Puppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49

            จะไปมีเรื่องกับคนที่ไม่มีสมองเช่นนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวหน่อย

     

           ถึงแม้ว่าท่าทีเหมือนจะดูมองโลกในแง่ดีแต่ครั้งนี้ท่าทางของต้วนเหล่ยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า“ต้องครั้งนี้นี่แหละ” แต่เมื่อคิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกไม่เป็นธรรมมากอยู่เหมือนกันคนที่แทงเขาจริงๆ แล้วคือใครกัน ตอนนี้ก็ยังหาคนคนนั้นไม่เจอเลยแต่การปะทะกันกับพวกของนายผมเหลืองครั้งก่อนนั้นถ้าต้วนเหล่ยจะเอาเรื่องที่ยังทำไม่สำเร็จครั้งที่แล้วมารวมยอดกับชวีเสี่ยวปอในครั้งนี้มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่คาดไม่ถึงอะไร

     

           ทว่าคิดมากไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ ทั้งยังเปล่าประโยชน์อีกด้วยเพราะถึงยังไงการสร้างขวัญกำลังใจก็ดีกว่าการเปลืองแรงมานั่งพะว้าพะวังเป็นไหนไหน

     

           วันนี้ไม่รู้ว่าเซี่ยเจิงเป็นอะไรไป ในขณะที่ชวีเสี่ยวปอกำลังจะนอนเซี่ยเจิงก็ใช้แขนมาสะกิดชวีเสี่ยวปออย่างไม่เบาแต่ก็ไม่แรงนักจนทำให้ชวีเสี่ยวปอสะดุ้งขึ้นมา และความง่วงก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง

     

           ตอนแรกชวีเสี่ยวปอก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่หลังจากที่เซี่ยเจิงทำซ้ำเช่นนั้นอีกสามรอบเขาก็รู้สึกไม่ค่อยจะพอใจขึ้นมานิดนึงแล้ว

     

           “ทำอะไรเนี่ย? ” ชวีเสี่ยวปอดึงหนังสือที่รองอยู่ใต้คางของเขาออกมาจากนั้นจึงยัดใส่ลิ้นชักไป “เป็นลมบ้าหมูหรือไง? ”

     

           “ไม่นอนแล้วเหรอ? ”สายตาของเซี่ยเจิงไม่ได้มองไปที่ด้านข้างแต่เขากำลังจดโน้ตอยู่อย่างรวดเร็ว

     

           “ฉันจะนอนหลับได้ยังไงล่ะ นี่นายเจตนาใช่ไหมเนี่ย” ชวีเสี่ยวปอกระทุ้งเซี่ยเจิงกลับไปที่หนึ่งแต่เขาไม่ทันได้ยั้งแรงเอาไว้ จึงทำให้บนสมุดที่เซี่ยเจิงกำลังจับปากกาเขียนอยู่เกิดเส้นหยึกหยักที่บิดๆเบี้ยวๆ ขึ้นมาเส้นหนึ่ง

     

           “ขอโทษ !” ชวีเสี่ยวปอรีบพูดขอโทษออกไป

     

           “โหยวเจียให้ฉันควบคุมนาย” เซี่ยเจิงลบเส้นนั้นออกอย่างเงียบๆ“ตั้งใจเรียน”

     

           “อัพเลเวลอีกแล้วเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอนั่งตัวตรงขึ้นมา“เธอไม่ค่อยจะรู้จักฉันดีเท่าไหร่ ถ้าเปลี่ยนเป็นเหลาหม่านะไม่แน่อาจจะไม่มาเสียเวลากับฉันตั้งนานแล้วก็ได้”

     

           “นายคิดว่ามันเสียเวลางั้นเหรอ? ” เซี่ยเจิงหยุดเขียน

     

           “อืมการดูแลใส่ใจนักเรียนที่รั้งท้ายนี่เขียนอยู่ในวิชาบังคับของครูประจำชั้นด้วยหรือเปล่าถึงยังไงฉัน... ” ชวีเสี่ยวปอพูดได้เพียงครึ่งเดียวก็ชะงักไปเพราะเขารู้สึกว่าสายตาที่เซี่ยเจิงมองมาที่เขามันทำให้เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อยแล้วทันใดนั้นคำพูดที่ยังไม่ทันได้พูดออกมาก็เปลี่ยนกลายเป็นความไม่กล้าขึ้นมา

     

           “ถึงยังไงนายก็ไม่คิดที่จะเรียนมหาลัย”เซี่ยเจิงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ใช่ไหม? ”

     

           “ใช่... ไม่ใช่ นายจะทำอะไรกันแน่? ” ถึงแม้ว่าชวีเสี่ยวปอจะหัวช้าแค่ไหนแต่เขาก็รู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของเซี่ยเจิงฟังดูไม่ค่อยพอใจและยิ่งไปกว่านั้นความไม่พอใจนี้ก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุในหัวของเขาคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าคร่าวๆ ดูอีกรอบตัวเขาเองก็ไม่ได้แกล้งเซี่ยเจิงสักหน่อย? หรือว่าเมื่อครู่ที่เขาทำลายข้อความบรรทัดนั้นที่เซี่ยเจิงจดเสร็จแล้วเลยโกรธขึ้นมางั้นเหรอ?ให้ตายเถอะ เซี่ยเจิงก็ไม่เคยใจแคบขนาดนี้มาก่อนนี่

     

           “ไม่ได้จะทำอะไรทั้งนั้นแหละ” เซี่ยเจิงผงะไปครู่หนึ่งแต่เห็นได้ชัดว่ายังกลั้นความโกรธเอาไว้อยู่ ทั้งพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง

     

           “ป่วยเหรอ? ” แล้วจู่ๆชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที “ป่วยก็ไปกินยาซะ”

     

           หลังจากหมดคาบชวีเสี่ยวปอรีบออกจากห้องเรียนไปทันทีเดิมทีเซี่ยเจิงก็อยากจะเรียกเขาไว้อยู่เหมือนกัน แต่พอคิดๆ ดูแล้วก็ช่างมันเถอะ

     

           เซี่ยเจิงก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ว่าตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา

     

           เมื่อก่อนชวีเสี่ยวปอนั่งเหม่อลอยเกือบจะทั้งวันตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่วันนี้กลับไม่รู้ว่าเป็นอะไรขึ้นมา เขาเห็นคำว่า“ดูถูกตัวเองและละทิ้งความก้าวหน้า” คำนี้วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวของชวีเสี่ยวปอแล้วเขาก็รู้สึกทนไม่ได้ขึ้นมา

     

           หรือว่าเป็นเพราะคำพูดของโหยวเจีย?

     

           แต่เซี่ยเจิงรู้สึกว่านิสัยชอบทำอะไรตามใจตัวเองของโหยวเจียก็ยังไม่ได้แพร่เชื้อมายังเขาสักหน่อยและยิ่งไปกว่านั้นประโยคที่ว่า “พวกเธอสองคนต้องก้าวหน้าไปด้วยกัน”ก็ไม่ถึงกับต้องทำให้เขามีท่าทีขนาดนี้ด้วยเช่นกัน

     

           ทว่าเขาเพียงแค่รู้สึกรำคาญ

     

           รำคาญมาก

     

           พอเห็นชวีเสี่ยวปอย้ำอยู่กับที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเองก็รู้สึกรำคาญ

     

           ความรู้สึกนั้นมันเหมือนกับตอนวิ่งหนึ่งพันเมตรบนลู่วิ่งในสนามล้อมรอบไปด้วยเพื่อนนักเรียนทุกคนที่กำลังวิ่งพุ่งตรงเข้าสู่เส้นชัยอย่างสุดกำลังแต่ชวีเสี่ยวปอกลับเดินเล่นอยู่ในสนามอย่างเอื่อยเฉื่อยส่วนเซี่ยเจิงก็อยากที่จะเข้าไปคว้าเขาไว้แล้วพาเขาวิ่งไปพร้อมกัน

     

           ความรู้สึกเช่นนั้นมันเป็นแบบที่ว่า

     

           “ไม่อาจที่จะปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้นคนเดียวได้”

     

           ชวีเสี่ยวปอเข้าห้องเรียนมาในตอนที่กริ่งเข้าเรียนดังขึ้นมาพอดีคุณครูสอนวิชาการเมืองท่านนี้เขาขึ้นชื่อว่าเป็นคนอารมณ์ดี จึงไม่ได้ต่อว่าอะไรเขา

     

           เซี่ยเจิงรู้สึกได้ว่าตอนที่ชวีเสี่ยวปอเดินเข้ามานั้นราวกับว่ามีลมพายุกระโชกแรงพัดมาริมฝีปากเขาเม้มติดกันแน่น แม้แต่สีหน้าของเขาก็บึ้งตึงถึงขนาดที่ว่า“ใครพูดกับฉัน ฉันก็จะฆ่าคนนั้นแหละ” ความหมายประมาณนั้นเลย

     

           เซี่ยเจิงนึกถึงตอนที่เจอเขาครั้งแรกดูเหมือนว่าชวีเสี่ยวปอก็จะทำหน้าแบบนี้เหมือนกันความรู้สึกเดจาวูเช่นนี้ช่างน่าประหลาดเสียจริง

     

           แต่เซี่ยเจิงกลับรู้สึกว่าต้องเสี่ยงชีวิตคุยกับเขาดูสักหน่อย

     

           “อะแฮ่ม” เซี่ยเจิงทำเสียงกระแอม

     

           ทว่าเซี่ยเจิงยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมาชวีเสี่ยวปอรีบก็หยิบกระทิงแดงสองกระป๋องออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมของเขาอย่างรวดเร็วแล้วใช้โอกาสในตอนที่คุณครูวิชาการเมืองหันหลังไปเขียนกระดานเปิดกระป๋องออกแล้วกระดกมันเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว

     

           เซี่ยเจิง : “ ? ” ท่าทางอะไรกันเนี่ย

     

           หลังจากที่ชวีเสี่ยวปอดื่มหมดและได้ยินเสียงของเซี่ยเจิงแล้วเขาจึงเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยท่าทางหาเรื่อง

     

           “ครั้งนี้ไม่นอนแล้ว” ชวีเสี่ยวปอเคาะไปบนกระป๋องเปล่าหนึ่งที“นายยังมีอะไรจะพูดอีกไหม? ”

     

           “ลูกพี่อย่าฆ่าผมเลยนะครับ” เซี่ยเจิงพูด

     

           หลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่ง ทั้งสองคนจู่ๆ ก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

     

           “ชวีเสี่ยวปอ”ในขณะนั้นคุณครูวิชาการเมืองก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้แล้วจากนั้นจึงเลือกคนที่เขาดูแล้วค่อนข้างที่จะขัดหูขัดตาและเรียกชื่อออกมา“หัวเราะอะไร? ครูสอนตลกขนาดนั้นเลยเหรอ? ”

     

           “ไม่ครับ แต่ครูสอนได้ยอดเยี่ยมมากเลยครับ !” ชวีเสี่ยวปอยืนขึ้นมา เพื่อให้ตัวเองได้หัวเราะต่อยื่นมือออกมาตีที่ต้นขาอย่างแรงไปหนึ่งทีทั้งยังถือโอกาสนี้ชื่นชมยกยอเขาอย่างชาญฉลาด

     

           “ตอนครูสอนยังตลกได้เหมือนเดี่ยวไมโครโฟนด้วยเหรอ? ” คุณครูวิชาการเมืองโบกมือ “เอาล่ะ นั่งลงได้ ตั้งใจฟังบรรยาย เซี่ยเจิงก็ด้วยนะ”

     

           หลังจากที่ชวีเสี่ยวปอนั่งลงเขาก็ยังหัวเราะอยู่กับเซี่ยเจิงอยู่พักใหญ่เพียงแต่ว่าคราวนี้พวกเขาทั้งคู่พยายามควบคุมให้เสียงออกมาให้เบาที่สุด

     

           “นี่พวกนายสองคน !”เจิงอี้หยางเตะเก้าอี้ของชวีเสี่ยวปอจากด้านหลังไปทีหนึ่ง “เปิดโหมดสั่นกันหรือยังไง?”

     

           ชวีเสี่ยวปอชูนิ้วกลางให้เขาไปทีหนึ่ง

     

           แล้วเรื่องที่ไม่มีความสุขก่อนหน้านี้ก็หายไปในพริบตา

     

           แต่พอเมื่อหัวเราะไปพักหนึ่ง ชวีเสี่ยวปอก็ถอนหายใจออกมา : “พูดตามตรงนะ โหยวเจียทำให้นายลำบากใจหรือเปล่า? ”

     

           “ทำให้ฉันลำบากใจเรื่องอะไร? ” เซี่ยเจิงถามกลับไป

     

           “ก็... ” ชวีเสี่ยวปอเกาศีรษะด้วยความกังวลใจไปสองครั้ง“ฉันน่ารำคาญมากเลยใช่ไหมล่ะ ฉัน... แบบว่าทำให้นายเสียเวลามาควบคุมดูแลฉันที่เป็นแบบนี้ตรงกันข้ามถ้าหากนายไม่ต้องมาสนใจฉัน นายอาจจะผ่อนคลายและสบายใจขึ้นอีกหน่อย?แล้วถ้าหากฉันไปคุยกับโหยวเจียให้นายไม่ต้องทำแบบนี้แล้วล่ะ”ชวีเสี่ยวปอเองก็ไม่รู้ว่าเขาพูดชัดเจนแล้วหรือยัง? แต่ถึงยังไงที่สิ่งเขาต้องการจะสื่อออกมาก็มีความหมายเช่นนั้นนั่นล่ะ

     

           “ไม่ใช่” เซี่ยเจิงยังไม่ทันได้คิดก็ปฏิเสธออกมาทันที

     

           “ให้ตายเถอะ” ชวีเสี่ยวปอทนไม่ไหวแล้วเมื่อครู่หลังจากหมดคาบเรียนเขาอยากจะไปวิ่งที่สนามสักสองสามรอบเพื่อระบายอารมณ์ครุ่นคิดอยู่ตั้งนานสองนานและเขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะสมเหตุสมผลมากที่สุดผลปรากฏว่าพอเซี่ยเจิงพูดขึ้นมาก็ปฏิเสธเขาเลยทันที“งั้นนายก็อธิบายมาให้ละเอียดเป็นลำดับหนึ่งสองสามเลยนะ ว่าจริงๆแล้วเป็นเพราะอะไรกันแน่? ”

     

           “พูดไม่ถูก” ตอนที่เซี่ยเจิงพูดสามคำนี้ออกมาชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าเขากวนประสาทสุดๆฟังยังไงก็รู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังพูดโกหกอยู่ แต่ทว่าสิ่งที่เขาพูดมันคือความจริงมันพูดไม่ถูกจริงๆ เซี่ยเจิงเองเขายังไม่เข้าใจตัวเองเลยและถ้าหากหลับหูหลับตาอธิบายกับชวีเสี่ยวปอไปมันก็จะยิ่งผสมปนเปยิ่งเลอะเทอะกันเข้าไปใหญ่

     

           ชวีเสี่ยวปอจ้องเขาอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาแล้วพูดออกไปอย่างจำใจ : “ช่างเถอะ ปล่อยนายไปก็แล้วกันถ้าอย่างนั้น กระทิงแดงสองกระป๋องนี้นายก็ตัดบัญชีให้ฉันด้วยก็แล้วกันนะ”

     

           “แบบนี้ก็ได้เหรอ? ” เซี่ยเจิงรู้สึกว่าชวีเสี่ยวปอใช้คำว่า“หน้าไม่อาย” สามคำนี้ได้อย่างชำนาญเสียจริงๆ

     

           “บอกมาแค่ว่านายจะจ่ายหรือไม่จ่าย? ” ในที่สุดชวีเสี่ยวปอก็ได้ใจขึ้นมา

     

           “จ่าย” 

     

    คล้ายกับเรื่องPuppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891