หลินเฉียงกับหลินฉีหนิงปั่นรถสามล้อถีบกลับบ้านอย่างสบายใจ วันนี้ถ้าไม่ได้เสี่ยวเฮยช่วยจัดการกับคนชั่ว ก็ไม่รู้ว่าสองพี่น้องยังจะยิ้มได้อย่างนี้อยู่อีกไหม
ทันทีที่กลับถึงบ้าน หลินเฉียงก็บอกให้คุณแม่หลินออกไปขอซื้อไก่มาตุ๋นเป็อาหารเย็น โดยน่องไก่เขาจะเก็บไว้ให้เสี่ยวเฮย คุณแม่หลินกำลังจะเปิดปากตำหนิลูกชาย แต่เมื่อเธอได้ยินว่าเสี่ยวเฮยช่วยลูกชายกับหลานชายไว้ได้อย่างไร จากที่คิดว่าจะตุ๋นไก่หนึ่งตัว กลายเป็ตอนนี้ในหม้อมีไก่นอนอยู่ถึงสองตัว แถมพอตุ๋นไก่จนสุกได้ที่ น่องไก่ทั้งสี่ชิ้นก็วางอยู่ในชามใส่อาหารของเสี่ยวเฮยเป็ที่เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้นเสี่ยวเฮยก็ยังคงทำท่าทางไม่พอใจ
“เสี่ยวเฉียง แกดูลูกรักของแกสิ น่องไก่อ้วนๆ ตั้งสี่ชิ้นวางอยู่ในชาม แต่มันยังทำท่าทางเหมือนไม่พอใจฉันอยู่อย่างนั้นล่ะ” คุณแม่หลินพ่นจมูกพูดกับเสี่ยวเฮยอย่างไม่พอใจ “เกิดมาฉันยังไม่เคยได้กินน่องไก่เยอะขนาดนี้เลย แกนี่ช่างเป็หมาที่เอาใจยากเสียจริง”
“เมื่อกี้แม่ยังชมมันอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงบ่นมันแล้วล่ะครับ”
“แต่ฉันเห็นด้วยกับแม่นะคะอาเฉียง น่องไก่ตั้งสี่ชิ้นยังทำให้เสี่ยวเฮยพอใจไม่ได้อีกเหรอคะ” จางเมี่ยวเจินลูบหัวเสี่ยวเฮย “ฉันอิจฉาแกมากเลยรู้ไหม”
หลินเฉียงยิ้มแล้วเดินเข้าไปลูบหัวเสี่ยวเฮยบ้าง “ก็เรายังทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ยังไม่ครบยังไงล่ะครับ เพราะนอกจากผมจะสัญญากับมันไว้ว่าจะให้แม่ตุ๋นไก่ให้มันแล้ว ผมยังบอกมันว่าจะให้แม่ทำเบาะนอนนุ่มๆ ให้มันด้วย พอไม่เห็นเบาะนอน มันก็เลยไม่พอใจน่ะครับ”
“เบาะนอนเหรอ? ก่อนหน้านี้แม่เพิ่งทำให้มันไปเองนะ” คุณแม่หลินมองเสี่ยวเฮยอย่างพิจารณา “อ๋อ...ตอนนี้ตัวมันใหญ่ขึ้นแล้วก็เลยนอนเบาะเดิมไม่สบายสินะ ได้สิ...เดี๋ยวแม่จะเอาเสื้อผ้าเก่าๆ มาตัดแล้วยัดเป็ไส้ที่นอนให้มันก็แล้วกัน คราวนี้จะทำให้ใหญ่จนปูได้เต็มบ้านของมันไปเลย”
เสี่ยวเฮยได้ยินคำพูดของคุณแม่หลิน มันเดินเข้าไปหาแล้วใช้หัวของมันคลอเคลียไปที่ขาของคุณแม่หลินอย่างเอาใจ แต่เพราะมันเป็หมาตัวใหญ่ ท่าทางน่ารักจึงไม่ค่อยเข้ากับมันสักเท่าไหร่
แต่คุณแม่หลินก็ดูจะชอบท่าทางเอาอกเอาใจของเสี่ยวเฮยเป็อย่างมาก แต่เพราะเธออุ้มมันไม่ไหว ก็เลยได้แต่กอดแล้วก็ลูบหัวของมันอย่างเอ็นดู “แกนี่มันเป็บรรพบุรุษน้อยของบ้านเราจริงๆ”
หลินเฉียงเห็นท่าทางของแม่ก็เลยหันมากระซิบกับภรรยา “ก่อนที่แม่ของผมจะรักเ้าเสี่ยวเฮยจนหมดหัวใจ เราต้องรีบมีเ้าตัวเล็กมาให้แม่ของผมเลี้ยงได้แล้วนะ”
จางเมี่ยวเจินเริ่มจะชินกับคำพูดของสามีแล้ว เธอหันไปยิ้มกว้างให้เขา “รีบหรือไม่รีบมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับฉันสักหน่อย มันขึ้นอยู่กับคุณต่างหากว่าคุณจะมีความสามารถนั้นหรือเปล่า”
หลินเฉียงหรี่ตามองภรรยาก่อนจะอุ้มเธอขึ้นในท่าเ้าหญิง “แสดงว่าที่ผ่านมาผมคงทำได้ไม่ถูกใจคุณสินะ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมจะแสดงความสามารถทั้งหมดที่มีให้คุณเห็นเอง”
“อาเฉียง! รีบปล่อยฉันลงเถอะค่ะ ไม่รู้จักอายคุณแม่บ้างหรือไง” จางเมี่ยวเจินรู้ว่าตนเองคงหน้าแดงมากแล้ว เธอก้มหน้าซบไปบนไหล่ของสามี “ถ้าไม่ปล่อยก็รีบพาฉันกลับห้องเดี๋ยวนี้เลย”
“โอ! รอไม่ไหวแล้วเหรอที่รัก” หลินเฉียงหันไปพูดกับคุณแม่หลิน “แม่ครับ ฝากแม่ปิดประตูบ้านด้วยนะครับ ผมมีภารกิจสำคัญต้องรีบไปจัดการ”
คุณแม่หลินใช้สองมือปิดตาเสี่ยวเฮยพร้อมกับพูดปนเสียงหัวเราะ “แกยังเด็กอยู่ อย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของพี่ชายแกเลย”
จากนั้นไม่ว่าจะมีเสียงอะไรดังออกมาจากห้องนอนของลูกชาย คุณแม่หลินก็ได้แต่ทำเป็ไม่สนใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อดที่จะเดินไปดูที่ปฏิทินไม่ได้
“ถ้ามีลูกกันตอนนี้ ปีใหม่ที่จะถึงนี้ฉันก็คงจะได้อุ้มหลานคนแรกแล้วสินะ” แต่ทันทีที่คุณแม่หลินพูดจบเธอก็ต้องถอนหายใจ “เฮ้อ...น่าเสียดายที่ตอนนี้ทางการมีประกาศเกี่ยวกับนโยบายการมีลูกคนเดียวออกมาแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะให้เสี่ยวเฉียงกับลูกสะใภ้มีหลานออกมาให้ฉันเลี้ยงสักหลายๆ คน แต่ก็ช่างเถอะ...ได้มาหนึ่งคนก็ยังดีกว่าไม่ได้ล่ะน่า”
บ้านสกุลหลินมีความสุขกันมาก ผิดกับทางหวงเจ๋อที่จ้องลูกน้องทั้งหกคนอย่างไม่พอใจ
“ฉันให้เงินแกไปตั้งสี่ร้อยหยวนเพื่อให้แกซื้อลูกไก่พันธุ์จากต่างประเทศกลับมา แต่แกกลับมาบอกฉันว่าแกซื้อลูกไก่กลับมาไม่ได้สักตัวเนี่ยนะ” หวงเจ๋อจ้องไปที่หม่าต้าหนิวอย่างเอาเื่ “แล้วนี่พวกแกไปมีเื่กับใครมา ทำไมถึงกลับมาในสภาพนี้”
“เื่นี้ต้องโทษหลินเฉียงครับพี่เจ๋อ” หม่าต้าหนิวรีบบอก
“หลินเฉียงเหรอ? แล้วไอ้แซ่หลินคนนั้นมันมาเกี่ยวอะไรด้วย” หวงเจ๋อทำหน้าใ “หรือมันรู้แล้วว่าฉันกำลังจะเปิดฟาร์มเลี้ยงไก่แข่งกับมัน ฉันบอกแกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเื่นี้อย่าเพิ่งให้ใครรู้”
“ผมยังไม่ได้บอกนี้กับมันหรอกครับ แต่ที่พวกผมต้องตกอยู่ในสภาพเละเทะแบบนี้ก็เพราะหลินเฉียงเป็ต้นเหตุ” หม่าต้าหนิวสังเกตสีหน้าของเ้านายอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ “ความจริงเ้าของไก่ตั้งใจจะขายลูกไก่ให้เรา แต่หลินเฉียงกลับตัดหน้าเสนอซื้อในราคาสูง พ่อค้าไก่ก็เลยขายลูกไก่ทั้งหมดให้มัน ผมแค้นที่ทำงานให้พี่ไม่สำเร็จ และผมยังแค้นที่มันกล้ามาพูดจาดูถูกว่าเงินสี่ร้อยหยวนของพี่มันไร้ค่า ผมก็เลยชวนลูกน้องกะว่าจะไปสั่งสอนมันสักหน่อย แต่ใครจะไปคิดว่าหมาของมันจะดุขนาดนั้น ไอ้หมาตัวนั้นมันไล่กัดพวกผมจนพวกผมมีสภาพเป็แบบนี้ล่ะครับ”
หวงเจ๋อได้ยินคำพูดของหม่าต้าหนิวก็รู้สึกโมโหขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะคำพูดดูถูกพวกนี้ที่ออกมาจากปากของหลินเฉียง หวงเจ๋อขว้างแก้วน้ำที่อยู่ในมือทิ้งจนเศษแก้วแตกกระจาย “เหอะ...แค่มีเงินจากการขายของป่าไม่เท่าไหร่ก็กล้ามาดูถูกว่าเงินของฉันไม่มีค่าแล้วเหรอ ฉันก็อยากจะรู้นักว่าถ้าเงินที่อยู่ในมือของมันหมดไปแล้วมันยังจะกล้าปากดีอย่างนี้อยู่อีกไหม”
หม่าต้าหนิวเห็นว่าเ้านายหันไปสนใจเื่อื่นแล้ว เขาก็แอบถอนหายใจโล่ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคิดว่าเื่ที่ตนเองทำงานพลาดจะทำให้เ้านายหันมาโมโหใส่อีกครั้ง “พี่เจ๋อครับ แล้วพี่เจ๋อคิดที่จะเปิดเผยความจริงตอนไหนว่าพี่กำลังจะเปิดฟาร์มเลี้ยงไก่ ผมคิดว่าอย่าให้ช้าเกินไปนะครับ เพราะถ้าเรารอให้หลินเฉียงสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ก่อน พี่สะใภ้อาจจะหลงรักหลินเฉียงจนถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าเป็อย่างนั้นพี่ก็จะแย่งพี่สะใภ้มาจากหลินเฉียงได้ยากแล้วนะครับ”
หวงเจ๋อที่กำลังโมโหว่าตนเองถูกหลินเฉียงดูถูก เมื่อได้ยินหม่าต้าหนิวพูดจี้ใจดำเื่ของจางเมี่ยวเจินขึ้นมาอีก คราวนี้ความโมโหก็เก็บไว้ไม่ได้อีกแล้ว เขากวาดสิ่งของลงจากโต๊ะ ทั้งยังถีบโต๊ะและเก้าอี้จนของทุกอย่างกระจัดกระจายเต็มพื้นห้องไปหมด
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าต่างหันไปมองหม่าต้าหนิวอย่างไม่พอใจ ถ้าเ้านายยังโมโหอยู่อย่างนี้ แล้วพวกเขาจะขอลาออกจากงานได้ยังไง หม่าต้าหนิวมองลูกน้องทั้งห้าคนอย่างรู้สึกผิด แต่จะโทษเขาได้ยังไง เพราะเขาก็ไม่อยากถูกหัวหน้าจัดการเหมือนกัน
ขณะที่ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าวันนี้พวกเขาขอลาออกไม่ได้ ต่อให้หม่าต้าหนิวจะเป็ลูกพี่แล้วอย่างไร พวกเขาก็พร้อมที่จะประเคนหมัดและเท้าเพื่อสั่งสอนลูกพี่ที่ไม่ได้เื่คนนี้สักคนละทีสองที ลูกพี่คนนี้จะได้จำได้เสียทีว่าอย่าได้พาลูกน้องอย่างพวกเขาต้องไปเดือดร้อน โดยเฉพาะต้องไปถูกเ้าหมาดำตัวใหญ่ตัวนั้นจัดการ ถ้าขืนให้คนรู้ว่านักเลงอย่างพวกเขาถูกหมากัดจนมีสภาพไม่น่าดูอย่างนี้ มีหวังคู่อริได้หัวเราะพวกเขาจนฟันร่วงแน่
แต่ก็เหมือนฟ้ายังเห็นใจ เพราะเมื่อหวงเจ๋อได้ระบายอารมณ์โกรธออกมา หวงเจ๋อก็จ้องไปที่ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคน “ไอ้พวกไม่ได้เื่ แค่ไอ้กระจอกหลินเฉียงยังจัดการไม่ได้ แล้วฉันยังจะเลี้ยงพวกแกให้เปลืองข้าวสุกอยู่ทำไม ไปทำเื่รับเงินเดือนแล้วก็ออกไปจากบ้านฉันซะ นับจากวันนี้พวกแกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลหวงของฉันอีก”
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนได้ยินก็แทบจะะโกอดกันด้วยความดีใจ ลาออกก็สำเร็จแถมยังได้เงินเดือนที่ค้างอยู่ แต่จะให้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร ทันทีที่หวงเจ๋อพูดจบ ทั้งห้าคนก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก บ้างก็โขกหัวกับพื้นแล้วร้องไห้อย่างไม่ยินยอม บ้างก็นั่งฉีกแข้งฉีกขาแล้วร้องไห้คล้ายกับว่าพวกเขาเพิ่งได้ยินคำพูดที่สุดแสนะเืใจ บางคนถึงกับทึ้งผมตัวเองจนยุ่งเหยิง
“พี่เจ๋อ ถ้าพี่ไม่้าพวกผมแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกผมคงต้อง...ลาก่อนนะครับ” ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนพูดจบก็หายไปจากตรงนั้นโดยไม่เห็นแม้แต่เงา
หวงเจ๋อกับหม่าต้าหนิวได้แต่หันมาสบตากันอย่างไม่เข้าใจ หรือว่าทั้งห้าคนถูกหมากัดจนเป็บ้าไปแล้ว
หม่าต้าหนิวตบหน้าอกตัวเองอย่างโล่งใจ “โชคดีนะที่ผมไม่ได้ถูกเ้าหมาดำตัวนั้นกัดจนเป็บ้า”
หวงเจ๋อขมวดคิ้วแล้วสั่งหม่าต้าหนิวเสียงเข้ม “แกรีบไปโรงพยาบาลแล้วให้หมอฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ด่วนเลย เดี๋ยวถ้าเกิดแกเป็บ้าขึ้นมาแล้วไล่กัดฉัน ฉันไม่อยากเป็บ้าตามพวกแกไปหรอกนะ”
หม่าต้าหนิวที่เป็นักเลงตัวใหญ่และมีท่าทางองอาจห้าวหาญ เมื่อได้ยินหวงเจ๋อสั่งให้เขาไปฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เขาก็นึกไปถึงเข็มเล็กๆ แหลมๆ ที่ต้องทิ่มไปตามเนื้อตัว แล้วหม่าต้าหนิวที่เป็ผู้ชายอกสามศอกจะทนได้อย่างไร เขาเป็ลมแล้วล้มลงไปนอนบนพื้นทันที
หวงเจ๋อไม่คิดว่าหม่าต้าหนิวจะมีอาการกลัวเข็มฉีดยา เขากลับคิดว่าหม่าต้าหนิวอาจจะมีอาการเหมือนกับลูกน้องทั้งห้าคนก่อนหน้านี้ เขารีบะโเรียกลูกน้องคนอื่นให้มาพาหม่าต้าหนิวไปที่โรงพยาบาล พอหม่าต้าหนิวตื่นขึ้นมา เขาก็เห็นว่าหมอกำลังถือเข็มฉีดยาเดินเข้ามาหา จากนั้นภาพตรงหน้าก็ดับไปอีกครั้ง
เสี่ยวเฮยที่นอนอยู่บนเบาะนุ่มอย่างมีความสุขไม่รู้ตัวเลยว่าการที่มันปกป้องเ้านายด้วยการจัดการกับหม่าต้าหนิวและพรรคพวกจะทำให้หม่าต้าหนิวกลัวมันมากขึ้นไปอีกเป็ร้อยเท่า ส่วนชายฉกรรจ์ทั้งห้าคน ในอนาคตอันใกล้ คนพวกนั้นก็จะได้มาเป็ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของมันเช่นกัน