61 - เตรียมพร้อมรบ
วันนี้เมืองอควอเทียก็ยังคงครึกครื้นหนาแน่นไปด้วยฝูงคนไม่หวาดไม่ไหวแต่ทั้งหมดนั้นพวกเขาต่างเป็นนักผจญภัยที่เดินทางมาจากทวีปนี้ ผู้ที่ต้องข้ามทะเลมานั้นไม่อาจข้ามมาได้เพราะเจ้าคราเคนมันค่อยๆเริ่มขยายอาณาเขตของมันผู้จะเดินทางมาจำเป็นต้องมาทางอากาศด้วยเรือบินเท่านั้น กระนั้นก็ยังมีคนรักตัวกลัวตายไม่กล้ามา
หนวดของคราเคนนั้นอันตรายนัก หากมันสัมผัสถึงพลังสิ่งมีชีวิตหรือพลังเวทย์เช่นเดียวกับเรือเดินสมุทรไปยังแอตแลนติสมันคงพุ่งทำร้ายจากท้องทะเลคงไม่แคล้วตายอย่างอนาถกลายเป็นอาหารมัน
หากจะเดินทางมาทางอากาศคงต้องบินเหนือเมฆและพุ่งด้วยความเร็วจนไม่สามารถต้านทานได้
สิ่งมีชีวิตที่ทำเช่นนั้นได้คงมีเพียงเหล่ามังกร
ทว่าเหล่ามังกรส่วนใหญ่ไม่ผูกมิตรกับมนุษย์หรือพวกต่างเผ่าจึงตัดไปได้เลยว่าพวกเขาจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย
ทว่า...
วันนี้ทั่วทุกสารทิศเป็นอันต้องตกใจเมื่อพวกเขาได้เห็น 1 ใน 4ราชันย์มังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ตามจับตัวได้ยากเป็นอันดับสองรองจากราชันย์มังกรแห่งความมืด[ราชนัย์มังกรแห่งแสงสว่าง]พี่ใหญ่ของเหล่าราชันย์มังกรกำลังมุ่งหน้าไปสถานที่แห่งหนึ่ง
ไปยัง...เมืองอควอเทีย
ทว่าระหว่างผ่านทางนั้นมังกรแห่งแสงสว่างกลับเห็นอะไรบางอย่างเข้า...
ณ ลานฝึกของเหล่าทหารประจำเมืองอควอเทียเต็มไปด้วยผู้คนยืนขวักไขว่เต็มไปหมดทุกคนต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อร่วมสงคราม ส่วนใหญ่เป็นนักผจญภัยระดับ A-B และมี S ส่วนน้อยประปรายกันไป เหตุผลที่ทุกคนมาต่างก็เพื่อโค่นล้มคราเคน
ทำไมทุกคนต้องมายังเมืองอควอเทียแทนที่จะไปเมืองหลวงแทนนั่นก็เพราะว่าเส้นทางสายหลักลงไปยังแอตแลนติสนั้นอยู่ที่เมืองนี้เมืองหลวงห้อมล้อมไปด้วยภูเขาและน้ำวนเชี่ยวกราด
ที่นี่จึงสุ่มเสี่ยงต่อการโดนบุกรุกเป็นที่แรก...
เหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนทำเพื่อปกป้องเมืองตนเอง หลายคนเดินทางมาเพื่ออยากปกป้องครอบครัวหรือเมืองของตนเองด้วยใจจริง
แต่ก็มีบางส่วนก็อยากมาร่วมเพียงเพื่อต้องการเพิ่มชื่อเสียงของตน
บ้างก็เห็นว่าอาจจะเป็นโอกาสหาเงิน
มาร่วมแล้วมีชีวิตรอดออกไปอย่างน้อยก็ยังมีเรื่องโม้ได้ว่าตนรอดจากคราเคนตัวมหันตภัยนั่นได้อย่างไรล่ะ!!จงนับถือเสียสิ!! ประมาณนั้น....
....
และสิ่งที่หลายคนคิดเช่นนั้นก็ต้องดับลงภายในเวลาไม่นาน
“องค์ชายเจตต์เสด็จ!!!!!”
เสียงนั่นทำให้ทุกคนต่างรีบจัดแถวยืนมองด้านบนเป็นตาเดียวกัน บนลานเวทีสูงเหนือพวกเขาบนนั้นคือว่าที่กษัตริย์ ผู้นำของเหล่าไลท์เอลฟ์และดาร์คเอลฟ์ผู้นำของเหล่าดรายแอด และคนที่หลายคนจ้องมองคือชายหนุ่มสวมหน้ากากสีขาวเต็มหน้าแต่ผมสีน้ำเงินนั่นไม่ว่าใครต่างก็พากันซุบซิบกัน ผู้ที่มีผมสีนั้นมีเพียงผู้เดียว
ผู้ที่ได้รับเลือดของราชันย์ไลแคนสีคราม!!
เจตต์เข้าไปพูดคุยกับกิลด์มาสเตอร์ประจำเมืองอควอเทียเขาพยักหน้าก่อนจะก้าวออกมา
“ในฐานะกิลด์มาสเตอร์ของเมืองอควอเทีย ข้าต้องขอกล่าวขอบคุณพวกเจ้าทุกคนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อร่วมสงครามครั้งนี้อย่างใจจริงแม้ว่าในยามนี้เจ้าคราเคนอาจจะยังไม่ก่อความวุ่นวายก็ตาม...แต่ในภาคหน้าอาจจะเหมือนอดีตที่หลายอาณาจักรต้องสิ้นซากไปเพราะมันในยามนี้เทพธิดาฮาเมลไม่อยู่แล้ว ดังนั้นเราก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้มันลำพองใจควรจัดการมันให้สิ้นซากไปเสีย พวกเราจะต้องมีชัยเหนือมัน!!!เจ้ามหันตภัยร้ายแห่งท้องทะเลจะต้องสิ้นชื่อภายในยุคนี้!!!!”
“โอ้—!!!!!”
“เสแสร้ง...” เดฟไกส์พึมพำ
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าในกลุ่มพวกนั้นหลายต่อหลายคนมาเพื่ออะไร เจตต์เองก็พยักหน้ารับเช่นกัน
“แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็จำเป็นที่จะต้องคัดเลือกคนที่เหมาะสมจะมาร่วมสงครามครั้งนี้”กิลด์มาสเตอร์ของเมืองหลวงก้าวออกมา“จริงอยู่ที่พวกเราดีใจนักที่พวกเจ้าทุกคนเสี่ยงชีวิตเดินทางมาแต่พวกเราก็อยากให้สงครามครั้งนี้มีการสูญเสียน้อยที่สุดเราจึงคิดที่จะคัดเลือกคนมาร่วมด้วย”
เมื่อพูดเช่นนั้นเหล่านักผจญภัยต่างก็พากันฮือฮากันยกใหญ่สำหรับทหารแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องเขารับการคัดเลือกเพราะพวกเขาต้องร่วมรบเป็นทุนเดิมทว่ากับนักผจญภัยนั้นต่างกัน
“สำหรับนักผจญภัยระดับ S พวกเจ้าไม่ต้องรับการคัดเลือก แยกตัวออกมาด้านหน้าเสีย”นาซิล(กิลด์มาสเตอร์เมืองอควอเทีย)เอ่ย
สิ้นคำเหล่านักผจญภัยระดับ S ต่างก้าวออกมาด้านหน้า
“หลังจากนี้ข้าจะขอแนะนำผู้นำในสงครามครั้งนี้...” เจตต์ผายมือไปอีกทาง“ราชันย์ไลแคนสีคราม ผู้นำของเหล่าไลท์เอลฟ์ และดาร์คเอลฟ์ต่างก็จะร่วมด้วยเช่นกัน”สิ้นเสียงสีหน้าทุกคนแสดงถึงความหวังได้เป็นอย่างดี
“และกลุ่มนักผจญภัยที่ได้รับการคัดเลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...”
เขาภายมือไปด้านข้าง ผู้ที่เดินขึ้นมาเป็นคนแรกคือคือสเตลล่า‚ชิอินะ‚ ฟีเร‚ ไลรอน‚ อายาโกะ และพริสทีน ทุกคนต่างก็ฮือฮาตรงสาวผมเงินเสียมากกว่าหลายคนใจชื้นกับสงครามนี่เล็กน้อย
“ห้าคนแรกพวกเขาระดับ S ดังนั้นพวกเจ้าจงไว้ใจ...ในขณะที่พริสทีนอยู่ในระดับ SSS ดังนั้นการคัดเลือกของนางคือที่สุด...”เจตต์อธิบาย
“!!!!!!!!!!!!!!!!”
เมื่อพูดถึงระดับของพริสทีนนั้นยิ่งสร้างความฮือฮาหนักกว่าเดิมระดับของเธอคือ [ตำนาน] เชียวนะ!!!
ระดับตำนานที่ไม่มีใครสามารถเหยียบถึงเลยสักคนเดียว!!!
“อะแฮ่ม” พริสทีนกระแอมไอเล็กๆ ก่อนยิ้มให้น้อยๆ“ถ้ายังไงก็ขอฝากตัวด้วยนะคะทุกคน”
แม้จะดูปกติ แท้จริงแล้วในใจเธอกลัวมากปริมาณคนเยอะเกินไปจนแอบประหม่าไม่น้อย
และด้วยความเคยชิน... จึงขยับไปชิดเดฟไกส์ที่เธอลืมไปเสียสนิทว่าเขาตอนนี้อยู่ในฐานะไลแคนสีคราม
ทำเอาเพื่อนๆนอกจากสเตลล่าและอายาโกะสงสัยไม่น้อยเทียร่าเห็นแบบนั้นก็แอบยิ้มด้วยความปลื้มปริ่มในที่สุดความสัมพันธ์ก็เริ่มพัฒนาขึ้นแล้วในฐานะแม่นมและมือขวาคนสนิทนั้นปลาบปลื้มเหลือจะกล่าว
เดฟไกส์เองก็ไม่พูดอะไร ปล่อยให้หล่อนเกาะเขาไปอย่างนั้น
อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้คนอื่นรู้...
ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นของใคร
“อ เอาเป็นว่าฉันขอไม่คัดเลือกจากการต่อสู้นะคะหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม เพราะเราไม่มั่นใจว่ามันจะเริ่มอาละวาดตอนไหนเราจะคัดเลือกจากพลังและความตั้งใจค่ะ ฉันต้องการให้ทุกคนตรวจวัดพลังว่าใครกันที่สามารถเข้าร่วมได้ซึ่งนั่นเป็นอุปกรณ์ที่ฉันกับพวกน้องชายประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อการร่วมรบค่ะ”
จริงๆแล้วก็ได้ไนกีและพระเจ้าท่านช่วยด้วยล่ะนะ แต่ใครจะกล้าบอกกลัวหาว่าแอบอ้างอ่ะ...
พูดจบเมล่อน(พนักงานสาวประจำกิลด์อควอเทีย)ก็เข็นลูกแก้วที่วางอยู่บนแท่นบางอย่างออกมา
“ค่าตัวเลขของพลังพวกคุณทุกคนจะแสดงออกมาบนลูกแก้วใครมีค่าพลังต่ำกว่า B ตามที่พวกฉันตั้งค่าเอาไว้ก็จะถูกคัดออกและถูกส่งกลับไปยังเมืองของท่านค่ะซึ่งมันไม่เกี่ยวกับระดับของนักผจญภัยที่ทุกคนมีมันเกี่ยวกับค่าความแข็งแรงของร่างกาย พละกำลัง และพลังเวทย์ค่ะ”
พริสทีนยังไงก็ยังคงเป็นพริสทีน หวาดกลัวที่จะเห็นคนตายอีกครั้งส่วนใหญ่ที่เธอฆ่าคือพวกมอนสเตอร์
แต่กับมนุษย์....แทบนับได้หยิบมือด้วยซ้ำว่าเธอฆ่าใครไปแล้วบ้าง
เพราะงั้นเจ้าสงครามนี่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีคนเสี่ยงชีวิตน้อยที่สุดจึงร้องขอพระเจ้าและไนกีว่าจะมีทางไหนสามารถช่วยได้บ้างฟังดูอาจโลกสวยแต่ก็เพราะความกลัวล้วนๆแค่เห็นคนตายหรือพวกโครงกระดูกวิญญาณก็แทบจะเป็นลมหรือไม่มีสติด้วยซ้ำถ้าไม่ใช่ว่าตลอดการเดินทางมีอายาโกะกับเดฟไกส์ช่วยขนาดตอนสู้กับอิรินาเองก็พยายามที่จะไม่ให้มีคนตายด้วยซ้ำ
ยังไงก็ตามทีหากว่าใครมีดวงที่ต้องตายในสงครามครั้งนี้เธอก็จะไม่ขัดขวางอะไรแต่ขอให้ลูกแก้วแสดงผลอยู่ในระดับ B ส่วนระดับ A นั้นคือผู้รอดชีวิตปลอดภัย
นั่นเป็นหนึ่งสิ่งที่หวังผลจากลูกแก้วนี่ อีกสิ่งคือคัดเลือกพลังในการทำสงครามยังไงก็ต้องการผู้ที่แข็งแกร่งในสงครามนี้เพื่อให้จบเรื่องโดยเร็ว
“อ่ะ แต่ถ้าเกิดทุกคนอยากอยู่ต่อก็ได้นะคะแต่จะได้อยู่บนบกคอยปกป้องทุกคนในเมืองแทนก็ได้นะคะ”
ยังไงสงครามก็ต้องเกิดเหนือท้องทะเลจำต้องยืมมือเหล่าเงือกหรืออุปกรณ์ที่ทำให้หายใจในน้ำหรือสามารถเดินบนน้ำได้คราเคนนั้นตัวใหญ่ มีครึ่งล่างเป็นหนวดหมึก หากเป็นมือสมัครเล่นคงหนีไม่พ้น....ดังนั้นการอยู่บนบกคอยปกป้องชาวบ้านจากผลกระทบนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำเช่นกัน
“ไม่ดีรึไง...” เดฟไกส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนทำให้นักผจญภัยผงะไปพอควร“รอดตายกลับบ้าน ไม่ต้องร่วมสงคราม นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ไม่ใช่รึหรือว่า....ที่อยากอยู่ เพื่อเหตุผลอื่น...”
พวกแอบหวังผลบางส่วนแอบชะงักกัน
“ล แล้วน้องชายของท่านเป็นใครล่ะ!!!! จะมั่นใจได้ยังไงว่าปลอดภัย!!”ยังมีคนใจกล้าถามออกมา
แต่นั่นก็ทำให้หลายคนสงสัยได้เป็นอย่างดี
น้องชายที่นางกล่าวคือใคร?
ทำไมถึงสร้างของพวกนี้ขึ้นได้?
‘เป็นพวกข้า’
เฮือก!!!!!น้ำเสียงที่เหมือนหยอกล้อกับราบเรียบจากคนสองคนทำให้บรรยากาศโดยรอบอึดอัดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อร่างสองร่างปรากฏขึ้นมาจากข้างหลัง ชายหนุ่มผมดำยาวและชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงชี้ฟูนั่นทว่าดวงตาที่จ้องมองพวกเขานั่นหวาดกลัวยิ่งกว่าอะไร
ดูยังไงก็ไม่สบอารมณ์อยู่ชัดๆ!!!
“พริสทีน...” เจตต์เรียก “ถ้ายังไงช่วยแนะนำสองคนนั้นได้หรือไม่?”
เพราะไม่ใช่แค่เขาที่ไม่รู้จัก ผู้นำเอลฟ์ทั้งสองและคนอื่นๆเองก็ไม่รู้จักเช่นกันพริสทีนเลยพยักหน้าก่อนผายมือไปทางเอลล์
“ทางนี้คือเอลล์ ราชันย์มังกรแห่งเปลวเพลิง” ก่อนผายมือไปทางเคออส“ส่วนนี่คือเคออส ราชันย์มังกรแห่งความมืด พวกเขาคือน้องชายของฉันค่ะ”
คำตอบนั่นทำให้พวกที่คิดจะดื้อดึงอยู่เป็นอันหน้าซีด เอลล์ยังพอว่าแต่นั่นราชันย์มังกรแห่งความมืด หรือราชันย์มังกรแห่งการทำลายล้างเลยนะ!!!!!ขนาดน้องชายเป็นราชันย์มังกร พี่สาวนอกจากมีผมสีเงินเองก็เป็นนักผจญภัยระดับ SSS อีกใครคิดจะกล้าเถียงเมื่อคู่รีบเก็บคำทำตัวเป็นเด็กดีแทบจะทันที!!!
“เคออส ติดต่อมาเอลได้มั้ย?”
พริสทีนกล่าวถึงน้องชายคนเล็กของเธอ ราชันย์มังกรวารีชายหนุ่มส่ายหัวไปมา ทั้งเขาและเอลล์ต่างก็พยายามสื่อจิตถึงน้องชายครั้นจะให้เคออสหายเข้าเงาไปหาก็ไม่ได้เพราะเขาไม่สามารถหายใจในน้ำได้ ครั้นจะใช้เงาโผล่ไปหาก็ทำไม่ได้มาเอลตอนนี้นั้นอ่อนแอนักแถมยังอยู่ในอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ความมืดเช่นเขาจึงไม่สามารถไปหาได้...
นั่นล่ะคือสาเหตุที่ทำให้มังกรทั้งสองตนหงุดหงิด
และพริสทีนก็เริ่มหงุดหงิดตาม
“ไ-อใครหน้าไหนกันที่บังอาจแกล้งมาเอล... อย่าให้ข้ารู้เชียวนะ!!!!!”เอลล์แทบพ่นเปลวไฟออกจากปาก
เสียงตะคอกนั่นทำเอาหลายคนสะดุ้งไปตามๆกัน
“ใจเย็นเอลล์... ใจเย็น....เก็บความโมโหนั่นไว้ระบายใส่เจ้าคราเคนนั่น...” เคออสเหมือนปลอบพี่ชายตนแต่ไม่เลย...
....
“เอาล่ะ เริ่มทดสอบเถอะ” เจตต์รีบประกาศ
เหล่านักผจญภัยทุกคนต่างเข้าแถวออกมาจับลูกแก้ว ใครได้ A บางส่วนโล่งบางส่วนก็แอบกลัวแต่ก็ท่องไว้ว่าพวกเขานั้นยังมีพริสทีนกับราชันย์มังกรช่วยหนุนหลังอยู่อาจจะรอดชีวิตกลับไปได้ ส่วนผู้ B ก็มีทั้งโล่งใจและเสียใจเช่นกันซึ่งผู้ที่ได้ B นั้นพริสทีนได้แต่ขอโทษในใจพวกเขามีความสามารถ แต่ดวงชะตาคือต้องสิ้นสุดในสงครามนี้
หารู้ไม่ว่าบางส่วนที่หมายมีชื่อเสียงจากการร่วมรบครั้งนี้และออกมาจับได้B นั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะกลับไปโม้ให้ใครฟัง...
สำหรับผู้ได้ C หรือต่ำกว่านั้นบางส่วนยังคงอยากช่วยเหลือจึงเลือกที่จะอยู่ต่อไปแม้ว่าจะได้อยู่บนบกก็อาจจะช่วยอะไรบ้างไม่มากก็น้อย
“เป็นไงบ้าง”
อิรินาที่พึ่งเดินทางกลับมาหลังจากมาขอร่วมรบไปเมื่อวันก่อนก่อนกลับไปทางฝั่งปีศาจอีกครั้งวันนี้เธอมาพร้อมพวกกองทัพแฟรงเกนสไตน์ที่ดัดแปลงขึ้นมาเพื่อมาร่วมรบกลางทะเลในครั้งนี้
ที่เธอเดินทางข้ามทะเลจากแดนปีศาจมาที่นี่ได้ก็คงต้องขอบคุณเจ้าแฟรงเกนสไตน์ตัวหนึ่งที่มีความสามารถในการบินในระดับเหนือก้อนเมฆได้
นี่ล่ะความน่ากลัวของวิทยาศาสตร์
และเจ้าพวกที่เธอพามาก็เป็นพวกบินได้หรือเดินทางบนน้ำได้
“ก็อย่างที่เห็นแหล่ะจ้ะ มีปัญหาเล็กน้อยแต่ก็คุยกันได้แล้วล่ะ...” ถึงอย่างนั้นก็แอบคิดในใจว่าเหมือนข่มขู่มากกว่าคุย...“ทางฝั่งอิรินาล่ะ?”
อิรนาส่ายหน้า “ด็อกเตอร์ตอนนี้ปลอดภัยดี ข้าคืนชีพได้แล้วกางบาเรียป้องกันไว้แล้ว... และก็พวกชาวปีศาจก็จัดการเปิดเขตแดนป้องกันไว้แล้วด้วย...ข้าอุตส่าห์ทำให้ด็อกเตอร์กลับมาได้.. ไม่ยอมให้เจ้าคราเคนงี่เง่านั่นมาขวางแน่...”
“งั้นเหรอ ดีแล้วล่ะ”
ไม่นานอายาโกะก็เดินขึ้นมาหาเธอ
“เป็นไงบ้างอายาโกะ?”
มิโกะสาวนิ่งเงียบ “ได้ C น่ะ...”
อย่างน้อยนั่นก็ทำให้สาวผมเงินโล่งใจที่ไม่ใช่ B อย่างน้อยC ไม่ได้ร่วมรบกลางทะเลแต่ก็อยู่บนบกทว่าจากสีหน้าของอายาโกะแล้ว ดูยังไงก็คงอยากร่วมด้วยเป็นแน่ แต่ถึงจะปลดโซ่ตรวนอันใหญ่ไปแล้ว
เธอก็ยังไม่มีพลังมากพอจะร่วมด้วย...
“ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย...”
“อายาโก—”
ไม่ทันที่พริสทีนจะเอ่ยคำปลอบก็รู้สึกว่ามีเงาขนาดใหญ่ปกคลุมสร้างความตื่นตระหนกให้ทุกคนทันที เมื่อเงยหน้ามองเจ้าของเงานั่นคือร่างของมังกรตัวสีขาวขนาดใหญ่มีอัญมณีสีฟ้ากลางหน้าผากบ่งบอกสถานะของเขาได้เป็นอย่างดี และตอนนี้เขากำลังลอยอยู่เหนือทุกคนเพื่อสำรวจเคออสยืนนิ่งแต่ก็จ้องไม่วางตาในขณะที่เอลล์เห็นยิ้มกว้างตะโกนร้องเรียกอีกฝ่ายทันที!
“ท่านพี่ลูเจ!!!!”
มังกรสีขาวบริสุทธิ์หันไปมองตามเสียงของน้องชาย จนสบตาเข้ากับพริสทีนเขายกยิ้มก่อนร่างกลายเป็นไอสีขาวพวยพุ่งลงมาบนลานเวทีท่ามกลางความตกใจของทุกคนก่อนที่ไอสีขาวนั่นจะจับตัวกันเป็นชายหนุ่มรูปงาม ผมสีขาว ดวงตาสีทองและกลางหน้าผากมีอัญมณีสีฟ้าประดับ สวมเสื้อสีขาวขอบทองห่มด้วยผ้าสีขาวพันรอบตัวคล้ายกับชาวโรมันสมัยก่อน...
“ข้า ลูเจ ราชันย์มังกรแห่งแสงสว่างดีใจที่ได้พบท่านพี่ครับ...”
เขากล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนจนทำเอาพริสทีนนิ่งค้างจนเดฟไกส์ต้องกระแอมไอเล็กน้อย
“!!! จ จ้ะ ดีใจที่ได้พบ...นะ...” เสียงเบาเล็กน้อย
“ข้านึกว่าท่านจะไม่มาเสียแล้ว!” เอลล์รีบวิ่งไปหาพี่ใหญ่ของตนเอง“ครั้งล่าสุดที่ติดต่อกันก็เมื่อ 500 ปีก่อนด้วย”
“ขอโทษด้วย พี่ไม่มีเวลาว่างเท่าไหร่ พอทีช่วงนี้ดินแดนเทพนั้นมีปัญหาเล็กน้อยน่ะ...”
“ปัญหาอะไร....” เคออสเอ่ยถาม
“.....เผ่าวิหคคิดอยากเป็นเทพจนก่อจลาจล”
คำพูดนั่นทำให้พวกพริสทีนหันมามองเขาอย่างพร้อมเพรียงไม่เว้นแม้แต่เจตต์ พอนึกถึงเรื่องอดีตก็ทำเอาเขาแอบหงุดหงิดพอสมควร
“แล้วน้องจัดการยังไงล่ะลูเจ?”
“ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับท่านพี่บนแดนเวหาตอนนี้กำลังจัดระเบียบกันใหม่ หากใครคิดเช่นนั้นอีกโทษคงอยู่ไม่สู้ตาย”เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แต่สิ่งที่พูด...ค่อนข้างขัดกันเล็กน้อย อย่างน้อยก็รู้อย่างหนึ่งว่าไม่ควรเป็นศัตรูด้วยแน่นอน!!
ราชันย์มังกรแห่งแสงสว่างขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่อ่อนโยนที่สุดไม่เคยโกรธใครกลับพูดเช่นนี้ออกมาแสดงว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงแน่นอน ทั้งเอลล์กับเคออสแอบสงสารเจ้าพวกงี่เง่าพวกนั้นที่คิดจะหาเรื่องให้พี่ชายคนโตของพวกเขาโกรธคงจบไม่สวยอย่างที่ว่าไว้เป็นแน่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เขาเป็นคนห่วงคนในครอบครัวมาก
ตอนรู้ว่าพริสทีนตื่นแล้วแล้วจากเคออสเขาก็แทบอยากไปหาแต่ก็ไม่สามารถไปได้เพราะติดงาน แถมพอรู้ว่าเดฟไกส์มาเกาะแกะก็หงุดหงิดจนคนสนิทหลายคนแอบขนลุกไปไม่น้อย
ไม่ใช่ห่วงอย่างเดียว น่าจะหวงมากๆของมากๆด้วย!!!
เพราะงั้นพวกที่ทำร้ายมาเอลที่เป็นน้องคนเล็กด้วยแล้วคงไม่รอดจากความพิโรธของราชันย์มังกรแห่งแสงเป็นแน่
“ตอนนี้ที่เราปิดเส้นทางการขึ้นไปแดนเวหาของเผ่าวิหคและเหล่าทวยเทพนั้นก็เพื่อจัดการระเบียบและกวาดล้างพวกนั้นตามที่ต่างๆอยู่ครับและดูเหมือน...จะมีบางส่วนหนีไปแดนใต้มหาสมุทรและข้าได้ยินเรื่องคราเคนที่ตื่นอีกครั้งข้าจึงมาขอร่วมด้วย ได้หรือไม่ครับท่านพี่”
“ได้อยู่แล้วล่ะ” พริสทีนพยักหน้าเล็กน้อยนั่นคือสาเหตุที่ไม่สามารถเดินทางขึ้นไปสำรวจที่นั่นได้ระหว่างที่เธอเดินทางอยู่นั่นเอง
“!! จริงสิ!!! ลูเจ พี่ขอเลือดของน้องให้อายาโกะหน่อยได้มั้ย?”
“ได้ทันทีเลยครับ~” กล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
แต่คือปาดข้อมือตัวเองจนเลือดพุ่งแล้ว—!!!!!!
“!!!!!!!!!!!!!”
ผู้คนแถวนั้นตื่นตระหนกกันยกใหญ่ พริสทีนก็รีบเข้ามารักษาจนแผลปิดก่อนจะวุ่นวายไปมากกว่านี้และทำการดุ(?)น้องชายที่ยังคงเอาแต่ยิ้มไม่หยุด
“นี่เคออส เจ้าว่าท่านพี่ลูเจเป็นมะ”
“เป็น...?”
“นั่นน่ะ ที่ท่านแม่เคยแอบถอนหายใจพูดบ่อยๆ อะไรนะ เอ็มๆนี่แหล่ะ”
“อ้อ....” เคออสพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ว่าเจ้า M ที่เอลล์พูดถึงคือ M ที่ย่อมาจากMasochist แน่นอน...
พอพริสทีนดุเสร็จก็ทำการเล่าเหตุผลเรื่องขอเลือดก่อนอีกฝ่ายจะทำการปาดข้อมือตัวเองอีกครั้ง
“เจ้าสิ่งที่ไว้ใช้ผนึกนั่นคงเป็นสิ่งที่โดนขโมยมาจากอาณาจักรเวลาครับผมตามหามานานแล้ว ไม่คิดว่าพอจะเจอก็ปรากฏว่ามันโดนใช้ไปซะแล้ว น่าปวดหัวเสียจริงเจ้าพวกไร้สมองพวกนั้น...”
“ยังไงก็เลือดหน่อยนะ แค่หยดเดียวพอ เข้าใจนะ!”
“ได้แน่นอนครับ ถึงจะเสียดายที่ไม่โดนท่านพี่ดุก็ไม่เป็นไร”
เดี๋ยว นี่ชอบให้ฉันดุเหรอ—!!!!?? พริสทีนโวยวายในใจ
“ขอบคุณค่ะ!!! ขอบคุณมากๆ!!!” อายาโกะรีบโค้งปะหลกๆและยื่นดาบให้เขาทันที
ลูเจกำมือเพื่อให้เล็บตนเองจิกเข้าเนื้อจนเลือดหยดใส่ดาบยาวของเธอก่อนจะรักษาบาดแผลของตนเองคราวนี้พลังของทามาโมะแผ่ออกมาจากดาบใหญ่นั่นมากยิ่งขึ้นจนหลายๆคนเริ่มรู้สึกได้
ไม่นาน...เจ้าจิ้งจอกเก้าหางก็ออกมาจากดาบในร่างมนุษย์ และในครั้งนี้ผู้คนรอบข้างสังเกตเห็นเขาแล้ว!
“ทามาโมะ รู้สึกยังไงบ้าง”
“พลังของข้าค่อยๆกลับมาแล้ว... ก็น่าจะส่งผลถึงเจ้าเช่นกัน...อายาโกะ เจ้าลองไปสัมผัสลูกแก้วนั่นอีกครั้งเถอะ...”
มิโกะสาวพยักหน้าและรีบลงไปแตะลูกแก้วใหม่ผลคือเธอได้ A ทำให้สามารถเข้าร่วมรบได้!!!
“ไชโย!!! ฉันได้ไปร่วมสู้แล้ว!!!” เธอตะโกนด้วยความดีใจ
ท่าทางนั่นทำเอาพวกพริสทีนแอบขำไม่น้อย
“จริงสิท่านพี่ ข้ามีข่าวจะมาบอกท่านอีกเรื่อง”
“หืม?”
“ระหว่างข้าเดินทางมาที่นี่หลังจากออกตามหาพวกกบฏนั่นข้าได้พบกับบางอย่างที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เหนือมหาสมุทรกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งและมุ่งหน้ามายังเมืองที่ใกล้ที่สุดแถบนี้”
ทุกคนที่อยู่ด้านบนต่างก็นิ่งเงียบอีกครั้ง เหงื่อไหลอาบหน้าพริสทีนเอ่ยปากถามอย่างยากลำบาก
“นาน...เท่าไหร่”
อย่างน้อย ก็ขอเวลาอีกซักสองถึงสามวันก็ยังดี...
ทว่าคำตอบมันช่างเลวร้าย...
“มันกำลังจะมาถึงเมืองนี้ในวันพรุ่งนี้...”