต่พอจะปิดประตูหล่อนก็พูดเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า
“เอ้า...เอานี่ให้เพื่อนด้วยเป็ค่านั่งคอย”หล่อนชำเลืองมองผมแวบหนึ่งแล้วก็ปิดประตูเสีย
ผมรับเศษเหรียญมาจากเรย์
“เออ...ขอบใจว่ะ”พูดจบผมก็วิ่งลงบันได ไม่หันกลับไปมองเพื่อนอีกเลยด้วยซ้ำ...
บ่ายวันหนึ่งผมเดินออกประตูโรงเรียนพร้อมกับเจอรี่ โควานดูเขาประหลาดใจมากที่เห็นผมออกจากโรงเรียนมาพร้อมๆ กับเขาได้
“อ้าว...ได้ยินว่าถูกกักบริเวณไม่ใช่หรือแฟรงกี้?”
“เมื่อวานนี้เป็วันสุดท้ายแล้ว”
“เหรอ...ดีนี่...แล้วบ่ายวันนี้มีรายการพิเศษอะไรหรือเปล่าล่ะ?”
ทำไม?”
“เปล่าถามดูอย่างนั้นเอง”
เราเดินไปด้วยกันเงียบๆครู่หนึ่ง แล้วเจอรี่ก็พูดขึ้นว่า
“แฟรงกี้นายอยากออกไปตากอากาศนอกเมืองกับเราตอนปิดภาคฤดูร้อนนี้ไหมล่ะ?”
“อย่าตลกน่า”
“เฮ้ย...ไม่ได้ตลกพูดจริง...เราขอพ่อให้แล้วด้วยซ้ำพ่อยังสั่งให้เราชวนนายไปกินอาหารค่ำที่บ้านด้วยซ้ำจะได้คุยกัน”
“เฮ่ยถึงยังไงทางโรงเรียนเขาก็ไม่อนุญาตให้เราไปหรอก”
“ให้สิถ้าพ่อเราขอให้ นายก็รู้ไม่ใช่หรือว่าพ่อเราเป็อะไร”
ใช่...ผมรู้...รู้จักพ่อของเขาอย่างดีด้วยไม่ใช่แต่ผมหรอก ใครๆ ก็รู้ว่ามิสเตอร์โควาน นายกเทศมนตรีแห่งนครนิวยอร์กบุรุษผู้มีใบหน้าประดับไว้รอยยิ้มตลอดกาลเป็คนอย่างไร ใครๆก็ต้องเห็นรูปเขาในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน...เสียบดอกคาร์เนชั่นไว้ที่ดุมเสื้อนอกยิ้มปากกว้างจนเห็นฟันขาวเป็เงาวับััมือกับใครต่อใครวุ่นวายอยู่ทุกวัน...ใช่...ก็เขาเป็บุคคลสำคัญนี่นาอยากได้อะไรก็ต้องได้...ก็นายกเทศมนตรีนี่...
เราเดินมาด้วยกันจนถึงโรงบิลเลียดของมิสเตอร์โคชแล้วผมหยุดมองเข้าไปข้างใน เห็นแต่เพียงแสงไฟสลัวๆ ที่สาดออกมาจากห้องที่ค่อนข้างมืดอดคิดไม่ได้ว่า สถานที่นี้น่ะหรือที่ตัวเราเองจะใช้เป็ที่พักผ่อนใน่ปิดภาคเรียนฤดูร้อนแทนกลิ่นไอธรรมชาติที่เคยใฝ่หา กลิ่นเบียร์ผสมกลิ่นปัสสาวะที่ฉุนจนติดจมูก...
ผมอาจจะฝันมากไปก็ได้ที่จะได้ออกไปท่องเที่ยวในเมืองชนบทกับเจอรี่มีผู้รับใช้คอยบริการจนแทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไร ได้ว่ายน้ำ ตกปลามองเห็นภาพตัวเองโผดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลสาบ ในชีวิตผมยังไม่เคยว่ายน้ำในทะเลสาบมาก่อน มันเป็ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของผมความฝันที่พิสุทธิ์
แต่ในความเป็จริงแล้ว...ที่เล่นน้ำของผมก็คือท่าเรือบนถนนสาย54 รู้สึกใจหายไม่น้อยขณะที่ตอบเขาว่า
“ขอบใจนะ เจอรี่แต่เราต้องทำงาน เราได้งานตลอดฤดูร้อนนี่เลยมันจำเป็...ไม่ใช่ว่ารังเกียจหรอกแต่เราต้องหาเงิน แล้วอีกอย่างหนึ่งเราไม่ชอบออกนอกเมืองไม่เห็นสนุกเลย”
เจอรี่มองหน้าผมแล้วก็หัวเราะออกมาเขาไม่โง่พอที่จะไม่รู้ความคิดของผมแน่ อ่านใจผมได้ทะลุปรุโปร่งเสียด้วยซ้ำเขารู้ว่าผมคิดอะไรอยู่...เจอรี่เป็คนแปลกเขาไม่ใคร่คบหากับใครง่ายๆ นักแต่จนแล้วจนรอด ผมก็ค้นไม่พบว่าเพราะอะไรเขาถึงได้มาชอบผมเสียนักหนาแต่นั่นแหละถ้าผมจะมีญาณเล็งเห็นวันเวลาในอนาคตของตัวเองได้อย่างที่เรารู้จักอดีตในชาตินี้มันคงช่วยให้การรอคอยอนาคตนั้นมีความหมายสมบูรณ์ขึ้นอีกมาก อย่างน้อยก็ในความสัมพันธ์ระหว่างเจอรี่กับผม
“โอเค...” เขาว่า “จะเอาอย่างนั้นก็ได้ตามใจ...แต่มากินดินเนอร์ที่บ้านสักวันก็แล้วกัน”
ผมสังเกตว่าเขาใช้คำว่า “ดินเนอร์” ไม่ใช่” ซัปเปอร์”ซึ่งทำให้ผมปลื้มใจมาก
“ได้สิ” เมื่อตอบออกไปแล้วผมก็เกิดกริ่งเกรงใจขึ้นมาไม่แน่ใจว่าจะต้องกล่าวคำว่า...ขอบใจ...เขาอีกสักครั้งจะดีหรือไม่แต่แล้วก็บอกตัวเองว่า...ไม่เห็นจำเป็เลย เมื่อกี้เราก็ขอบใจเขาแล้วนี่แต่ที่ผมพูดกับเขาออกมาดังๆ ก็คือ
“เอาละเราต้องเข้าไปทำงานเสียทีแล้ว”
“บาย...!” เขาตอบแล้วก็เดินจากไป