“บังอาจ!!!”
เสียงพูดคุยจอแจหยุดลงทันควัน ทุกคนต่างกลั้นลมหายใจดังเฮือกใหัวใจแทบร่วงอยู่ที่พื้น แต่เมื่อหันมากับพบชินอ๋องเชื้อพระวงศ์ระดับสูงผู้ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับฮ่องเต้ตวาดเสียงดังขึ้นกลางวง
เหล่าเ้าของเสียงนินทาทั้งหลายลูบอกอย่างโล่งใจ ทันทีที่พบว่าเป็ผู้ใด ต่างปรับสีหน้าท่าทางไม่ใส่ใจผู้มาใหม่เช่นเดิม
ก่อนหน้านี้พวกเขากลัวว่าจะเป็ผู้อื่น
ล่วงเกินเบื้องสูงท่านอื่น
แต่เป็คนผู้นี้…
เหอะ ๆ
ผู้ไม่อาจหยุดปากเหล่าสหายเสเพลที่ร่วมดื่มกินเที่ยวเล่นของคนผู้นี้ได้ และเปิดหัวข้อสนทนาที่ิ่ประมาทเชื้อพระวงศ์ของราชอาณาจักรซีเว่ยที่มีเพียงผู้เดียวที่สามารถเอ่ยปากนินทาได้ต่อ
คือ…ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยางแห่งราชอาณาจักรซีเว่ย
ชินอ๋องผู้นี้เป็ทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของชินอ๋องมู่หรงหลงิกับพระชายาเอกป๋ายหยู่ถงที่ประสบเคราะห์กรรม ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฏแถบคาบสมุทรชิงไห่เมื่อสิบปีก่อน
เขารับสืบทอดตำแหน่งของบิดาั้แ่เยาว์วัยไม่รู้ความ และเป็เพียงผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมออกประพาสครั้งโน้น
เนื่องจากบิดาเป็น้องชายแท้ ๆ โดยสายเืที่มีพระมารดาคนเดียวกันกับอดีตไท่จื่อ [1] มู่หรงเพ่ยจวินที่ตอนนี้ผู้คนต่างคาดว่าสิ้นลมไปั้แ่เยาว์วัย แต่์ยังคงปรานีให้เด็กหนุ่มเหลือญาติสนิทอีกคน อย่างฉีอ๋องมู่หรงหย่งสือผู้เป็น้องชายอีกคนของมู่หรงหลงิ ที่ตอนนี้เป็ฮ่องเต้บนบัลลังก์ัแห่งราชอาณาจักรซีเว่ย คอยคุ้มกะลาหัวให้ท่านอ๋องผู้ว่างงานผู้นี้
หลังเหตุการณ์ครานั้น ทำให้อ๋องน้อยน่ารักผู้เป็ที่รักของทุกคนเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังเท้าอย่างสิ้นเชิง จากเด็กที่ร่าเริง สนุกสนาน กลายเป็เด็กเงียบขรึมไม่พูดไม่จากับผู้ใด เป็ดั่งเรือใบไม้ล่องลอยเพียงลำพัง
ทุกคนรอบข้างต่างอดสงสารไม่ได้ และคิดว่าท่านอ๋องน้อยผู้นี้คงวิปลาส สติหลุดลอยไปกับภาพพระบิดาและพระมารดาที่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ทำให้ปิดกั้นตัวเองจากผู้อื่น
โศกนาฏกรรมในตอนนั้นกว่าจะหาตัวของอ๋องน้อยพบ ก็อีกสองปีต่อมาสภาพของเด็กชาย ก็ใกล้เส้นชีวิตขาดอยู่รอมล่อ
เด็กน้อยถูกฉุดแย่งเยื้อออกมาจากขอบเหวห้วงอเวจี ร่างกายทรุดโทรมซูบผอม เนื้อตัวสกปรกมอมแมน จนยากจะแยกได้ว่าเขา คือเชื้อพระวงศ์องค์น้อยที่ถูกตามหา
มีเพียงสร้อยหยกขาวกรงเล็บัที่คล้องอยู่บนคอ เป็เครื่องพิสูจน์ยืนยันว่าพระองค์ คือ มู่หรงเยี่ยหยาง และใบหน้าที่ฮ่องเต้มู่หรงหย่งสือและไทเฮาหลิวอี้หงไม่เคยลืมเลือน ใบหน้าที่เป็ตัวแทนพี่ชายและลูกชายของพวกเขา
เยี่ยหยางกลายเป็เด็กเงียบขรึมอยู่หลายปี จนทุกคนรอบข้างต่างกังวลเป็ห่วง จนห้าขวบเริ่มตีคน เจ็ดขวบดื่มเหล้า เก้าขวบกล้าเหยียบหอโคมเขียวโคมแดง กลับกลายเป็เด็กหนุ่มเกเร เป็คนเหลาะแหละ ดูไม่ได้เื่ไม่ได้ราวที่สุด นำหน้าเหล่าคุณชายที่วัน ๆ เอาแต่กินเล่นผลาญเงินทอง
เป็ยอดคุณชายเสเพล สำมะเลเทเมา ที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างด่าลับหลัง บางคราก็โพล่งต่อหน้าเ้าตัว สร้างข่าวคราวชื่อเสียงเสียหาย จนไม่มีหน้าให้เสียได้อีก ไม่ว่าจับปลา ชนไก่ แข่งลูกเต๋า ตีจิ้งหรีด ทุบตีเตะคนโดยไม่รู้สึกรู้สา ไม่มีความเกรงกลัว เขาล้วนทำมาแล้วทุกสิ่ง
ความสามารถด้านนักเลงอันธพาล เขากลับเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้า เหล้านารีแดงยันพยัคฆ์คำรามไม่อาจทำให้เด็กชายดื่มแล้วเมามายแม้แต่น้อย คอทองแดงเหมือนยกซดน้ำแกง
ชินอ๋อง-มู่หรงเยี่ยหยางเป็ที่รู้จักกันอย่างดีในหมู่ของพวกเสเพลในเมืองหลวง โจรผู้ร้าย นักต้มตุ๋นหลอกลวงกับชิดเชื้อสนิทสนมท่านอ๋องผู้นี้ดังสหาย นักเลงอันธพาลไม่มีใครที่ไม่เคยเสวนากับเขา
คำว่าตัวบัดซบที่ดีเป็อย่างไร คงมีแค่ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยางเท่านั้นที่สามารถอธิบายได้ถึงแก่นแท้ของความหมายได้
แต่ถึงแม้เขาจะเลวร้ายบัดซบถึงแก่นเพียงใด ผู้คนด่าว่าสาดเสียเทเสียเพียงใด ก็ไม่เคยมีใครตายในน้ำมือฝ่าเท้าของชินอ๋อง ทำให้ฮ่องเต้ได้แต่จนใจ ปิดตาข้างหนึ่งหลับตาอีกข้างโบกมือปล่อย ๆ เขาไปอย่างช่วยไม่ได้
“ชินอ๋องมาแล้ว นั่ง ๆ” เหล่าคุณชายสหายเสเพลตบเก้าอี้ชวนนั่งอย่างเป็กันเอง คุณชายทั้งหลายนี้เป็กลุ่มคนประเภทกินอิ่มทั้งวัน ไร้ประโยชน์เสียจริง
“เปิ่นหวาง [2] มาแล้ว” มู่หรงเยี่ยหยางที่ส่งเสียงดังมาั้แ่หน้าประตูก้าวฉับ ๆ นั่งลงตรงเก้าอี้ว่างอย่างไม่ถือยศศักดิ์ไม่ห่วงภาพพจน์ มือคว้าป้านสุรายกขึ้นดื่มแต่หัววัน แล้วค่อยต่อบทสนทนาสบถว่าสหายปากไร้หูรูดชุดใหญ่
“นี่! พักนี้พวกเ้าเหิมเกริม ปากกล้าขึ้นไม่น้อย นินทาเปิ่นหวางโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว ๆ”
“ไม่ว่าอย่างไร เปิ่นหวางก็ยังเป็เชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง หากปากพวกเ้าไม่มีรูด จับจูงขาตัวเองขึ้นศาล ดาบพาดลำคอ ก็ไม่ต้องมาร้องห่มร้องไห้พามารดาพี่สาวน้องสาวมาอ้อนวอนข้าเลยนะ!”
ชินอ๋องหุบพัดยกมันตบกะโหลกสหายเสเพลที่พูดจาไม่เข้าหูเขาอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ แต่ความจริงก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดนินทาของเหล่าสหายคุณชายทั้งหลาย ทั้งไม่ถือตัวพูดเล่นสนทนากันอย่างสนิทสนม
“โถ่!!! ท่านอ๋อง”
“หยุด! ข้าี้เีฟังพวกเ้าพล่ามจนน้ำลายแตกฟอง” ท่านอ๋องยื่นมือเอื้อมหยิบจับตะเกียบคีบจ้วงอาหารเข้าปาก
“อื้อ... ฝีมือเหล่าเหยียนไม่ผิดหวังจริง ๆ รสชาติเลิศรสกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเคย” มู่หรงเยี่ยหยางเอ่ยปากชมพ่อครัวประจำบ่อนซีเป่าชางที่เขาเข้ามาใช้บริการจนเป็ลูกค้าประจำ “จริงสิ เมื่อครู่พวกเ้าคุยเื่อะไรกัน”
“ก็เื่ที่องค์รัชทายาทไง เขาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้ไปศึกษาวิถีทางเต๋ายุทธที่เทียนถูหวู่” หนึ่งในผู้ร่วมวงโต๊ะทานอาหารบอก “พวกเราเลยกำลังเปรียบเทียบท่านกับไท่จื่ออยู่พอดี”
“นี่พวกเ้า!!! ข้าระดับไหนกัน ลู่เฉินไม่มีทางเทียบข้าได้อยู่แล้ว”
มู่หรงเยี่ยหยางแย้งทันควัน พร้อมยืดอกภาคภูมิใจในตัวเอง เพื่อนร่วมโต๊ะที่เห็นท่าทางนั้น ก็กลอกตามองบนมองเอือมพร้อมกัน จากนั้นค่อยเอ่ยชมเชยท่านอ๋องสหายสูงศักดิ์ และคนผู้นั้นก็คือ คุณชายเซียว บุตรชายหัวหน้าองครักษ์วังหลวง ผู้ขึ้นชื่อความเสเพลไม่แพ้กัน เป็ลูกไล่ลูกตามจอมบัดซบไปทุกหนทุกแห่งอย่างเซียวอวี้
“ไม่มี ๆ ไม่มีใครเทียบท่านได้หรอก ยอดคุณชายเสเพลแห่งวังหลวง”
“เฮอะ… เ้าพูดไม่ดูหนังหน้าตัวเอง” เยี่ยหยางแขวะ
จากนั้นชินอ๋องหลานรักฮ่องเต้ก็อยู่กินอยู่เล่นกับแก๊งคุณชายเสเพลของเมืองหลวงจนมืดค่ำ ได้พาตัวเองกลับตำหนักชินอ๋อง กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า ตัวเองก็กำลังถูกจับมัดไปร่ำเรียนพร้อมกับองค์รัชทายาท ด้วยพระราชโองการของฮ่องเต้ เพื่อดัดนิสัยสันดานเสียที่ยากจะแก้ไขของเขาเอง
“เจียงกงกง วันรุ่งไปส่งราชโองการให้ชินอ๋องให้เจิ้นด้วย” มู่หรงหย่งสือฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักรซีเว่ย ตวัดพู่กันอักษรในราชโองการตัวสุดท้ายด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง สายตามีเลศนัยจ้องมองราชโองการ
หึ ๆ หยางเอ๋อร์ คราวนี้เ้าเสร็จเจิ้นแน่!
….
รัชสมัยหย่งสือปีที่สิบ มีพระราชโองการถึงชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง
“ด้วยโองการแห่งฟ้า รัชสมัยปีที่สิบ เดือนอ้าย ฮ่องเต้มู่หรงหย่งสือทรงมีพระราชบัญชาให้ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยางแห่งราชอาณาจักรซีเว่ย เดินทางไปศึกษาร่ำเรียนวิชาที่เทียนถูหวู่สมาพันธ์พิทักษ์ฟ้าดินและมาตุภูมิ พร้อมกับไท่จื่อมู่หรงลู่เฉิน หากขัดขืนราชโองการให้เข้ารับตำแหน่งขุนนางขั้นหก เ้าหน้าที่ตรวจสอบราชการแผ่นดิน และเข้ารับหน้าที่ั้แ่วันนี้ นี่คือราชโองการ!!!”
...ตุบ…
ผู้ที่ต้องรับราชโองการหมดสติทั้ง ๆ ที่อยู่ในท่าคุกเข่ารับราชโองการหน้าตำหนักชินอ๋อง
“เอ่อ… น้อมรับราชโองการ ขอพระองค์อายุยืนหมื่น ๆ ปีหมื่น ๆ ปี”
เจี้ยนฝู๋พ่อบ้านประจำจวนชินอ๋องอดีตองครักษ์ใบหน้าทะมึนทึมคิ้วเข้ม มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้แต่ทำใจปลงตก เดินออกไปรับราชโองการแทนเ้านายของตน
จนกระทั่งเหล่ากงกงขันทีของฮ่องเต้จากไปแล้ว ถอนหายใจเบา ๆ เอ่ยปากบอกกล่าวท่านอ๋องนายท่านของตนที่ยังเสแสร้งเป็ลมหมดสติสมจริงสมจังอยู่ที่พื้นให้กลับเข้าจวนได้เสียที เพราะคนดูงิ้วของพระองค์แยกย้ายกลับไปหมดแล้วด้วยวิธี…
“ท่านอ๋องมีหนอนอยู่ที่พื้นขอรับ”
“อ๊าก! ไหนหนอน ๆ ทำไมเ้าไม่บอกข้าเร็วกว่านี้”
“ข้าเกลียดหนอน!!!”
เจี้ยนฝู๋เหนื่อยใจปลงตกกับนายท่านของตน เขาไม่อยากให้เ้านายเล่นงิ้วหลอกลวงผู้คนเลย แต่ทำยังไงได้ ชีวิตเชื้อพระวงศ์อยู่ยากจริง ๆ
เล่นละครกันทุกวัน
เล่นจนเขาไม่รู้แล้วว่านิสัยไหนของท่านอ๋องจริง นิสัยไหนเสแสร้ง เพราะมันดูเสแสร้งไปหมดแล้ว
เฮ้อ…เหนื่อยใจจริง ๆ
หากิญญานายท่านมองเห็น เขาหวังว่าท่านจะเข้าฝันไปอบรมสั่งสอนโอรสท่านบ้าง…
ข่าวสารแพร่สะพัดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในวงการซุบซิบตอนนี้รู้กันั้แ่ชนชั้นสูงยันขอทานชวบ้านมีสองเื่ คือ
หนึ่ง...ไท่จื่อมู่หรงลู่เฉินเตรียมตัวเดินทางไปศึกษาวิชาเซียนยุทธตามวิถีทางเต๋ายุทธที่เทียนถูหวู่
สอง...ชินอ๋องทรงเป็ลมทันทีที่ได้พระราชโองการคำสั่งฟ้าดิน ที่ให้หวางเย่ท่านนี้ร่วมเดินทางไปศึกษาที่เทียนถูหวู่พร้อมกับองค์รัชทายาทและสือหลงโหยวบุตรชายหัวหน้าองครักษ์หน่วยพิเศษสือ
สองวันถัดมา ณ.ตำหนักเหลียงซิน ที่พำนักของไทเฮาหลิวอี้หง
“ไทเฮา ได้โปรดช่วยกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไร้ความสามารถ ศึกษาสิ่งใดก็ไม่เคยสำเร็จ อายุอานามก็ล่วงเลยมามากแล้ว เกรงว่าการไปเทียนถูหวู่จะทำให้ราชสำนักต้องขายหน้า เสด็จอาต้องเสื่อมเสียเกียรติ”
เสียงร้องโอดครวญชักแม่น้ำทั้งห้าของชินอ๋องดังทั่วตำหนักเหลียงซิน ด้วยเสียงดังที่กลัวว่าจะดังพอกลัวว่าผู้คนจะไม่ได้ยินทั่วถึง จะไม่รับรู้การปฏิเสธของตน ราวกับอยากให้มันได้ยินถึงพระกรรณผู้ออกราชโองการด้วยซ้ำไป แต่ท่าทีนิ่งเฉยที่ได้รับกลับมาจากผู้เป็ย่า ไม่ว่าเยี่ยหยางจะร้องอาละวาด หรือ โวยวายเพียงใดก็ตาม
“เยี่ยหยางเ้ามีกี่หัวกัน? อายเจีย [3] ไม่ยุ่งเื่ราวในราชสำนักมานานแล้ว” น้ำเสียงเรียบเย็นสบายเอ่ยถาม “ราชโองการไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถขัดได้ แล้วก็เทียนถูหวู่ก็เป็สำนักฝึกเซียนยุทธอันดับหนึ่งในใต้หล้า”
“เสด็จย่า หยางเอ๋อไม่อยากห่างจากท่านไปไหนไกล หลานอยากอู่มองหน้าเสด็จย่าทุกวัน ท่านไม่รักหยางเอ๋อแล้วหรอถึงไล่หลานไปอยู่ห่างไกล ไม่เห็นแม้แต่เงาหลาน”
ทั้ง ๆ ที่อาศัยเส้นสายลับ ๆ กระจายข่าวกระจายลมปากให้ถึงพระเนตรพระกรรณ์ของโอรส์ถึงเื่แย่ ๆ ที่โหมเข้าไป ให้พังพอนเหลืองหวาดหวั่น เพื่อที่จะถอดพระราชโองการถอนรับสั่งกลับคืนมา แต่ก็ไม่ได้ผล จนต้องตีอกชกหัวอยู่ที่นี่
แต่แผนรับมือทุกอย่างที่ร่ายออกไปกลับไม่ได้ผล
ชินอ๋องเรียกใช้กลยุทธ์แผนลูกแมวขี้อ้อนต่อทันที พร้อมบีบน้ำตาเรียกสั่งได้ประกอบเรียกความเห็นใจให้เห็น เด็กหนุ่มใช้วิธีเกาะเข่า ออดอ้อน ซบตักคนเป็ย่าราวกับเด็กสองขวบ
“ท่านย่า ท่านว่าแตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม้หวานใช่หรือไม่ขอรับ”
“เหลวไหล ข้าเป็คนให้ฮ่องเต้ช่วยออกราชโองการนี้เอง เ้าคงไม่ต้องให้ข้าต้องถอนคำพูด ถอนหงอกตัวเองใช่หรือไม่” ไทเฮาถังอี้หงมองเยี่ยหยางด้วยสายตาเอ็นดู นางชอบที่หลานชายมาออดอ้อนนัก แต่ต้องใจแข็งจัดการนิสัยเสียไม่เอาถ่านนี้ทิ้งให้ได้ เมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉยของไทเฮา
“หลิวกูกู [4] ท่านช่วยข้าอธิบายเหตุผลของข้าให้เสด็จย่าฟังหน่อยน้า” เยี่ยหยางส่งสายตาวิบวับขอความช่วยเหลือด่วนจากนางกำนัลาุโคนสนิทของไทเฮาอี้หงอีกคน
“หม่อมฉันช่วยชินอ๋องไม่ได้จริง ๆ เพคะ” ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเอ่ยอย่างอ่อนอกอ่อนใจ พลางเดินยกขนมหวานมาให้เป็ของปลอบใจ
“อาหยาง เวลานี้แค่่ปีใหม่เอง กว่าเ้าจะไปก็หลังเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ มีเวลาให้เ้าให้เที่ยวเล่นอีกมากมาย เ้าจะโวยวายไปไย”
ประโยคตัดคำของหญิงสูงวัยที่รูปร่างต่างจาก่วัยสาวไปเล็กน้อยอย่างคนดูแลตัวเองเป็อย่างดีของอดีตโฉมงามอันดับหนึ่ง ทำให้หลานชายตัวแสบจนคำพูด พร้อมปฏิเสธตัดบทฉับ “มา มาทานขนมกับย่าดีกว่า”
เยี่ยหยางเดินออกจากพระตำหนักของไทเฮาด้วยอารมณ์เซ็งจัดแถมหงุดหงิดไม่น้อย เขาไม่้าวิถีหรือหนทางใดที่แสดงให้เห็นว่า ตัวเองเก่งกาจมากความสามารถ้าอำนาจแม้แต่น้อย
การแสดงออกถึงความไม่เอาไหนของตัวเอง มีจุดมุ่งหมายหวังหลีกเลี่ยง เขาไม่้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวเื่ราวในราชสำนักอย่างชัดเจน สิบปีแห่งการตรากตรำอันหนาวเหน็บ จนได้ชื่อเสีย (ง) กระฉ่อนทั่วสี่ทะเลแปดดินแดนที่ยืนยันความเหนื่อยยาก แต่ก็ยังถูกดึงกลับเข้าไปในวังวนอยู่ร่ำไป
เพราะความจริงเขาเป็คนจากแดนไกล ไกลมากห่างกันคนละระนาบคนละแผ่นดิน ด้วยการยืมคราบร่างตัวตนของชินอ๋องน้อยผู้นี้ แม้การกินความเป็อยู่ดี แต่หาใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ ตัวตนนี้ชวนหงุดหงิดน่ารำคาญชวนวุ่นวายจริง ๆ
…
เสียงฝีเท้าเร่งรีบเดินเข้าใกล้มาหาชินอ๋อง เป็พระสนมและกลุ่มนางกำนัลที่เขาไม่ทราบระดับตำแหน่ง มีสีหน้าเหมือนถูกกระชากของรัก ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียวแทบจะวิ่งพุ่งเข้ามาหาเขา ทำให้เยี่ยหยางหยุดมือลง
ตอนนี้รอบกายเขาเต็มไปด้วยกลีบบุปผาสีสวยสดถูกฉีก บดขย้ำ เหยียบขยี้ นอนเกลื่อนกลาด น่าสงสารบนพื้นหญ้า
กลีบดอกหลุดร่วงกระจัดกระจายช้ำมือไม่น้อย ล้อมไปด้วยใบไม้ที่ถูกเด็ด ถอน ดึง ทึ้ง เขย่า จนร่วงกราวเหมือนฤดูใบไม้ผลิที่ผลัดใบจนโกร๋นเหลือแค่กิ่งก้านหัก ๆ
เด็กหนุ่มยืนกะพริบตาปริบ ๆ มองมือตัวเองที่ตอนนี้อยู่บนกิ่งไม้ที่พร้อมเด็ดดอกไม้แรกแย้มดอกเดียวและดอกสุดท้ายที่เหลืออยู่บนต้น
ครั้นได้สติ หลุดจากพะวง เยี่ยหยางยังไม่วายเด็ดบุปผาที่หลงเหลือ เดินเข้าไปหาพระสนมนางนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่รู้สิ่งที่ตนกระทำ
“ถวายพระพรพระสนม พระองค์ทรงรีบร้อนไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมพบบุปผาแรกแย้มสวยงดงาม ช่างเหมาะกับโฉมงามสวยสะคราญเช่นท่านเหลือเกิน จึงตั้งใจนำมาถวายด้วยใจ ทรงโปรดรับน้ำใจของกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยหยางยิ้มกว้างยัดเยียดกิ่งประดับบุปผาใส่มือสาวงามที่ยืนนิ่งช็อก สายตามองตาดอกไม้แสนรักที่ถูกคนบัดซบย่ำยีเด็ดชีวิตเข็นฆ่า นอนไร้ชีวิตอย่างสงบในมือ แล้วหันหลังกลับ รุดชิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่รอฟังเสียงชื่นชมที่กรีดร้องทะลวงแก้วหูปี้ดจนเต้นระริกดังไปทั้งวังหลวง
ฮ่องเต้มู่หรงหย่งสือที่ทรงงานในห้องอักษรถึงกับสะดุ้งใ พู่กันในมือตวัดปืดจากบนลงล่างขีดฆ่าสิ่งที่เขียนมาหลายเค่อทิ้งหัวคิ้วกระตุกยิก ๆ เขายกมือกุมขมับ รู้สึกอยากทึ้งพระเศียรตัวเอง องค์ฮ่องเต้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สงบอารมณ์ แล้วหันไปหาขันทีคนสนิทที่ยืนอยู่ใกล้คอยรับใช้
“จางกงกง เ้าอย่าลืมไปช่วยเตรียมสัมภาระกับพ่อบ้านตำหนักชินอ๋อง อย่าให้ขาดเด็ดขาด เตรียมให้พร้อมเตรียมให้ครบให้ท่านอ๋องอยู่ได้นานหลาย ๆ ปี”
พระสุรเสียงเหนื่อยใจเอ่ยกำชับอย่างหนักแน่นออกมา หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของพระองค์จะทำให้พระนัดดาคนดีเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง แต่ฝ่าาหารู้ไม่เลยว่าจะเป็การปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยหลานบัดซบก่อเื่
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ดี แล้วเรียกหมอหลวงให้เจิ้นด้วย”
“ทรงปวดพระเศียรอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จางกงกงถามไถ่พระอาการ แต่เขาคิดว่าองค์เหนือหัวปวดพระเศียร เพราะพระราชนัดดาของฝ่าาเองมากกว่า
ฮ่องเต้ฉุนที่จางกงกงรู้ทัน ขว้างฎีกาใส่กงกงคนสนิทที่ส่งสายตามาให้ ไล่ให้ไปหิ้วหมอหลวงมาคลายอาการปวดหัวเร็ว ๆ แต่ไม่วายต้องทิ้งฎีกามาครุ่นคิดว่าจะส่งอะไรไปปลอบใจสนมที่เศร้าโศกเสียใจจนขาดสติของเขาดี
“เฮ้อ…ปลูกจวี๋ฮวา [5] ให้นางสวนหนึ่งละกัน” มู่หรงหย่งสือหน่ายใจกับเื่วุ่นวายในวังหลังของตัวเอง เปร่งพระสุระเสียงเรียกขันทีคนสนิทอีกคน
“เจียงกงกง ถ่ายทอดรับสั่งเราออกไป พระราชทานสวนจวี๋ฮวาหน้าตำหนักหว่านเสียนของหลี่ซูเฟย”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา”
หลังจากเหตุการณ์นี้ก็กลายเป็เื่เล่าระดับตำนานในวังหลังเพิ่มอีกเื่หนึ่งในภายหลัง ที่พระสนมคนหนึ่งแทบจะถลาเข้าหาสวนบุปผาที่ตัวเองเฝ้าทะนุถนอมทุกวี่ทุกวัน หวังให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร หวังอวดพี่น้องนางสนม แต่ทว่าทั้งสวนกลับเหลือแค่ต้นใบโกร๋นไร้ดอก เหลือเพียงกิ่งก้านให้ดูต่างหน้า
ทำให้พระสนมหลายนางต่างสั่งให้คนของตัวเองเฝ้าอุทยานของตน สวนของตนกันอย่างแ่า คอยตรวจตราระวังอย่าให้ชินอ๋องเฉียดเดินผ่านเข้ามาได้เด็ดขาด ราวกับเยี่ยหยางเป็ข้าศึกที่จะเข้ามาตีประชิดเมือง
*แก้ไขครั้งที่ 1
[1] องค์ไท่จื่อ หรือ หวงไท่จื่อ (皇太子) เป็ตำแหน่งองค์รัชทายาทมีสิทธิ์เป็ผู้สืบทอดบัลลังก์คนถัดไป มักมีคำเรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่นไท่จื่อ”
[2] อ๋อง หรือ หวาง (王) เป็ตำแหน่งบอกบรรดาศักดิ์ ระดับสมเด็จเ้าพระยา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งอ๋องโดยมากเป็พระโอรส พระเชษฐา พระอนุชาในองค์จักรพรรดิ หรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์จักรพรรดิ องค์ชายผู้ได้รับตำแหน่งอ๋องบางพระองค์ อาจมีอำนาจในการปกครองบริหารพื้นที่หรือเมืองที่ได้รับมอบหมาย หรืออำนาจทางการทหาร มักมีคำเรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่นหวาง”
[3] คำเรียกแทนตัวเองของไทเฮาว่า “เปิ่นกง” บางครั้งอาจเป็ “อายเจีย” (哀家) แปลว่า ผู้น่าสงสาร เพราะเป็ม่ายร้างพระสวามี
[4] กูกู หมายถึง อาหญิง หรือ หญิงสาวตำแหน่งาุโ
[5] 菊花 [júhuā จวี๋ ฮวา] ดอกเบจมาศ