ยามโหย่ว
เมื่อถึงเวลานัดหมาย สัตว์เทพทั้งสี่จึงได้นำศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผา มาคารวะเฟิ่งเซียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของเ้าสำนัก ณ ห้องโถงในหอพิธี
"ศิษย์คารวะท่านเ้าสำนักเ้าค่ะ/ขอรับ"
สัตว์เทพทั้งสี่และศิษย์ของสำนักทุกคนเอ่ยทำความเคารพเฟิ่งเซียน พร้อมกับประสานมือและก้มศีรษะลงเพื่อทำความเคารพ เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้นอกจากจะเป็นายหญิงของสัตว์เทพทั้งสี่แล้ว ยังเป็เ้าสำนักเพลิงบุปผาอีกด้วย
ศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผาในตอนนี้หากประเมินด้วยสายตาคงมีประมาณร้อยกว่าคนเห็นจะได้ ถือว่าไม่มากไม่น้อยสำหรับการเริ่มต้นสร้างสำนักของนาง
เฟิ่งเซียนพยักหน้าเป็สัญญาณให้ทุกคนเงยหน้าจากการคารวะ
"ท่านเ้าสำนักนี่คือศิษย์ของสำนักเราเ้าค่ะ ในตอนนี้มีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยคน
มีหน่วยโอสถทั้งหมดสิบคน หน่วยข่าวกรองสามสิบคน หน่วยองครักษ์ทั้งหมดสี่สิบห้าคน และผู้ใช้พิษอีกจำนวนสิบห้าคนเ้าค่ะ ข้าได้นำโอสถบำรุงปราณให้แก่ทุกคน คาดว่าไม่เกิดสามวันจะเริ่มฝึกได้เ้าค่ะ"
หงส์แดงหรือจูเชวี่ยเอ่ยรายงานแก่ผู้เป็นาย ศิษย์ของสำนักนั้นเดิมเป็เพียงทาสและขอทาน แม้จะมีร่างกายอ่อนแอแต่จิตใจนั้นเข้มแข็ง เพื่อที่จะให้ร่างกายเหมาะแก่การฝึกฝนนางจึงมอบโอสถบำรุงปราณ ที่เป็โอสถพื้นฐานที่ใช้ในการปรับเส้นลมปราณและยังบำรุงร่างกายเพื่อเหมาะสมแก่การฝึก
"ต่อไปนี้พวกเ้าเป็คนของเรา เป็ศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผาแห่งนี้ สำนักเรามีกฎข้อห้ามสำคัญเพียงหนึ่ง คือห้ามทรยศหักหลังพวกพ้องเป็อันขาด หากมีใครฝ่าฝืนกฎ ข้าจะทำให้มันรู้ว่าอยู่มิสู้ตาย!"
เฟิ่งเซียนประกาศก้อง ศิษย์ทุกคนน้อมรับอย่างเชื่อฟัง พวกตนนั้นไม่คิดจะทรยศหักหลังผู้เป็นายอยู่แล้ว ท่านเ้าสำนักและท่านอาจารย์ทั้งสี่เปรียบได้กับผู้มอบชีวิต ที่ฉุดพวกตนมาจากขุมนรก ให้ชีวิตให้โอกาสในการหลุดพันจากวัฏจักรเลวร้ายที่ผ่านมา
พวกตนสามารถพูดได้เต็มปากว่าพร้อมสละชีพเพื่อคนทั้งห้าได้เสมอ
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเสร็จแล้วเฟิ่งเซียนจึงให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน เพื่อเตรียมร่างกายให้เหมาะเเก่การฝึกในอีกไม่มีวันข้างหน้านี้
หลังจากศิษย์ในสำนักเดินจากไป ตอนนี้ที่ห้องโถงพิธียังเหลืออีกห้าชีวิตที่พูดคุยกันอยู่
"ข้าจะกลับเข้าไปในมิติและเริ่มศึกษาและฝึกฝนวรยุทธ์และศาสตร์แห่งการปรุงโอสถ อาจไม่มีเวลาดูแลสำนักมากเท่าไรนัก ข้าขอฝากพวกเ้าด้วย"
เฟิ่งเซียนหันไปกล่าวกับสัตว์เทพทั้งสี่ที่อยู่ตรงหน้า ในเวลานี้ไม่เพียงแค่ศิษย์ในสำนักที่ต้องปรับตัวและเริ่มฝึกฝน ตัวนางเองก็เช่นกัน
"นายหญิงอย่าห่วงเลยขอรับ ท่านยังต้องแบกรับภาระอีกมากมายนัก การที่ท่านแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วนั้นย่อมเป็ผลดี พวกข้าที่อยู่ทางนี้จะดูแลศิษย์ของสำนักเองขอรับ"
ไป๋หู่เข้าใจผู้เป็นายดี นายหญิงของตนนั้นยังมีภาระหน้าที่อีกมาก หากนายหญิงแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วสิ่งที่เคยผิดพลาดในอดีตย่อมไม่เกิดขึ้น พวกตนที่เป็สัตว์ในพันธะสัญญา สิ่งที่พึงกระทำคือ ดูแล ป้องกัน และสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้เป็นาย พวกตนจะฝึกศิษย์ของสำนักให้เก่งกาจ เพื่อเป็กำลังสำคัญให้กับนายหญิงในอนาคต
"ขอบใจพวกเ้ามาก เราจะรีบฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว จะได้ปกป้องพวกเ้า เฉกเช่นเดียวกับที่พวกเ้าปกป้องเรา"
เฟิ่งเซียนในตอนนี้ตระหนักรู้ดีว่านางไม่ได้ตัวลำพังเช่นเมื่อก่อนแล้ว นางมีผู้คอยปกป้องและนางก็จะปกป้องพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน ส่วนเื่ของสำนักนั้นนางไว้ใจสัตว์เทพทั้งสี่ เื่ทรัพยากรก็มีอยู่มากมาย รวมถึงโอสถที่ใช้ในการฝึกก็มีมากจนสามารถแจกจ่ายให้กับศิษย์ของสำนักได้โดยมิต้องคิดเสียดาย
แม้ไม่มีโอสถเหล่านี้ตัวนางที่ตั้งใจฝึกปรุงโอสถย่อมต้องตั้งใจปรุงออกมาให้ได้แน่ แต่ในเวลาที่นางยังไม่สามารถปรุงโอสถได้นั้น สิ่งที่มีอยู่ถือว่าเป็สิ่งสำคัญมากทีเดียว
หลังจากที่ปรึกษาความกับสัตว์เทพทั้งสี่แล้ว เฟิ่งเซียนก็กลับเข้ามาในมิติเพื่อศึกษาศาสตร์แห่งการปรุงโอสถ นางที่มีธาตุถึงเจ็ดธาตุนั้น สามารถฝึกได้ทั้งวรยุทธ์และการปรุงโอสถ แน่นอนว่านางที่เริ่มฝึกวรยุทธ์แล้ว การปรุงโอสถคือสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป
เฟิ่งเซียนศึกษาการปรุงโอสถโดยเริ่มจาก โอสถระดับก่อเกิด ซึ่งเป็โอสถระดับต่ำสุดของผู้ที่เริ่มฝึกปรุงโอสถนั่นเอง
โอสถที่เฟิ่งเซียนกำลังจะปรุงนั่นคือ โอสถบำรุงปราณ โอสถชนิดนี้ปรุงไม่ยากแต่สมุนไพรสำคัญอย่างหญ้าสายรุ้งนั้นค่อนข้างหายาก ผู้ที่เริ่มปรุงส่วนมากจึงเริ่มจากการปรุงโอสถสมานแผลที่ใช้สมุนไพรระดับต่ำที่หาได้ง่ายในการปรุงกัน
เฟิ่งเซียนได้นำน้ำอมฤตมาเป็ส่วนหนึ่งในการปรุงโอสถ เพื่อที่จะทำให้ประสิทธิภาพที่แสดงออกมาจะได้ดีกว่าทั่วไปถึงสิบเท่า นางเดินไปที่หม้อปรุงโอสถก่อนจะใส่สมุนไพรต่างๆ ที่นางได้คัดสรรรวมถึงทำความสะอาดแล้วลงไป
และนำน้ำอมฤตลงไปด้วยถึงสามหยด ก่อนจะเริ่มปล่อยพลังธาตุไฟโลกันต์ และธาตุไม้ลงไป การควบคุมพลังธาตุนั่นค่อนข้างยาก ไม่เพียงต้องควบคุมธาตุทั้งสองให้ดีแต่สมาธิจิตต้องแน่วแน่
ไม่เช่นนั้นโอสถในหม้ออาจมีประสิทธิภาพไม่ดี หรือเลวร้ายที่สุดก็คือการที่หม้อปรุงโอสถะเิ ซึ้งสำหรับผู้ปรุงโอสถทั่วไปนั้น ต่างผ่านเื่เช่นนี้กันมาแล้วทั้งสิ้น เฟิ่งเซียนที่เพื่งเริ่มปรุงครั้งแรกใช้เวลาเกือบสองเค่อ ในการควบคุมพลังเพื่อให้สมดุลย์
หลังจากที่ควบคุมได้แล้ว เฟิ่งเซียนจึงนำพลังใส่ลงไปในหม้อเพื่อให้พลังของธาตุทั้งสองช่วยชำระและกลั่นสมุนไพรให้ควบแน่นเป็เม็ดลูกกลอน
ไม่นานนักก็มีเสียงดัง ปัง! ขึ้นมา เสียงนั้นไม่ใช่การะเิของหม้อปรุงโอสถแต่อย่างใด แต่เป็การที่เฟิ่งเซียนสามารถปรุงโอสถได้ทำเร็จแล้วนั่นเอง
เฟิ่งเซียนมองลงไปที่หม้อปรุงโอสถก็พบเข้ากับเม็ดโอสถสีน้ำตาลเข้มจำนวนห้าเม็ด แม้จะเป็เพียงโอสถระดับก่อเกิดแต่กลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากเม็ดโอสถทั้งห้า
ถึงจะเพียงเล็กน้อยแต่กลับเป็สิ่งที่น่าตกตะลึง ไม่เคยมีบันทึกฉบับใดเลยที่กล่าวว่า โอสถที่อยู่เพียงระดับก่อเกิดจะมีกลิ่นหอมเป็เอกลักษณ์เช่นนี้ และด้วยเหตุนี้ ในการปรุงโอสถของนางครั้งแรกโอสถจึงมีความบริสุทธิ์มากถึงแปดส่วน
เฟิ่งเซียนชื่นชมในเม็ดโอสถห้าเม็ดแรกที่นางปรุงขึ้นมา แต่นางนั้นค่อนข้างไม่พอใจกับเวลาที่ใช้ในการปรุงเท่าใดนัก เพียงโอสถระดับก่อเกิดนางก็ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว
หากมีนักปรุงโอสถผู้อื่นรู้เข้าคงอดที่จะใไม่ได้แน่ การปรุงโอสถครั้งแรกแล้วสำเร็จนั้นเป็เื่ที่ยากมาก ขนาดนักปรุงโอสถขั้นสูงหลายคน ที่สามารถปรุงโอสถได้ั้แ่ครั้งแรกยังใช้เวลาอยู่ครึ่งค่อนวันกว่าจะสำเร็จ แถมความบริสุทธ์ของโอสถนั้นยังไม่ถึงสามส่วนเลยด้วยซ้ำ
หลังจากปรุงโอสถครั้งแรกสำเร็จ เฟิ่งเซียนก็กลับมาฝึกวรยุทธ์ควบคู่กับใช้พลังธาตุต่างๆ ด้วยที่ภายในมิตินี้มีปราณที่บริสุทธิ์มาก การฝึกของนางจึงแทบจะไม่เสียพลังเลยแม้แต่น้อย พลังปราณที่ไหลเข้ามาในกายอย่างสม่ำเสมอ เป็ผลดีแก่ผู้ฝึกเป็อย่างมาก
หลังจากวันที่นางมาอยู่ในร่างนี้ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว พลังของนางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโ ปัจจุบันตัวนางนั้นมีพลังปราณอยู่ที่ ระดับผู้ฝึกตนขั้นต้น
และระดับผู้ปรุงโอสถ อยู่ที่ระดับนักปรุงโอสถขั้นพื้นฐานแล้ว ถือว่าเร็วมากสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกมาไม่ถึงครึ่งปี
คนปกตินั้นกว่าจะยกระดับได้แต่ละขั้นใช้เวลาเป็ปี ๆ ยิ่งผู้ที่มีระดับพลังลมปราณสูง บางคนก็จะยกระดับตนได้ใช้เวลาเป็สิบๆ ปีกันเลยทีเดียว
******