เส้นทางเดินเกวียนจากตาคลีไปขึ้นเรือที่ปากน้ำมะขามเฒ่าถูกเปลี่ยนกลางคัน
ฝีเท้าม้าวิ่งตามทางลูกรัง จนฝุ่นดินแดงฟุ้งกระจายตลบอบอวล
กระทั่งเข้าสู่เขตจังหวัดชัยนาท ดินแดนลุ่มแม่น้ำที่ส่วนใหญ่เป็ป่าละเมาะและนาข้าว หน้าแล้งแล้งจัด หน้าฝนน้ำท่วมทุ่ง หน้าหนาวก็หนาวจนปากสั่น ด้วยสภาพภูมิประเทศยากต่อการเดินทางเช่นนี้ ทำให้กลายเป็ที่กบดานของชุมโจร
ยิ่งลึกเข้าไปทางตะวันตกแถวเนินขาม แถบป่าเขาราวเทียน ตรงนั้นชาวบ้านต่างเรียกขานกันว่า “ประตูสู่ดงเสือ” ไม่มีตำรวจหน้าไหนกล้าย่ามกรายเข้าไปสักคน
และนั่น คือจุดหมายปลายทางของเหล่าโจรลักพาตัว
ร่างของนายแพทย์หนุ่มถูกห่อหุ้มด้วยเสื่อกก อุ้มลงเรือที่เทียบท่ารออย่างเป็ขบวนการ คนขับเรือท่าทางทะมัดทะแมงมีผ้าขาวม้าคลุมหน้า ไม่ต่างจากสารถีคุมเกวียนที่ะโขึ้นเรือมาเช่นกัน
นางนกต่อตัวดีถูกปล่อยทิ้งไว้ริมฝั่ง ขณะชายสองคนลงเรือไปต่อ ด้านคุณหมอหนุ่ม แม้ถูกยกย้ายเจอแรงกระแทกรอบข้างก็ยังคงนอนแน่นิ่ง สลบสไลสิ้นสติด้วยฤทธิ์สมุนไพรพื้นบ้าน
“เอ็งรมควันเยอะไปหน่อยไหม ดูท่าจะหลับลึกเชียว หมอหรือนายจะตายก่อนกันวะเนี่ย” คนขับเรือว่า
“ไอ้ห่า พูดถึงนายอย่างนั้นได้อย่างไร พวกเอ็งให้ข้ามาเท่าไหร่ ข้าก็ใช้ไปตามนั้น” คนขับเกวียนสวน
“ฉิบหาย นั่นมันใช้ล้มควายได้เลยหนาไอ้เชียน”
สารถีขับเกวียนนามว่าเชียนย่นคิ้ว แบมือสองข้าง หน้าตาเหลอหลา
“ก็ข้าไม่รู้ เอาอย่างไรดีเล่า” เริ่มเป็กังวลขึ้นมา ถ้าหมอตาย เ้านายตนก็ไม่รอด นิ้วสากขยับห่อเสื่อยื่นนิ้วอังจมูกว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
“เป็อย่างไร”
“ยังไม่ตาย ลมหายใจยังมี คงแค่หลับลึก”
“คราวหน้าคราวหลังข้าจะไม่ใช้เอ็งแล้ว โง่นัก”
คนฟังถึงหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่คิดว่าดีแล้ว เลิกใช้สิดี จะได้ไม่ต้องลำบากแบกหามเดินทาง
นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำลำคลอง แต่การจะเข้าถึงที่กบดาน ย่อมไม่ง่ายดายเพียงนั้น ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเวลาโพล้เพล้ มือหนาก็แหวกดงหญ้าลากหัวเรือขึ้นฝั่ง สองหนุ่มช่วยกันเอาร่างในห่อเสื่อลงนอนกับดิน
ไอ้เชียนหันมองรอบ ก่อนจะยืนเท้าเอวมองเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดนอนกระดิกตีนคาบก้านดอกหญ้าเคี้ยวงุ้มงั้ม เหมือนวัวสองตัวที่กำลังไซ้หาหญ้าระบัดกินใกล้ๆ ไม่มีผิด เทียมเกวียนถูกปลดคานวางเอียงกะเท่เร่อยู่ที่พื้น
บัดซบเอ้ย ถ้ามีตำรวจตามหลังมาคงโดนจับเข้าซังเตกันทั้งฝูง
ผวัะ ไม่ต้องให้ถึงมือเชียน ฝีพายมือฉมังยกตีนถีบเด็กหนุ่มกลิ้งหลุน หัวซุกซุนโงเงยขึ้นมอง
“โธ่เว้ย ใครวะ อ้าวพี่มืด”
ฝีพายนามมืดเลิกคิ้ว “เออ ข้าเอง บอกเตรียมตัวให้พร้อม แล้วนี่อะไร คานยังไม่อยู่บนหลังควายเลยไอ้เจ็ด!”
เสียงห้าวทำเอาคนเด็กกว่าขนหัวลุก รีบลุกขึ้นทำหน้าที่ตน
“เอาขึ้นเดี๋ยวนี้แหละจ่ะ รอเดี๋ยวเดียว”
มืดมองหน้านิ่งไม่เอ่ยอะไรอีก หันมองนายเชียนที่เอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไอ้พวกที่ไว้ใจได้ก็มีแต่แบบนี้
“เอ็งถอนหายใจทำไม มองหน้าข้าแล้วทำท่าอิดหนาระอาใจ ไม่มีพวกข้า เอ็งก็ใช้ใครไม่ได้แล้วไอ้มืด”
“เอ็งหุบปาก ช่วยข้าแบกหมอขึ้นเกวียน”
คราวนี้ไอ้เชียนถอนใจบ้าง ใช้เป็วัวเป็ควายเลยเว้ย
ร่างหมอว่านจึงถูกเคลื่อนย้ายต่อเข้าสู่ดงเสืออย่างแท้จริง ล้อเกวียนหมุนไปตามทางที่มีหญ้าขึ้นแซม ดูก็รู้ว่านานทีจะมีคนผ่าน กว่าจะถึงที่หมายก็หัวค่ำนั่นแหละ
????
กลิ่นสุราลอยอวลตามสายลมพัดโชยเข้าจมูก เปลือกตาบางเริ่มขยับ สติที่หายไปกับดอกลำโพงเริ่มฟื้นคืนกลับมา ภาพแรกที่ปรากฏในคลองจักษุเป็ไฟสลัวจากตะเกียงเ้าพายุซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะห่างออกไป
อากาศเย็นเยียบยามค่ำคืนทำให้คุณหมอหนาวเข้ากระดูก ร่างกายสั่นสะท้าน เสื้อโค้ทกันหนาวถูกถอดจนเหลือเพียงเชิ้ตตัวใน แม้แต่ผ้าพันคอยังถูกยึดไป ฟันคุณหมอกระทบกันดังกึกๆ เดิมทีก็ขี้หนาวอยู่แล้ว ยังต้องมาถูกขโมยผ้าผ่อนพรากความอบอุ่นไปอีก
เวรกรรมจริง
‘พวกมัน้าอะไร’ คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว กระหวัดถึงบทสนทนาก่อนสิ้นสติ
‘พาคุณหมอไปดูพ่อใหญ่’ พ่อใหญ่? โจรแน่ๆ ล่ะ ต่อให้ไม่พูด ลักพาตัวกันมาอย่างนี้จะเป็คนดีได้อย่างไร พวกมันคงอยากให้เขารักษา ‘พ่อใหญ่’ นั่น
หมอว่านดันตัวเองลุก นั่งปรับตัวอยู่พักหนึ่งจนหายมึน ถึงเดินไปหยิบตะเกียงเ้าพายุ หมุนดูรอบกาย ลักษณะเป็กระท่อมไผ่มุงจาก แคร่ตัวหนึ่งวางทื่อๆ บนผืนดิน ไร้หมอนผ้าห่ม มีโต๊ะกับเก้าอี้เล็กอยู่อีกตัว น่าจะเป็เพียงที่พักชั่วคราว
คุณหมอแง้มหน้าต่างให้พอมองเห็นด้านนอก มีคนเฝ้ายามอยู่สองคนเดินวนเวียนมือถือคบไฟ
หนีอย่างไรคงไม่พ้น อีกฝั่งชำนาญทางมากกว่า แม้หลบพ้นครานี้ ก็ไม่แน่ว่าจะหาทางกลับบ้านได้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน
หนาวโว้ย มือยกลูบแขน ขนลุกชัน เอาวะ ใจดีสู้เสือหน่อย พวกมัน้าความช่วยเหลือ คงไม่กล้าแตะเขาหรอก คิดได้อย่างนั้นก็ทำใจกล้าหน้านิ่งผลักประตูออกไปโต้งๆ เรียกสายตาเวรยาม
“คุณหมอ!”
หนึ่งในนั้นเห็นหน้าเขา ก็ทำท่าจะสาวเท้าเข้าหา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองเพิ่งทำการอุกอาจ ก็หยุดชะงักกลางคัน มือดึงผ้าขาวม้าที่พันคอหลวมๆ คลุมปิดบังใบหน้า ทว่าด้วยเสื้อผ้าขนาดตัวหากเดาไม่ผิดคงเป็สารถีคุมเกวียน
“คุณหมอฟื้นแล้วก็ดี” ไอ้เชียนเอ่ย เว้นระยะจากแพทย์หนุ่มให้พอหายใจหายคอ
“จับฉันมาทำไม”
“ก็เอามารักษาคนน่ะซี อย่าห่วงเลยคุณหมอ หายเมื่อไหร่คุณหมอก็เป็อิสระเมื่อนั้น”
“นายรู้ไหมว่าฉันเป็ใคร”
“ทำไมจะไม่รู้ก็เป็หมอน่ะซี”
หมอว่านถอนใจ ไอ้พวกนี้ยึดกระเป๋าเขาไปย่อมต้องค้นดูของข้างใน เว้นเสียแต่พวกมันจะอ่านหนังสือไม่ออก จึงไม่รู้ว่าเขาเป็หมอทหาร
การหายไปของหมอว่านจะกลายเป็เื่ใหญ่หากกองทัพรู้ข่าว แพทย์หนุ่มหวังเปิดปากเจรจา ในเมื่อเข้าใจแล้วว่าฝั่งนั้น้าอะไร เขาจึงนึกวิธีให้รอดพ้นจากที่นี่โดยไวขึ้นมา
กระนั้นยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย เด็กหนุ่มท่าทางมอมแมมอายุราวสิบหกสิบเจ็ดก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น พูดจาระล่ำระลัก
“พี่เชียน นายเริ่มเพ้อแล้ว จะทำอย่างไรดี”
อุตส่าห์ปิดบังใบหน้าแทบตาย ไอ้เจ็ดดันเปิดหน้าหรา ไม่พอเรียกชื่อตนเต็มปาก คิ้วที่โผล่มาให้เห็นจึงยับยุ่งเป็ยุงตีกัน อยากด่า ทว่าเื่นายสำคัญกว่า
“คงต้องเป็หน้าที่คุณหมอแล้ว เชิญ” ไอ้เชียนว่า
แพทย์หนุ่มสงวนคำต่อรองกลืนลงคอ ถ้าชีวิต ‘นาย’ ที่พวกมันกล่าวถึงไม่รอด ข้อต่อรองในหัวก็ไร้ผล
“นำฉันไปสิ แล้วเอากระเป๋ามาคืนด้วย ในนั้นมียา”
ได้ยินดังนั้น ไอ้เชียนก็หันหาหนุ่มน้อย
“เอ็งไปเอากระเป๋ามาให้คุณหมอ”
????