หลายวันผ่านไปในจวนเสนาบดีใหญ่ หลี่เหมย หรือที่ตอนนี้ต้องเรียกตัวเองว่า เหม่ยหลิง พยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในราชวงศ์ฮั่นอย่างเงียบๆ เธอใช้ทักษะการสังเกตของนักสืบในการเรียนรู้สิ่งรอบตัว ั้แ่ธรรมเนียมปฏิบัติ การใช้ภาษาโบราณที่แตกต่างจากภาษาจีนกลางที่เธอคุ้นเคยเล็กน้อย ไปจนถึงการสำรวจจวนอันกว้างใหญ่ราวเขาวงกต
ทุกเช้า เธอจะปลุกตัวเองให้ตื่นแต่เช้าตรู่ สวมชุดแพรเนื้อดีที่เสี่ยวชิวจัดเตรียมให้ และเริ่มต้นวันด้วยการทำความเข้าใจโลกใหม่นี้ เธอมักจะใช้เวลาเดินสำรวจพื้นที่ต่างๆ ของจวน สังเกตการทำงานของบ่าวไพร่ และฟังบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ที่ลอยมาตามสายลม นี่คือวิธีเก็บข้อมูลของเธอ
ความผิดปกติแรกที่เธอััได้คือ บรรยากาศที่อึมครึมและหวาดกลัว ที่ปกคลุมไปทั่วจวน โดยเฉพาะในหมู่สาวใช้และนางกำนัลรุ่นเยาว์ พวกเขามักจะรวมกลุ่มกันซุบซิบนินทาด้วยสีหน้าหวาดหวั่น และจะเงียบเสียงลงทันทีเมื่อเหม่ยหลิงเดินผ่าน
"เสี่ยวชิว" วันหนึ่งขณะที่เสี่ยวชิวกำลังจัดแต่งทรงผมให้เธอ เหม่ยหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "่นี้ในวังหลวงมีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า? ข้าสังเกตว่าสาวใช้หลายคนดูหวาดกลัวนัก"
เสี่ยวชิวสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงด้วยความกังวล "คุณหนูอย่าได้ทรงกังวลเลยเ้าค่ะ... พวกบ่าวไพร่ก็แค่พูดเื่ไร้สาระกันไปเอง"
"เื่ไร้สาระ? ข้าไม่ได้ถามถึงเื่ไร้สาระ ข้าถามถึงเื่ราวที่ทำให้พวกเ้าหวาดกลัวถึงเพียงนี้" เหม่ยหลิงกดเสียงต่ำลงเล็กน้อย สายตาคมกริบของนักสืบจ้องตรงไปในดวงตาของเสี่ยวชิว "ความหวาดกลัวเช่นนี้ย่อมต้องมีที่มา หากเ้าไม่บอกข้า ข้าก็ไม่อาจปกป้องเ้าได้"
เสี่ยวชิวตัวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดจริงจังของผู้เป็นาย เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบเสียงแ่เบา ราวกับกลัวว่ากำแพงจะมีหู "คุณหนู... ได้ยินว่าปีนี้... มารร้ายดูดโลหิต กลับมาอีกแล้วเ้าค่ะ"
เหม่ยหลิงเลิกคิ้ว มารร้ายดูดโลหิต? ข่าวลือที่เธอได้ยินั้แ่แรก "มันคืออะไรกันแน่? มีผู้ใดถูกทำร้ายไปแล้วหรือ?"
"เ้าค่ะ... นางกำนัลในตำหนักข้างหนึ่งถูกพบเป็ศพเมื่อไม่กี่วันก่อน ร่างกายซีดขาวราวกับไร้เืในกาย ท่านหมอหลวงบอกว่านางเสียชีวิตจากอาการอ่อนเพลียรุนแรง แต่บ่าวไพร่ต่างรู้กันว่านี่คือฝีมือของมารร้าย" เสี่ยวชิวเล่าพลางยกมือขึ้นกอดตัวเองราวกับหนาวสั่น "ทุกปีจะต้องมีหญิงสาวพรหมจารีถูกมันคร่าไปเป็เครื่องสังเวย ยิ่ง่นี้ใกล้ถึงพิธีคัดเลือกหญิงงามเข้าวัง ยิ่งทำให้พวกเราหวาดกลัวนักเ้าค่ะ"
พิธีคัดเลือกหญิงงาม... เพื่อเป็เครื่องสังเวย? ข้อมูลนี้ทำให้สมองของเหม่ยหลิงเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่เป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีรูปแบบซ้ำซาก สัญชาตญาณนักสืบของเธอบอกว่านี่คือ คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่มีแรงจูงใจเื้ัที่ซับซ้อน
ใน่บ่ายวันนั้น เหม่ยหลิงตัดสินใจออกไปเดินเล่นในสวนหลวง ซึ่งเป็สถานที่ที่เหล่าคุณหนูและบัณฑิตสามารถพบปะกันได้ภายใต้การดูแลของนางกำนัล เธอเดินเข้าไปในส่วนของห้องสมุดหลวง ซึ่งเป็แหล่งรวมตำราและบันทึกสำคัญต่างๆ เพื่อหวังว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "มารร้ายดูดโลหิต" หรือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตปริศนาเหล่านี้
ภายในห้องสมุดที่เงียบสงบ มีบัณฑิตหนุ่มรูปงามคนหนึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับการค้นคว้าตำราเก่าคร่ำคร่า เขาอยู่ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย ใบหน้าขาวสะอาดหมดจด ดวงตาคมกริบแต่ฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ตกกระทบใบหน้าของเขา ทำให้ดูราวกับภาพวาด
นี่คือ ซูเหยียน บัณฑิตหนุ่มผู้มีความรู้เป็เลิศ และมีชื่อเสียงด้านการศึกษาเื่ลี้ลับ เหม่ยหลิงจำเขาได้จากที่เสี่ยวชิวเคยเล่าให้ฟัง เธอเดินเข้าไปใกล้ แกล้งทำเป็สนใจตำราที่อยู่ใกล้ๆ
ซูเหยียนเงยหน้าขึ้นจากตำราเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาเห็นเหม่ยหลิงก็ก้มศีรษะทำความเคารพเล็กน้อย "ขออภัยที่รบกวนคุณหนูหลี่"
เหม่ยหลิงยิ้มบางๆ "ไม่เป็ไรหรอกท่านบัณฑิต ข้าเพียงผ่านมาเห็นท่านกำลังตั้งใจศึกษา จึงไม่กล้ารบกวน" เธอชำเลืองมองตำราที่เขากำลังอ่าน "ท่านกำลังศึกษาเื่ใดอยู่หรือ?"
ซูเหยียนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมา "ข้ากำลังค้นคว้าเกี่ยวกับตำนานโบราณที่เล่าขานถึง... สิ่งมีชีวิตในเงามืด ที่เชื่อกันว่าคอยคร่าชีวิตมนุษย์เพื่อดูดโลหิต"
เหม่ยหลิงใจเต้นระรัว เธอรู้ทันทีว่าเขากำลังสืบสวนเื่เดียวกับเธอ "ท่านหมายถึง... มารร้ายดูดโลหิต ที่กำลังเป็ข่าวลืออยู่ในตอนนี้หรือ?"
ซูเหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย "คุณหนูหลี่ก็สนใจเื่นี้ด้วยหรือ? ข้าคิดว่าเื่เช่นนี้ไม่น่าจะอยู่ในความสนใจของสตรีในวัง"
"ข้าแค่สงสัย... และคิดว่าข่าวลือเช่นนี้ไม่ควรถูกมองข้าม" เหม่ยหลิงตอบ พลางใช้ทักษะการอ่านภาษากายของนักสืบ สังเกตแววตาของซูเหยียน เขาไม่ได้พูดปด แต่ดูเหมือนจะมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ และความมุ่งมั่นในการค้นหาความจริงของเขานั้นไม่ธรรมดา
"ข่าวลือไม่ใช่เื่ไร้สาระเสมอไป หากมันเกิดขึ้นซ้ำๆ ย่อมมีเค้าความจริง" เหม่ยหลิงเอ่ยต่อ "ท่านบัณฑิตมีความคิดเห็นอย่างไรกับเื่นี้? ท่านเชื่อในมารร้ายดูดโลหิตเ่าั้จริงๆ หรือ?"
ซูเหยียนมองลึกเข้ามาในดวงตาของเหม่ยหลิง "ข้าเชื่อในหลักฐานและเหตุผล หากมีผู้เสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติและมีรูปแบบซ้ำซากเช่นนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุ และผู้กระทำ ไม่ว่าจะเรียกมันว่ามารร้ายหรือสิ่งใดก็ตาม หน้าที่ของข้าคือการค้นหาความจริง และเปิดโปงมัน" น้ำเสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและคุณธรรม
เหม่ยหลิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย บัณฑิตหนุ่มผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่รูปโฉม แต่ยังมีสติปัญญาและความกล้าหาญที่หาได้ยากในยุคสมัยนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะได้เจอ พันธมิตรคนแรก ในการไขปริศนาแห่งราชวงศ์ฮั่นแล้ว
"ข้าก็คิดเช่นนั้น" เหม่ยหลิงกล่าว "หากท่านบัณฑิต้าความช่วยเหลือในการสืบหาความจริง ข้าก็ยินดีที่จะเป็ผู้ช่วย"
ซูเหยียนเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้คาดคิดว่าคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีใหญ่จะกล้าเสนอตัวเช่นนี้ แววตาของหญิงสาวตรงหน้าเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและจิตใจที่มุ่งมั่น ไม่เหมือนสตรีทั่วไปในยุคนี้เลยแม้แต่น้อย
"เช่นนั้น... ข้าน้อยต้องขอรบกวนคุณหนูแล้ว" ซูเหยียนกล่าวพลางโค้งศีรษะเล็กน้อยในเชิงยอมรับ
นี่คือจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันระหว่างนักสืบสาวจากยุคปัจจุบัน กับบัณฑิตหนุ่มผู้มุ่งมั่นในราชวงศ์ฮั่น พวกเขากำลังจะก้าวเข้าสู่เงามืดที่ซ่อนอยู่เื้ัความงดงามของวังหลวง และเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามา