ดังนั้นถึงแม้ว่าอานหยางจะรู้มาตั้งนานแล้วว่าไป๋ฝูฉวีมีกลอุบายมากมายอยู่ในใจ แต่ก็คิดว่าการจะรับเลี้ยงดอกถูซือเอาไว้สักดอกก็ไม่เห็นว่าจะผิดอะไร
อย่างไรเสียตนก็แค่มองไป๋ฝูฉวีเพื่อความสนุก ไม่ได้มีความรู้สึกอยู่เลยแม้แต่น้อย หลังจากที่เล่นเบื่อแล้วก็แค่เตะมันทิ้งไป
ตอนแรกก็เพียงยืมนางมาเพื่อใช้เป็นตัวยุติความสัมพันธ์การหมั้นกับเฉินเหลียนเอ๋อร์จนสำเร็จ ยามนี้ให้การดูแลเล็กน้อยกับนางก็ไม่เห็นเป็นไร สำหรับเขาแล้วมันแทบไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด
คนที่สามารถมองออกว่าในใจของนางคิดอะไรอยู่ ก็จะควบคุมได้มากกว่าคนที่มองไม่ออก
มีความหวัง ก็ควบคุมได้ง่าย
สำหรับอานหยางแล้วเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
แต่อานหยางก็อดคิดถึงเยี่ยนเจาเจาไม่ได้
นางตั้งใจแสดงท่าทีลำพองใช้อำนาจบาตรใหญ่ ดูเหมือนว่ามันสามารถหลอกผู้อื่นได้ง่าย แต่ไม่มีใครรู้ว่าด้านในซ่อนสิ่งใดเอาไว้
ยิ่งไปกว่านั้นรูปโฉมของเยี่ยนเจาเจาเกรงว่าบนโลกใบนี้ไม่มีบุรุษใดไม่ชอบ
แม้ว่าอานหยางจะไม่คิดว่าตนชอบเยี่ยนเจาเจา แต่คำพูดของผู้อาวุโสตระกูลอานทั้งสองท่าน อานหยางคิดว่าไม่ได้แตกต่างจากเรื่องไร้สาระเลยสักนิด
ละทิ้งความคิดที่ยุ่งเหยิงนี้เอาไว้ในใจ มิต้องกล่าวไปว่าเยี่ยนเจาเจานั้นคู่ควรกับตนหรือไม่ เขาเคยตรวจสอบดูแล้ว แม้จะเป็นหยวนอีเจินหรือหยวนอีอ้าย พวกนางสองคนล้วนไม่เต็มใจแต่งออกไป ที่ยิ่งกว่านั้นเยี่ยนเจาเจาผู้นี้ก็ไม่มีความคิดเรื่องการแต่งงานเลยสักนิด
แต่ข้างกายของเยี่ยนเจาเจาก็มักจะลากผู้คุ้มกันที่มีใบหน้าเย็นชาอย่างหนานหมิงเหอมาด้วย มีพี่ชายเช่นนี้ แค่คิดว่าเจ้าเข้าไปใกล้มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากภาพลวงตา
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ อานหยางก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากเข้าไปใกล้ชิดมากขึ้น ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลหยวนรวมไปถึงหยวนอีเจินและหยวนอีอ้ายอะไรนั่น เพียงต้องการเห็นเยี่ยนเจาเจาก็แค่นั้น เกรงว่าได้เห็นนางแค่ไกลๆ หัวใจของเขามันก็ได้เติมเต็มไปด้วยคำว่าชอบแล้ว
ชอบ ชอบ...
แม้แต่ตัวอานหยางเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนถึงอยากเจอเยี่ยนเจาเจา เห็นชัดๆ ว่านางอวดดีอีกทั้งยังยโสโอหังยิ่งนัก แม้แต่พูดกับเขาดีๆ สักประโยคก็ยังไม่มี หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เขาอานหยางผู้นี้อย่าว่าแต่ติดตามเลย เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเขาจะตอบโต้กลับไป
แต่เยี่ยนเจาเจาเหลือบมองไปที่เขา ในสายตาแฝงการเหน็บแนมและไม่ใส่ใจเอาไว้ด้วย มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ได้นำเขามาไว้ในสายตาเลยสักนิด
อานหยางเคยเจอความอัปยศเช่นนี้เมื่อไรกัน?
ตระกูลอานเป็นตระกูลผู้ดีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ไม่เป็นรองใครในเมืองหยางโจว ตั้งแต่อานหยางเกิดมาก็มีความโดดเด่นมาตั้งแต่เด็ก การศึกษาก็อยู่ในระดับต้น แต่ไหนแต่ไรมาก็โดนสตรีเมืองหยางโจวเทียวมาเทียวชอบมิขาด
แม้มาที่สถานศึกษาตระกูลหยวน เขาก็ได้อยู่ในอันดับต้นๆ มาโดยตลอด แม้ว่าสตรีในอาคารทางเหนือจะไม่มีความคิดรักๆ ใคร่ๆ สักเท่าไร แต่มีตอนไหนที่เห็นเขาแล้วไม่รู้สึกเลื่อมใสหรือ?
แล้วเหตุใดเยี่ยนเจาเจาถึงได้ต่างออกไปเช่นนี้เล่า ไยถึงได้หัวเราะเยาะเย้ยเขาถึงเพียงนี้?
จากนั้นเขาก็มาศึกษาที่สถานศึกษาตระกูลหยวน หลังจากได้เจอนางก็ได้รู้ว่าพี่ชายของเยี่ยนเจาเจาหนานหมิงเหอผู้นั้น เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีเขาก็ไม่ยอมรับ ในตอนนั้นที่เยี่ยนเจาเจากล่าวกับตนว่า “พี่ชายของข้าเด่นกว่าเจ้า” เขาแทบจะไม่ได้นำมันมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
หนานหมิงเหอมีความโดดเด่นยิ่งนัก รูปลักษณ์ที่อานหยางภูมิใจมาโดยตลอดก็ยังไม่ควรค่าพอให้กล่าวมันต่อหน้าเขา
เมื่อรวมกับตัวเขาที่ไม่ชอบแสดงการอวดตน รูปลักษณ์ของชายหนุ่มที่เป็นเช่นนี้ก็อดทำให้ผู้อื่นดูแคลนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่นั่นก็คือหนานหมิงเหอ ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีก็สามารถทำให้บุรุษทั้งอาคารทางใต้ยอมรับเขาทั้งกายใจ
ทว่าสำหรับอานหยาง แม้แต่ส่วนหนึ่งของหนานหมิงเหอเขาก็ไม่สามารถมองอย่างทะลุปรุโปร่งได้
ดังนั้นในช่วงหลังที่เขาไปหาไป๋ฝูฉวีเพื่อนำยาไปให้ ก็ไม่ใช่เพราะไป๋ฝูฉวีอย่างเดียวเท่านั้น
หากได้เห็นเยี่ยนเจาเจาที่ประตูหน้าอาคารทางเหนือ สำหรับอานหยางก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าสำหรับการเดินในครั้งนี้แล้ว
แต่น่าเสียดายที่เยี่ยนเจาเจายุ่งมากเสียจนเท้าแทบยืนไม่ติดพื้น แม้จะมองเห็นเขานางก็ยังทำราวกับมองไม่เห็น ท่าทีรีบเร่งเดินจากไป ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง
มิใช่เรื่องง่ายที่เขาจะได้ยินว่าเยี่ยนเจาเจาจะเดินทางมาร่วมการชุมนุมล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงครั้งใหญ่นี้ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจับพลัดจับผลูตามมาด้วยได้อย่างไร สุดท้ายก็ทำให้ได้เห็นแววตาของหนานหมิงเหอที่ตั้งใจเฝ้ามองเยี่ยนเจาเจาตอนยิงธนูยิ่งนัก
เขาเป็นบุรุษ แน่นอนว่าสามารถเข้าใจสายตาของหนานหมิงเหอได้เป็นอย่างดี
หนานหมิงเหอมิได้ใจจดใจจ่ออยู่กับการยิงธนูของเยี่ยนเจาเจา เขาเพียงมองไปที่เยี่ยนเจาเจา เป็นสายตาที่มุ่งมั่นและอ่อนโยน
เขามองเช่นนั้นราวกับรอบๆ ไม่มีผู้ใดอยู่ ทว่าหากคนอื่นเห็นก็จะพูดว่าหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจามีความสัมพันธ์พี่น้องที่ลึกซึ้ง
ความสัมพันธ์พี่น้องที่ลึกซึ้ง?
อานหยางคิดว่านี้ถือเป็นเรื่องน่าขบขันมากที่สุดที่ได้ยินมาในปีนี้
พูดตามตรง ในฐานะคนที่มีความรู้สึกระหว่างชายหญิงเกิดขึ้น การตอบสนองแรกของอานหยางคือเหตุใดหนานหมิงเหอถึงได้ใช้สายตาเช่นนั้นมองเยี่ยนเจาเจาเล่า?
มุ่งมั่นอาวรณ์ ราวกับแฝงความคร่ำครวญมากมายเอาไว้ อีกทั้งยังกดทับเอาไว้ด้วยความในใจที่มิอาจกล่าวออกมาได้
อานหยางมีน้องสาวหนึ่งคนที่คลานตามกันมา แต่เขาก็มิอาจนำสายตาที่มองคนรักมามองน้องสาวของตนได้
น่าประหลาดใจ อีกทั้งยังดูไม่ตรงกัน
แต่ทั้งสถานศึกษาตระกูลหยวนไม่มีใครที่มองสิ่งนี้ออก ไหนเลยจะพูดถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ลึกซึ้งอะไรนั่น
เขามิพบสิ่งใดอีก เขารู้เพียงเพื่อหนานหมิงเหอที่ถูกหยวนหยางฮุยผลัก เยี่ยนเจาเจาจึงจงใจหยิบน้ำร้อนขึ้นมาและสาดไปที่ใบหน้าของหยวนอีเฉี่ยว
เยี่ยนเจาเจาไม่สนใจชื่อเสียงของตน สิ่งที่นางต้องการปกป้องก็คือหนานหมิงเหอ
ระหว่างพี่น้องสามารถทำได้ถึงขั้นนี้เลยหรือ?
แม้ว่าอานหยางจะรักน้องสาวของตนมาก แต่เขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าเขามิอาจทำถึงเพียงนี้เพื่อน้องสาวได้แน่ ดังนั้นหัวใจของเขาจึงเหมือนกับกระทะน้ำมันที่พลิกไปมา ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างแปลกประหลาด
แต่เขาไม่มีหลักฐาน
ทุกสิ่งที่เขาสืบพบบอกว่า หยวนชิงจ้าวและหยวนชิงชิวทั้งสองคนล้วนเป็นบุตรที่กำพร้าบิดามารดา ประคับประคองกันและกันมาจนโต ดังนั้นความรู้สึกจึงต่างกันออกไป
สิ่งนี้ทำให้อานหยางรู้สึกกลัดกลุ้มและรำคาญมากยิ่งขึ้น
การขี่ม้ายิงธนูของอานหยางเองก็ไม่แพ้กัน
ดังนั้นความโกรธถึงได้พุ่งขึ้นหัวของเขา หยิบลูกธนูขึ้นมาและยิงไปกระแทกลูกธนูของเยี่ยนเจาเจา
แต่หนานหมิงเหอก็รีบก้มลงหยิบธนูและยิงลูกธนูออกไป ลูกธนูสามดอกยิงออกไปในคราวเดียว ทำให้เขาหน้าแตกจนไม่เหลือชิ้นดี
พวกเขาล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ แน่นอนว่าเขามองออกว่าวรยุทธ์ของหนานหมิงเหอเป็นอย่างไร
นี่ไม่ใช่พรสวรรค์ที่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ระยะเวลาในการเล็งของหนานหมิงเหอเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่การยิงออกไปก็ยังไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
แต่เขาก็ยังเห็นอีกว่าในช่วงอึดใจตอนที่หนานหมิงเหอยิงลูกธนูออกไปนั้นยังชำเลืองมองมาที่ตน มิได้มองไปยังเป้าเลยสักนิด
สายตาของเขามิได้มีความอบอุ่นอยู่เลย ราวกับเป็นน้ำแข็ง มันคล้ายกับสายตาที่มองคนตาย
ดวงตาคู่นั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง จนอดมิได้ที่ต้องก้าวถอยหลังกลับมาครึ่งก้าว... เขาแทบจะเชื่อในทันทีว่าหากหนานหมิงเหอต้องการ ลูกธนูทั้งสามดอกที่ทรงพลังนั้นคงยิงจนราบไปในพลัน
เพราะเหตุนั้นเขาจึงเกิดความกลัว มีใครบ้างเล่าที่ไม่กลัวความตาย
ทว่าหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาล้วนไม่สนใจเขา เขาเองก็ไม่อยากพาตัวเองเข้าไปจนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะเหตุนั้นจึงหันกลับและเดินจากไป
ไป๋ฝูฉวีปลอบเขาอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังเห็นว่าเขายังไม่มีความสุข ดังนั้นนางจึงบอกว่าจะไปยังส่วนของห้องครัวเล็กเพื่อดูว่ามีของว่างอะไรพอให้ทานได้บ้าง
ไป๋ฝูฉวีเป็นสตรีฉลาดที่มีทักษะด้านการพูดที่ดูอ่อนโยน เลี้ยงดูเอาไว้ข้างกายแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องไม่ดี แม้ในใจของนางจะมีความคิดบางอย่างซ่อนอยู่ แต่แล้วมันสำคัญตรงไหนเล่า?
มีคนพอใจประจบเยินยอ เขาเองก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความคิดนี้ ตอนที่หันกลับไปเขาก็เห็นเยี่ยนเจาเจาเดินถือกาน้ำเข้ามาจากระยะที่ไม่ไกลสักเท่าไร
ในใจของอานหยางคิดถึงเรื่องของเยี่ยนเจาเจาอยู่เต็มหัวใจ ยามนี้เมื่อจู่ๆ ก็ได้เห็นเยี่ยนเจาเจา กล่าวตามตรงมันถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคิดของเขามาก ในตอนที่เขาได้สติกลับมาอีกครั้ง เยี่ยนเจาเจาก็ถูกเขารั้งเอาไว้แล้ว
เยี่ยนเจาเจาไม่ได้ตั้งใจจะสนทนากับอานหยาง มีเพียงเรียวคิ้วที่ขมวด เป็นเชิงกำลังถามว่าอานหยางคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
“ข้า... ข้าก็แค่อยากสนทนากับเจ้าเท่านั้น”
อานหยางเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่เขายืนอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนเจาเจา ยามที่เห็นดวงตาของนางก็รู้สึกราวกับตนนั้นขาดความมั่นใจ เริ่มเปลี่ยนเป็นพูดจาอ้อมแอ้ม
เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจออกมาด้วยความโกรธ แต่สายตาที่มองคนตรงหน้ากลับเป็นแววตาที่สงบ “หากไม่มีเรื่องใด ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ท่านพี่รอข้าอยู่”
ท่าทางที่สงบเช่นนี้ทำให้อานหยางรู้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้น สายตาที่นางมองไปยังหนานหมิงเหอนั้นดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก ทว่าเหตุใดท่าทีที่นางมองมายังตนถึงได้ดูราวกับภิกษุณีอาวุโสที่กำลังเข้าฌานไม่มีผิด
ขอเพียงมองเขาด้วยสายตาอีกแบบ แม้จะเป็นการชำเลืองเมืองเช่นแต่ก่อน แม้จะเหน็บแนมและเย็นชา แต่ก็ยังดีกว่าภาพตรงหน้าตอนนี้ที่มันไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
ไม่มีสิ่งใด ก็คือการไม่สนใจ
ไม่สนใจ คำง่ายๆ สามคำ แต่ทำให้อานหยางที่ล้อเล่นกับไป๋ฝูฉวีรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว
ทว่าเยี่ยนเจาเจาเดินผ่านเขาไปแล้ว
ในใจของเยี่ยนเจาเจาคิดถึงแต่พี่รอง แน่นอนว่านางไม่อยากเปลืองเวลาเปลืองน้ำลายมาพูดคุยกับอานหยาง
อานหยางไม่มีแผนใด ยากยิ่งนักกว่าจะได้พบเยี่ยนเจาเจาเพียงลำพังโดยที่นางไม่วุ่นวายอยู่กับการเรียน เช่นนั้นเขาจึงตามเยี่ยนเจาเจาไป พยายามหาโอกาสที่จะได้พูดคุยกับเยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจาไม่ได้สนใจอานหยางที่อยู่ด้านหลัง จากระยะไกลๆ นี้เห็นว่าหนานหมิงเหอที่อยู่ริมทะเลสาบ กำลังสนทนาบางอย่างกับหญิงสาวที่รูปร่างดูบอบบางอ่อนแอ
เรียวคิ้วของนางขมวดอย่างอดไม่ได้
แน่นอนว่านางรู้จักสตรีผู้นั้น มิใช่ดอกบัวขาวไป๋ฝูฉวีหรอกหรือ
เยี่ยนเจาเจาไม่ชอบไป๋ฝูฉวี อีกทั้งยังรู้ว่าในใจของนางมีลูกไม้ซ่อนอยู่มากมาย อานหยางคนเดียวไม่พอให้นางยั่วยวนเช่นนั้นหรือ หรือยามนี้สนใจหนานหมิงเหอ?
หากนางตั้งใจทำเช่นนั้นจริง ก็ไม่รังเกียจเลยที่จะมอบความตายอันแสนทรมานให้
ยามนี้ไป๋ฝูฉวีได้เห็นเงาของเยี่ยนเจาเจาอย่างชัดเจน
ไป๋ฝูฉวีรู้สึกเวียนศีรษะยิ่งนัก นางรู้ว่าในใจของอานหยางคิดถึงเพียงเยี่ยนเจาเจา ทำให้รู้สึกรำคาญใจไม่น้อย จึงหาเหตุผลบางอย่างเพื่อออกห่างจากอานหยางมาเดินเล่นรอบๆ ตามใจตน จากนั้นก็ได้เห็นหนานหมิงเหอที่อยู่ริมทะเลสาบเพียงลำพัง
ยามที่ไม่เห็นเยี่ยนเจาเจาอยู่ข้างกายเขา เขาก็ไม่ต่างไปจากปูนปั้นที่ไร้ความรู้สึกและความอบอุ่น ทว่าไป๋ฝูฉวีไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด คิดว่าตนนั้นสามารถหาทางอื่นเพื่อแก้ปัญหา สามารถโน้มน้าวหนานหมิงเหอได้
ในตอนที่นางยืนอยู่ใกล้หนานหมิงเหอก็ไม่ได้รับการกีดกัน หัวใจจึงรู้สึกเบิกบาน คิดไปว่าหนานหมิงเหอก็ไม่ได้รังเกียจตนถึงเพียงนั้น เพราะเหตุนั้นจึงอดมิได้ที่ต้องเปิดปากพูด กล่าวคำเลื่อมใสที่ตนมีต่อหนานหมิงเหอออกมาอย่างจริงใจและนุ่มนวล
แต่นางคิดไม่ถึงว่าการคำนวณของตนนั้นผิดพลาด การพูดออกมาจากใจของนางไม่ได้ทำให้หนานหมิงเหอรู้สึกอะไรเลย
หนานหมิงเหอไม่แม้แต่จะขยับสักเพียงนิด ราวกับมองไม่เห็นคนคนนี้ ไม่ได้ยินเสียงอะไรแม้แต่น้อย
ไป๋ฝูฉวียืนไม่ติดที่แล้ว