หม่าิเทามองดูสหายที่เป็ถึงอ๋องและยังเป็สามีของสตรีที่เดินเข้าไปในร้านเครื่องประดับ แต่กลับกระทำตนเยี่ยงโจร ไม่ยอมเข้าทางประตูหน้าอย่างองอาจผ่าเผยทั้งยังใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปแอบฟังคนบนหลังคาร้านอีกด้วย
“ข้าไม่เข้าใจท่านเลยจริงๆ” หลังจากบ่นพึมพำอยู่อีกหลายคำเขาก็ตัดสินใจขึ้นรถม้าของตนเองกลับออกไป ทิ้งคนที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ เอาไว้เื้ั
หลิวหรงออกมาตรวจร้านค้าสินเดิมั้แ่่เช้าจนกระทั่งมาถึงร้านเครื่องประดับร้านนี้ซึ่งเป็หนึ่งในร้านที่ใหญ่ที่สุดในความของซูอวี่หรง ก็รู้สึกพึงพอใจในความร่ำรวยและความรอบคอบของตระกูลซูมีทั้งเงินและร้านค้าสำหรับทำเงิน ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วหากไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาผลาญเงินอย่างหน้ามืดตามัวก็ไม่มีวันอดตายอย่างแน่นอน
ในชีวิตก่อนพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเธอทำธุรกิจหลายประเภทจนร่ำรวยพี่ชาย 2 คนรับ่กิจการของฝั่งพ่อ ส่วนเธอก็ลอยตัวสามารถเรียนในสิ่งที่อยากเรียนและทำในสิ่งที่อยากทำ เธอจึงเลือกเรียนการออกแบบเครื่องประดับและทำแบรนด์เครื่องประดับของตัวเอง
ไม่นึกว่าหลังจากตายแล้วมาอยู่ในร่างคนอื่น จะยังมีโอกาสได้สานต่อกิจการเครื่องประดับอีกครั้ง
“เท่าที่ดูสินค้าในร้านก็พอไหว แต่ขาดเอกลักษณ์ และหลายชิ้นก็ดูจะเชยไปหน่อยเดี๋ยวข้าจะออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่ๆ มาให้ คงต้องวานหลงจู๊ส่งให้ช่างของเราช่วยผลิตออกมาด้วยส่วนบัญชีพวกนี้ ข้าขอเก็บกลับไปดูที่บ้านหน่อยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ หวางเฟย” หลงจู๊ซึ่งเป็คนที่ซูฮูหยินส่งมาดูแลจัดการร้านรับคำอย่างนอบน้อม
“ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว ท่านออกไปก่อนเถอะ”
เมื่อหลงจู๊จากไปแล้ว จีหลิงก็ถามขึ้น
“หวางเฟยจะดูแลทั้งร้านผ้าและร้านเครื่องประดับด้วยตนเองจริงหรือเพคะ”ที่ผ่านมาเ้านายของนางไม่เคยแตะต้องหรือเรียนรู้เื่การค้ามาก่อนเลยจะไม่เป็งานหนักเกินไปหรอกหรือ
“จริงสิ ทำไมเหรอ? กลัวข้าจะทำร้านล่มจมหรือยังไง”หลิวหรงหัวเราะเสียงใสอย่างอารมณ์ดี แล้วยังพูดต่อ “เอาน่า...ร้านก็เป็ร้านของข้า ถ้ามันเจ๊งไป ก็แค่เริ่มใหม่ กลัวทำไม”เมื่อพูดจบแล้วยังหัวเราะออกมาอีก แต่นางกำนัลคนสนิททั้งสองมีสีหน้ายิ้มไม่ได้หัวเราะไม่ออก
“ดูพวกเ้าทำหน้าเข้าสิ... ข้าไม่ล้อเล่นแล้วก็ได้พวกเ้าอาจจะยังไม่รู้ว่าเ้านายของพวกเ้ามีความสามารถแฝงที่ยังไม่เคยแสดงออกมา แต่ว่าต่อไปนี้จะได้เห็นแน่ๆ”
หลี่จ้งเหว่ยที่แอบมองพระชายาเอกของตนอยู่บนหลังคารู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาและหูของตนเองซูอวี่หรงน่ะหรือจะพูดจาหยอกล้อหัวเราะกับบ่าวไพร่ ข่าวเื่นางกำนัลในเรือนชุ่ยอิ่งถูกลงโทษอย่างไร้เหตุผลมักเข้าหูของเขาอยู่เสมอไม่เคยมีบ่าวไพร่คนใดทำงานถูกใจนางสักครั้ง กระทั่งสาวใช้ทั้งสองที่ติดตามมาจากบ้านเดิมยังพลอยรับโทสะอันเกรี้ยวกราดอยู่บ่อยครั้ง
แล้วสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้านี้คืออันใดกัน...
หลังจากนั่งฟังนายบ่าวสนทนาเื่ร้านค้าต่างๆ และเื่เรื่อยเปื่อยอื่นๆอีกเกือบเค่อ เขาก็เห็นซูอวี่หรงลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับออกไป
“ก่อนกลับตำหนัก หวางเฟยจะเลือกซื้อสิ่งใดไปมอบให้ท่านอ๋องเสียหน่อยหรือไม่เพคะ”จีเฉียวที่ประคองแขนหลิวหรงอยู่เสนออย่างรู้ใจ พระชายาเอกมักนึกถึงฉางอ๋องอยู่เสมอแม้จะไม่เคยได้เข้าพบเขาสักครั้ง แต่นางก็ไม่เคยย่อท้อต่อการเอาอกเอาใจพระสวามีด้วยสิ่งของมีค่าหรืออาหารชื่อดังที่ต้องส่งไปยังเรือนหลานเทียนจะมีว่างเว้นก็เพียง่ที่นางาเ็สาหัสในครั้งนี้เท่านั้น
“ซื้อของ? ของอะไร? ซื้อทำไม? บ้านเขารวยจะตาย มีอะไรที่เขายังต้องให้คนอื่นซื้อให้อีก?”เื่อะไรที่เธอจะต้องเสียเงินให้ผู้ชายที่มีดีแค่หน้าตาแต่ใช้งานไม่ได้ด้วยล่ะ
“เอ่อ...” เมื่อถูกเ้านายสวนกลับมาด้วยถ้อยคำชวนให้สับสนมึนงงจีเฉียวถึงกับตอบไม่ถูก
“ต่อไปพวกเ้าอย่าพูดถึงเขาอีกล่ะ” ได้ยินแล้วเสียอารมณ์ ยิ่งรวมกับความทรงจำร่างเดิมที่มักสรรหาของดีไปประเคนฉางอ๋องคนนั้นไม่รู้ตั้งเท่าไรรวมๆ กันแล้วคงเป็เงินหลายพันตำลึง ไม่ต่างจากการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เสียของจริงๆ
หลี่จ้งเหว่ยมีอาการตกตะลึง ตามด้วยความโกรธที่แล่นขึ้นจากอกจนถึงศีรษะไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วจะได้ยินเื่ของตนออกมาจากปากนางจนได้แต่กลับเป็เื่ที่ฟังแล้วไม่เข้าหูอย่างยิ่ง นางกล้าดีอย่างไรถึงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเช่นนี้!
ค่ำวันเดียวกันฉางอ๋องเรียกองครักษ์คนสนิทสองคนมาสอบสวนที่ห้องหนังสือ
“เหตุใดข้าจึงไม่รู้ว่าเื่ในตำหนักของข้ากลายเป็เื่สนุกปากของชาวเมืองไปแล้ว”
‘เจี่ยกวาน’องค์รักษ์คนสนิทอีกคนหนึ่งของหลี่จ้งเหว่ยประสานมือคำนับ
“ขอท่านอ๋องทรงอภัยไม่ทราบว่าท่านอ๋องหมายถึงเื่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าจะกล่าวว่าไม่รู้เื่ที่คนลือกันว่าฉางหวางเฟยจิตใจเหี้ยมโหดวางยาฉางหวางเช่อเฟยจนแท้งบุตรหรือ”
เจี่ยกวานผู้เคยชินและด้านชากับชื่อเสียงในแง่ร้ายของพระชายาเอกมาแต่ไหนแต่ไรชนิดที่เื่ความร้ายกาจของนางไม่เคยหายไปจากความสนใจของผู้คนในเมืองหลวงเื่นี้จึงไม่ต่างอะไรจากเื่อื่นๆ ที่ผ่านหูเขามาแล้วนับสิบนับร้อยเื่
“กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้า้ารู้ว่าใครเป็ต้นตอของข่าวลือนี้ สืบมาให้ได้ว่าหลุดจากผู้ใดในตำหนักของข้า!”
“กระหม่อมรับบัญชา”
เมื่อจบเื่หนึ่งแล้ว หลี่จ้งเหว่ยจึงหันไปมองเลี่ยงฮั่นองครักษ์ที่เขาวางไว้ข้างกายซูอวี่หรง
ในห้องหนังสือเกิดความเงียบอยู่หลายอึดใจ เนื่องจากเ้าของห้องไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มต้นถามจากจุดใดดี
“เ้า...มีเื่ใดเกี่ยวกับซูอวี่หรงที่ยังไม่ได้รายงานข้าอีกหรือไม่”
เลี่ยงฮั่นก้มหน้าครุ่นคิด แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่พบว่ามีเื่ใดที่เขาพลาดไป
“ทุกเื่ที่มีปัญหาและเกี่ยวข้องกับหวางเฟยกระหม่อมได้รายงานไปจนสิ้นแล้ว ไม่มีตกหล่นพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จ้งเหว่ยมององครักษ์คนสนิทด้วยสีหน้าอ่านยากเขาถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง
“แล้วเื่ที่เกี่ยวข้องกับข้าเล่า”
เลี่ยงฮั่นพยายามทบทวนความทรงจำอีกครั้ง และมั่นใจว่าั้แ่ที่พระชายาเอกฟื้นขึ้นมาในครั้งนั้นก็หาความเกี่ยวข้องระหว่างนางกับฉางอ๋องไม่ได้อีกเลย
“กระหม่อมยืนยันได้ว่าไม่มีเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าหมายถึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้าเลย?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แม้แต่การเอ่ยถึงข้าด้วยเช่นนั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้หลี่จ้งเหว่ยมององครักษ์คนสนิทด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ พลางพยักหน้าหลายครั้งราวกับอยากจะประชดประชัน
“ดี... ดียิ่งนัก การที่นางไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับข้าเลยนับว่าเป็เื่ดี!”
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากวันที่หลิวหรงออกไปสำรวจร้านค้าสินเดิมที่ได้รับมาจากตระกูลซูเธอก็เก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักเพื่อตรวจบัญชีร้านค้า ออกแบบเครื่องประดับและคิดหาทางทำให้กิจการที่มีอยู่ในมือสร้างกำไรให้ได้มากกว่าที่เป็อยู่
ร้านค้าที่มีอยู่ในมือทำรายได้และกำไรให้ได้เรื่อยๆ ไม่นับว่าแย่แต่ก็ไม่น่าประทับใจเท่าไรอาจเป็เพราะคนงานในร้านทำหน้าที่เท่าที่ทำได้ และเป็การทำการค้าแบบเดิมๆไม่ได้มีการทำตลาดหรือมีไอเดียใหม่ๆ อย่างเช่นการโฆษณาหรือการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ดูเหมือนว่าจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายอย่างแต่คงต้องเป็ค่อยไป
หลังจากทนอุดอู้อยู่ในเรือนมาั้แ่เช้า หลิวหรงก็พานางกำนัลทั้งสองออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายชมสวนในตำหนักฉางอ๋องซึ่งมีอยู่หลายสวนด้วยกัน
ปกติแล้วซูอวี่หรงหรือเ้าของร่างคนเก่าไม่นิยมออกมาเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ใดๆเพราะนางไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น นอกจากคอยจับจ้องว่าวันๆ พระสวามีจะไปเรือนเถาฮวาเวลาไหนและตู้เมิ่งเจี๋ยจะออกมาลอยหน้าลอยตานอกเรือนเวลาใด จะได้ตามไปจิกหัวตบได้ถูก
และไม่รู้ว่าเพราะไม่ได้ส่งคนไปคอยเฝ้าดูคนจากเรือนเถาฮวามานานแล้วหรือเปล่าถึงทำให้วันนี้หลิวหรงต้องมาเผชิญหน้ากับตู้เมิ่งเจี๋ย คนที่เ้าของร่างเดิมเคยปล่อยของใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่ทันตั้งตัว
“คารวะหวางเฟยเพคะ” ตู้เมิ่งเจี๋ยย่อตัวคำนับตามธรรมเนียมใบหน้าที่ดูรวมๆ แล้วอ่อนหวาน แต่ให้ความรู้สึกเศร้าโศกน่าสงสารก้มต่ำ พยายามไม่สบตาคนเบื้องหน้า
“ตามสบายเถอะ เ้าก็ออกมาเดินเล่นเหมือนกันหรือ” หลิวหรงรู้สึกกระดากใจที่จะพูดคุยไต่ถามความเป็ไปของคนตรงหน้าเพราะภาพความทรงจำร้ายๆ ที่ร่างเดิมเคยทำไว้ผุดขึ้นมาเป็ระยะๆ
“เพคะ เมิ่งเจี๋ยขออภัยที่ไม่ทราบว่าหวางเฟยจะเสด็จหากเมิ่งเจี๋ยทราบ...” ทั้งน้ำเสียงและท่าทางหวาดกลัวนั้นทำให้หลิวหรงยิ้มแห้ง
“ไม่ต้องคิดมากหรอก สวนนี้ใครๆ ก็มาเดินเล่นได้ทั้งนั้นเ้าก็เดินเล่นไปเถอะ ส่วนข้าจะไปทางนั้น”
ตู้เมิ่งเจี๋ยมองตามนิ้วมือเรียวขาวที่ชี้ไป ซึ่งเป็เส้นทางไปยังสวนอีกแห่งหนึ่งและหันมามองหน้าพระชายาเอกอย่างแปลกใจ มิใช่ว่านางจะต้องถูกตบจนล้มคว่ำเช่นทุกครั้งหรอกหรือแต่นี่นอกจากจะไม่โดนทำร้ายร่างกายแล้ว พระชายาเอกยังสนทนากับนางราวกับคนที่ไม่เคยมีความโกรธแค้นใดๆต่อกันแม้แต่น้อย
“ขอตัวก่อนนะ” หลิวหรงไม่อยากอยู่เห็นหน้าคนที่เคยถูกร่างนี้ตบซ้ายตบขวา จิกหัวแล้วจับโขกโต๊ะนานๆ จึงรีบเดินสับเท้าออกไปพร้อมกับจีหลิงและจีเฉียว ที่ยืนกลั้นหายใจอย่างลุ้นระทึกเพราะกลัวว่าพระชายาเอกจะก่อเื่ขึ้นมาอีก
ทิ้งให้ตู้เมิ่งเจี๋ยมองตามหลังอย่างใช้ความคิด
หลี่จ้งเหว่ยที่กลับตำหนักมาก่อนเวลา ทันได้เห็นฉากปะทะที่ไม่อาจเรียกว่าเป็การปะทะระหว่างพระชายาเอกและพระชายารองของเขาพอดีหากไม่ได้มาเห็นเองกับตา เขาย่อมไม่มีทางเชื่อว่าสิ่งที่เห็นจะเป็ความจริง
แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็ความจริงกลับเกิดขึ้นติดๆกันหลายครั้งแล้วเช่นนี้ ไม่ยิ่งน่าสงสัยมากขึ้นหรอกหรือ