ตอนที่ 22 : เกมสวมหน้ากาก และความลับในดวงตาเ็า
ความเงียบสงัดภายในหอคัมภีร์ต้องห้ามถูกแทนที่ด้วยความกดดันที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก แสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างขับเน้นให้ร่างระหงของลั่วปิงเยว่ดูราวกับเทพธิดาแห่งขุนเขาหิมะ ทว่าดวงตาหงส์ที่ทอดมองมานั้นกลับเย็นเยียบและลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทรไร้ก้น
"ดูเหมือนว่า... ภาชนะที่ตื่นจากนรก จะเริ่มล่วงรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่แล้วสินะ?"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ทว่าแต่ละถ้อยคำกลับพุ่งเสียบทะลุโสตประสาทราวกับคมมีดน้ำแข็ง อวิ๋นเซียวรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่กระตุกวูบ แต่ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ชายหนุ่มลอบสูดลมหายใจลึก ข่มความเ็ปจาก ตราทัณฑ์์ ที่กลางอกซึ่งเริ่มปะทุความร้อนขึ้นมาอีกครั้งเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายคุกคาม
"ศิษย์พี่หญิงลั่วกล่าววาจาใดกัน ข้าเพียงแค่ศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำที่พลัดหลงเข้ามาหาตำรารักษาอาการาเ็ หาได้เข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของท่านไม่" อวิ๋นเซียวประสานมือคารวะ ท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทว่าดวงตาประดุจพยัคฆ์ซุ่มกลับจ้องมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไม่วางตา
ลั่วปิงเยว่แค่นเสียงขึ้นจมูกบางเบา นางก้าวเดินเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวแผ่ซ่านไอเย็นที่ทำให้ละอองฝุ่นในอากาศจับตัวเป็เกล็ดน้ำแข็ง "ต่อหน้าข้า เ้ายังคิดสวมหน้ากากเป็คนโง่งมอยู่อีกหรือ? กลิ่นอายอสนีบาต์ที่ติดอยู่บนตัวเ้า แม้เ้าจะใช้เศษถ่านอำพรางเส้นผม หรือใช้เคล็ดวิชาลบล้างร่องรอย ทว่า 'ราคา' ของการฝืนยืมพลังข้ามขอบเขต หาใช่สิ่งที่มดปลวกเช่นเ้าจะปกปิดผู้ฝึกตนระดับวิถีแก่นแท้ได้"
คำกล่าวของนางทำให้อวิ๋นเซียวสันหลังเย็นวาบ นางรู้! นางรู้ถึงความผิดปกติของอสนีบาตในสุสานกระบี่ และอาจล่วงรู้ไปถึงความลับของเจดีย์หมื่นวิถี!
ในชั่วพริบตานั้น อวิ๋นเซียวตัดสินใจเดินหมากเสี่ยงตาย เขาแอบโคจร ปราณหลอมภพ ภายในร่างอย่างเงียบงัน ไม่ใช่เพื่อโจมตี แต่เพื่อ 'กลืนกิน' และ 'จำลอง' คลื่นพลังของตนเอง เขากดทับกลิ่นอายอันสูงส่งและเก่าแก่ของอาจารย์เซวียนหยวนิเยว่ที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันเถียนให้จมดิ่งลงไปลึกที่สุด จากนั้นจึงปั้นแต่งปราณแท้ในร่างให้ดูสับสนปั่นป่วนและอ่อนแอ ราวกับผู้ที่เส้นชีพจริญญาใกล้จะแตกสลายจากการรับผลกระทบของสายฟ้า
อึก...!
รสชาติฝาดเฝื่อนของคาวเืพุ่งทะลักขึ้นมาถึงลำคอ การใช้ปราณหลอมภพบิดเบือนสภาวะร่างกายตนเองในขณะที่าเ็สาหัส สร้างความเ็ปราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่สมอง นี่คือราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกจับัั อวิ๋นเซียวแสร้งเซถอยหลังไปครึ่งก้าว หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
ลั่วปิงเยว่หยุดฝีเท้า ห่างจากเขาเพียงสามเชียะ (ประมาณ 1 เมตร) กลิ่นหอมของดอกเหมยเหมันต์โชยมาแตะจมูก นางหรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายกำลังประเมินสภาพที่แท้จริงของเขา ก่อนที่แววตาเ็าจะแปรเปลี่ยนเป็ความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา
"ผู้าุโคุมกฎหอโอสถส่งสุนัขรับใช้ไปตามหาเ้า... ไม่ใช่เพื่อรักษา แต่เพื่อตรวจสอบว่า 'ภาชนะหมายเลขเก้า' ยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่" ลั่วปิงเยว่เอ่ยขึ้นลอยๆ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน "เ้าคงเห็นบัญชีรายชื่อนั่นแล้วสินะ"
"ท่านหมายความว่าอย่างไร..." อวิ๋นเซียวเช็ดคราบเืที่มุมปาก ดวงตาหรี่แคบลง "ท่านรู้เื่นี้? หรือท่านเองก็เป็ส่วนหนึ่งของหมากกระดานนี้?"
"หากข้าเป็ศัตรู เ้าคงกลายเป็รูปสลักน้ำแข็งไปั้แ่ก้าวแรกที่ขยับตัวแล้ว" ลั่วปิงเยว่สะบัดแขนเสื้ออย่างเ็า หันหลังเดินกลับไปทางประตู "จงจำไว้ งานประลองศิษย์สายนอกที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หาใช่เวทีแห่งเกียรติยศหรือโอกาสในการเลื่อนขั้นไม่ แต่มันคือลานเชือด... ผู้ที่ติดสิบอันดับแรก จะถูกส่งเข้าสู่ 'แดนลับต้นกำเนิดโลหิต' ในฐานะกุญแจดอกสุดท้ายเพื่อเปิดค่ายกลหมื่นิญญา... หากเ้าไม่อยากเป็เพียงเครื่องสังเวยที่ถูกสูบเืจนแห้งกรัง ก็จงดิ้นรนเอาชีวิตรอดให้ถึงที่สุดเสียเถิด"
กล่าวจบร่างของสตรีชุดขาวก็กลายเป็ลำแสงสีเงิน พุ่งทะยานหายไปในเงามืดของยามราตรี ทิ้งไว้เพียงเกล็ดน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายหายไป และปริศนาอันหนักอึ้งที่ถาโถมเข้าใส่จิตใจของชายหนุ่ม
อวิ๋นเซียวมองตามทิศทางที่นางจากไป ั์ตาสีรัตติกาลฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก ลั่วปิงเยว่ผู้นี้ช่างเป็ตัวตนที่เต็มไปด้วยปริศนา นางรู้ตื้นลึกหนาบางของแผนการชั่วร้ายในสำนัก แต่กลับเลือกที่จะมาเตือนเขา... นาง้าสิ่งใดกันแน่? หรือนี่จะเป็เพียงการทดสอบเพื่อดูว่าเขาคู่ควรจะเป็ 'หมาก' ที่นางจะหยิบยืมมาต่อกรกับขั้วอำนาจในสำนักหรือไม่?
ชายหนุ่มไม่มีเวลาให้คิดหาคำตอบมากนัก เขาต้องรีบออกจากหอคัมภีร์ก่อนที่ร่องรอยปราณของลั่วปิงเยว่จะดึงดูดยอดฝีมือคนอื่นมา
ครึ่งชั่วยามต่อมา อวิ๋นเซียวเร้นกายกลับมาถึงกระท่อมซอมซ่อของศิษย์สายนอก ท้องฟ้าทิศบูรพาเริ่มปรากฏแสงสีเงินรางๆ บ่งบอกถึงรุ่งอรุณที่กำลังจะมาเยือน ร่างกายของเขาถึงขีดจำกัดแล้ว ความเ็ปจากตราทัณฑ์์และการฝืนใช้ปราณหลอมภพทำให้เส้นใยิญญาของเขาเต้นตุบๆ ราวกับจะปริแตก
เขาลอบเปิดประตูเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องยังคงมืดสลัว ทว่าเสียงกรนของพันซานที่ควรจะดังสนั่นเป็ปกติ กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบแหบพร่า ฟังดูคล้ายกับการท่องมนต์คาถาของชนเผ่าโบราณ
"ซูร์... กาล... มัคฮา... เอนดิก..."
อวิ๋นเซียวชะงักฝีเท้า ความง่วงงุนและเหนื่อยล้าปลิวหายไปในพริบตา เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้เตียงของสหายร่างท้วมอย่างระมัดระวัง พันซานกำลังนอนกระสับกระส่าย เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้าอวบอูม ริมฝีปากที่แห้งผากขยับร่ายคำสาปแช่งในภาษาที่อวิ๋นเซียวไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต มันเป็ภาษาที่เต็มไปด้วยความวิปริตและบ้าคลั่ง เพียงแค่ได้สดับฟังก็ทำให้รู้สึกถึงกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งในอากาศ
ในจังหวะที่พันซานดิ้นรนอย่างหนัก สาบเสื้อที่หลุดลุ่ยก็เปิดอ้าออก เผยให้เห็นแผ่นหลังและหัวไหล่ที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาของอวิ๋นเซียวไว้ คือสัญลักษณ์ประหลาดสีม่วงคล้ำที่ปรากฏอยู่บนิัของสหาย!
มันมีรูปร่างคล้ายดวงตาที่ถูกล้อมรอบด้วยอักขระรูปร่างบิดเบี้ยว รอยประทับนั้นไม่ได้ถูกสักลงด้วยหมึก แต่มันแผ่ไอหมอกสีดำจางๆ ออกมา ราวกับว่ามันสลักลึกลงไปถึงกระดูกและิญญา!
อวิ๋นเซียวขมวดคิ้วแน่น เขายื่นมือออกไปหวังจะััเพื่อตรวจสอบคลื่นพลังของอักขระประหลาดนั้น ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของเขาขยับเข้าไปใกล้ในระยะคืบ...
อ๊ากกกก!!
อวิ๋นเซียวต้องกัดฟันกรอดจนเืซิบเพื่อกลั้นเสียงร้องแห่งความเ็ป ตราทัณฑ์์ บนหน้าอกของเขาปะทุความร้อนทะลุจุดเดือด แสงสีทองแดงอาบย้อมไปด้วยสายฟ้าสีดำแล่นพล่านออกมาทะลุเสื้อผ้า ในขณะเดียวกัน สัญลักษณ์ดวงตาสีม่วงคล้ำบนร่างของพันซานก็เปล่งแสงวาบขึ้นมาตอบรับ!
คลื่นพลังสองสายที่แตกต่าง ทว่ากลับถูกหล่อหลอมด้วยเจตนารมณ์แห่งการเป็ 'เครื่องสังเวย' ที่คล้ายคลึงกัน กำลังเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น!
ดวงตาของอวิ๋นเซียวเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งกระแทกเข้าใส่สติสัมปชัญญะของเขา พันซานไม่ได้โชคดีรอดพ้นจากการลบความทรงจำ และไม่ได้บังเอิญหัวฟาดหินอย่างที่เข้าใจ... สหายผู้ซื่อบื้อของเขา ถูกประทับตราด้วย 'วิชาลับมาร' เพื่อใช้เป็หมากตัวสำคัญในการเปิดแดนลับเช่นเดียวกัน!
พวกเขาตกอยู่ในตาข่ายมรณะที่ถูกถักทอไว้อย่างแยบยล และที่เลวร้ายที่สุดคือพันธสัญญาที่ผูกมัดพวกเขาไว้ กำลังนับถอยหลังสู่ความตายที่ไม่อาจหลีกหนี!