ฉึก!!!
ศรสายฟ้าปักเข้าที่แผ่นหลังของมันทะลุเข้าหัวใจอย่างแม่นยำ หมีวายุไม่แม้แต่จะรู้ว่ามันนั้นโดนอะไรจนตาย ถึงความเร็วของมันจะมีมาก แต่ปฏิกิริยาโต้ตอบของมันนั้นช้าเกินกว่าศรของ จางฉิงฉวน
ด้วยความเร็วระดับสูงของสายฟ้า ระดับสามรากหญ้าคงไม่คณามือเด็กหนุ่มกระมัง…
“ได้ยินว่าเนื้อหมีวายุนั้นอร่อย อาหารเช้าเอาเป็นหมีย่างแล้วกัน” เด็กหนุ่มเดินไปที่หมีวายุ คำนวณด้วยสายตา แล้วตัดเอาเฉพาะเนื้อที่กินได้ไปเท่านั้น มือข้างที่ถนัดเกิดประกายสายฟ้าขึ้น มันเป็นเทคนิคง่ายๆสำหรับ จางฉิงฉวน
การบีบอัดกระแสลมปราณเคลือบด้วยสายฟ้า และ บังคับมันให้เดินทางในเส้นตรงที่ฝ่ามือ มันจะทำให้ฝ่ามือของ จางฉิงฉวน คมเหมือนใบมีดระดับสูงเลยทีเดียว มันเป็นเทคนิคเฉพาะผู้ที่มีสายเลือดอัสนีหรือผู้ที่สามารถใช้สายฟ้าได้ในระดับสูงเท่านั้น
เทคนิคนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งในเทคนิคของ จางฉิงฉวน เท่านั้น ยังมีเทคนิคอีกมากมายที่ จางฉิงฉวน สามารถทำให้ผู้คนตกตลึงได้
เมื่อได้เนื้อที่ต้องการ จางฉิงฉวน ก็นำพวกมันไปด้วย เขามีพื้นที่เก็บของส่วนตัวเพราะมี เทียนอยู่ด้วย ถึงเทียนจะอยู่ในโหมดจำศีล แต่ จางฉิงฉวน ก็สามารถใช้งานความสามารถของ เทียน ได้บางส่วน เช่น มิติเก็บของ
เดินหาที่นั่งกินอาหารเช้าอยู่นาน ตัดสินใจได้ เด็กหนุ่มก็เริ่มก่อกองไฟด้านข้างลำธาร เพราะการทานอาหารเช้าข้างลำธารมันสะดวกในหลายๆอย่าง จางฉิงฉวน นำเนื้อที่แล่ออกมาแล้วเสียบไม้ย่างมันในทันที
กลิ่นหอมของมันเริ่มดึงดูดเหล่าสัตว์ร้ายต่างๆเข้ามา จางฉิงฉวน เห็นสมควรว่าจะเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ในมิติเก็บของ เนื่องจากระดับพลังของเด็กหนุ่มนั้นเป็นเพียงแค่ขั้นแรกเริ่ม การต่อสู้ติดต่อกันนานๆคงจะลำบากไม่น้อย
คริสตัล หรือ เรียกอีกอย่างว่าแกนพลังชีวิตของอสูร ยิ่งมันมีสีเข็มมากเท่าใด พลังชีวิตของมันก็จะมีมากตามนั้น และ ถ้ามันมีสีเข้มมากเท่าใด มันก็จะให้พลังงานแก่ผู้ฝึกตนมากเท่านั้น สัตว์อสูรหนึ่งดาวหมีวายุ คริสตัลของมันนั้นมีสีค่อนข้างเข้ม
คาดว่า หาก จางฉิงฉวน ซึมซับมันก็จะทำให้เด็กหนุ่มสามารถก้ามข้ามไปอีกระดับหนึ่งได้ในเร็ววันเหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป แต่มันคงเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับเด็กหนุ่ม เพราะสายเลือดอัสนีสวรรค์นั้นยากแท้หยั่งถึง เพียงแค่เลื่อนหนึ่งระดับก็จำเป็นที่จะต้องใช้แกนอสูรระดับหนึ่งจำนวนมหาศาล
ไม่เพียงเท่านั้น การเลื่อนระดับในแต่ละช่วงชั้นจำเป็นที่จะต้องทำตามเงื่อนไขจนครบ แต่ละเงื่อนไขจะมีไม่เหมือนกัน แล้วแต่สถานการณ์ หากอยู่ในสถานการณ์ที่ปกติ เงื่อนไขก็อาจจะง่ายหน่อย
แต่ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย เงื่อนไขมันก็จะเลวร้ายยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่า ยกตัวอย่างเงื่อนไขในชาติก่อน ช่วงนั้นสถานการณ์อยู่ในช่วงสงครามสามเผ่าพันธุ์ ซึ่งระดับพลังของจักรพรรดิสายฟ้ามีเพียงแค่จอมยุทธปฐพีระดับสิบ
ส่วนผู้นำสามเผ่าพันธุ์อยู่ในระดับจอมยุทธนภาระดับหนึ่ง เงื่อนไขในการเลื่อนระดับคือ จักรพรรดิสายฟ้าจักต้องโค่นล้มผู้นำทั้งสามลงให้ได้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท้าทายจักรพรรดิเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเทียน ทำให้จักรพรรดิสามารถโค่นล้มพวกมันลงได้
เด็กหนุ่มเดินทางในเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังเมืองเหวินเฟิง ก่อนจะเข้าเมืองเด็กหนุ่มคิดจะฝึกฝนทักษะวรยุทธของเขาเพิ่มเติมหลังจากที่เขาคิดอย่างรอบคอบแล้ว ภายในตระกูลจาง จางฉิงฉวนมีศัตรูมากมาย แต่ด้วยความช่วยเหลือจากบิดาของเขาซึ่งเป็นผู้นำตระกูล ทำให้เขาอยู่รอดมาได้จนถึงเมื่อวานนี้
หากกลับไปที่ตระกูลก็ไม่แคล้วโดนพวกที่ส่งมือสังหารมาตามรังควานไม่เลิก ดังนั้นขอแค่เพิ่มระดับได้ซักขั้นก็ยังดี เพราะระดับพลังคนในตระกูลเฉลี่ยอยู่ที่ระดับสามรากหญ้ากันส่วนใหญ่ หาก จางฉิงฉวน สามารถเพิ่มระดับให้อยู่ในระดับสองรากหญ้าได้ เขาก็จะสามารถต่อกรกับระดับสามรากหญ้าได้อย่างไม่ยากเย็น
ตระกูลจางแห่งเมืองเหวินเฟิงนั้นเป็นสาขาย่อยของตระกูลจางหลักที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของทวีป เทียบตระกูลหลักจางกับตระกูลอื่นๆที่ดำรงอยู่ในเมืองหลวง นับว่าตระกูลจากมีที่ยืนค่อนข้างดี เพราะมีอัฉริยะถือกำเนิดทุกห้าปี
จางฉิงฉวน เลือกเขตนอกของป่าจตุรอสูรในการฝึกฝนของเขา วันแล้ววันเล่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความชำนาญในการใช้ทักษะของเขาก็มีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การโคจรลมปราณ ขับเคลื่อนลมปราณ หรือ บีบอัดลมปราณ ในตอนนี้ เด็กหนุ่มเพียงแค่คิด มันก็สามารถทำได้เองโดยอัตโนมัติ
ถึงระดับของเขาจะยังไม่เพิ่มขึ้น แต่เด็กหนุ่มก็แน่ใจแล้วว่าทักษะที่เขามีในตอนนี้ จะสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้ายได้
เด็กหนุ่มมุ่งหน้ากลับไปที่เมืองในทันที…
“นั่นนายน้อยตระกูลจางนี่นา รีบไปรายงานท่านผู้นำตระกูลเร็ว พวกเราพบนายน้อยตระกูลจางแล้ว” ทหารยามที่ทำหน้าที่สอดส่องดูคน เข้า-ออก เมือง กล่าวขึ้นเพื่อให้นายทหารที่อยู่ด้านข้างกลับไปรายงานผู้นำตระกูลจาง
“นายน้อย นายน้อยหายไปไหนมาหรือขอรับ พวกข้าออกตามหานายน้อยกันแทบแย่ หากพวกข้าหานายน้อยไม่พบภายในวันนี้ มีหวังพวกข้าได้ไปเฝ้ายมบาลเป็นแน่ โชคดีจริงๆเลยที่พวกเราพบนายน้อยแล้ว” ทหารคนนั้นกล่าวอย่างโล่งอก
“เป็นโชคดีของพวกเจ้าแล้วล่ะที่ข้ากลับมา เจ้าเป็นคนของท่านพ่อใช่มั้ย งั้นเจ้าพาข้าไปหาท่านพ่อหน่อย” จางฉิงฉวนกล่าว
“ใช่แล้วขอรับข้าเป็นคนของนายท่าน ถ้านายน้อยอยากไปหานายท่าน ข้าจะนำทางท่านไปเอง ตอนนี้นายท่านไปตรวจดูผลผลิตอยู่ที่โรงนา เดี่ยวข้าจะนำทางนายน้อยไปที่โรงนาบัดเดี่ยวนี้แหละขอรับ เชิญนายน้อยตามข้ามา”
“ไม่เป็นไรหรอก แล้วท่านพ่อจะกลับมาเพลาใด?” จางฉิงฉวน กล่าวถาม
“การตรวจผลผลิตต้องใช้เวลาพอสมควร คงจะประมาณช่วงเย็นของวันนี้แหละขอรับ”
“งั้นข้ากลับไปรอท่านพ่อที่ตระกูลดีกว่า เอาไว้ท่านพ่อกลับมาถึงตระกูลเมื่อใด เจ้ามารายงานข้าด้วยนะ”
“ขอรับนายน้อย”
จางฉิงฉวน มุ่งหน้ากลับไปที่ตระกูล มองดูสองข้างทางมีแต่คนมองไปที่เด็กหนุ่ม เขาได้ยินเสียงซุบซิบนินทาจากผู้คนในตลาดตลอดสองข้างทาง เด็กหนุ่มทำเพียงแค่เดินผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ตอบโต้อะไร การที่จะไปตอบโต้กับคนพวกนั้น เขาคิดว่ามันเสียเวลาเปล่า
“อ่าวๆ นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็ขยะตระกูลนี่เอง” จางเหม่า ศัตรูตัวแรกของ จางฉิงฉวน มันกล่าวเมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้าตระกูลมา
จางฉิงฉวน หันซ้ายหันขวาแล้วไปหยุดสายตาที่ จางเหม่า แล้วหัวเราะขึ้น…
“เจ้ามองหน้าข้าแล้วหัวเราะทำไม? เจ้าขยะ!!”
“เปล่า!! ข้าแค่อดขำไม่ได้ที่คนแถวนี้กล่าวว่าตัวเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“เป็นแค่ขยะแท้ๆ กลับริอาจยอกย้อนว่าข้าเป็นขยะ ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ขยะอย่างเดียว เจ้ามันไร้การศึกษาด้วย” จางเหม่า กล่าวด้วยโทสะ มันโกรธเป็นอย่างมากที่ จางฉิงฉวน ไปว่ามัน
“ข้าไร้การศึกษาเพราะข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะได้ร่ำเรียน ผิดกับตัวเจ้าที่ได้รับการศึกษาแล้วยังกินหญ้าอยู่เยี่ยงนี้ อาจารย์ของเจ้าไม่ได้สอนเจ้าให้เคารพผู้อาวุโสกว่าหรือไง? หรืออาจารย์ของเจ้ามีความสามารถที่จะสั่งสอนเจ้าไม่เพียงพอ”
“นี่เจ้า!! มันจะมากไปแล้วนะ หากวันนี้ข้าไม่ได้ตีเจ้าจนบาดเจ็บเจียนตาย อย่าเรียกข้าว่าหนึ่งในสิบอัจฉริยะประจำตระกูล” จางเหม่า กล่าวพร้อมกับเดินลมปราณ
“ช้าเป็นบ้า นี่หรือหนึ่งในสิบอัจฉริยะ?!! น่าขันสิ้นดี!!”
จางฉิงฉวน กล่าวพร้อมกับเดินผ่าน จางเหม่า ไป…
อ๊ากกก!!!
ตุบบ!!
ร่างไร้สติของ จางเหม่า ร่วงลงสู่พื้น จางฉิงฉวน เดินผ่านร่างนั้นไปแบบไม่เหลียวไปมอง เขาเดินผ่านห้องต่างๆเพื่อไปที่เรือนพักผ่อนของเขา
ร่างบางของ จางอวี๋ เดินออกจากหลังต้นไม้เพื่อเข้าไปหาร่างของ จางเหม่า …
“เมื่อกี้เขาทำได้ยังไงกันนะ ขนาดตัวเราอยู่ระดับสองรากหญ้ายังมองตามการเคลื่อนไหวของเขาไม่ทัน” นางกล่าวพร้อมกับสลับสายตามอง จางเหม่า กับ จางฉิงฉวน ที่เดินลับตาไปแล้ว