ภายในรถม้าตกแต่งอย่างหรูหราจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือยานพาหนะสำหรับเดินทาง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม เบาะที่นั่งบุด้วยผ้าไหมปักลายเมฆมงคลส่งกลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องหอมราคาแพง มีโต๊ะเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงกลาง บนโต๊ะมีชุดถ้วยชาหยกและกาน้ำชาที่ยังอุ่นๆ วางไว้อย่างเป็ระเบียบ ความโอ่อ่าทั้งหมดนี้ช่างแตกต่างจากโลกที่เสี่ยวเหลียนเคยรู้จักราวกับเป็คนละภพชาติ
ทว่าความหรูหราสะดวกสบายเหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้เสี่ยวเหลียนรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย นางนั่งตัวลีบอยู่ที่มุมหนึ่งของเบาะนั่ง พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ราวกับกลัวว่าฝุ่นดินจากเสื้อผ้าของนางจะไปทำให้เบาะราคาแพงต้องเปรอะเปื้อน บรรยากาศภายในรถม้าเงียบสงัดและหนักอึ้งจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงล้อรถที่บดไปบนพื้นหินและเสียงลมหายใจของคนสองคนเท่านั้น
หมอเทวดาหลี่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ เขากำลังรินชาใส่ถ้วยอย่างสบายอารมณ์ ท่วงท่าของเขาสง่างามและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของบุรุษวัยกลางคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้มองมาที่นางด้วยซ้ำ ราวกับว่านางเป็เพียงอากาศธาตุหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่บังเอิญถูกนำขึ้นมาไว้บนรถด้วยเท่านั้น
ความเงียบของเขาน่ากลัวยิ่งกว่าคำพูดใดๆ มันเป็การคุกคามทางจิตใจอย่างเืเย็น ทำให้เสี่ยวเหลียนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เพียงเหยื่อที่กำลังรอเวลาถูกขย้ำ นางไม่รู้ว่าในใจของเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขากำลังดูแคลน เยาะเย้ย หรือวางแผนอะไรกับนางอยู่กันแน่ ความไม่รู้นี้กัดกินหัวใจของนางจนแทบจะทนไม่ไหว
ในที่สุด เขาก็เป็ฝ่ายทำลายความเงียบลงก่อน
"ดื่มชาสิ" เขาพูดขึ้นเรียบๆ พร้อมกับเลื่อนถ้วยชาหยกใบหนึ่งมาตรงหน้านาง "ชา 'ทิพย์วสันต์' ของข้า ไม่ใช่ของที่จะหาดื่มได้ง่ายๆ"
เสี่ยวเหลียนสะดุ้งเล็กน้อย นางมองถ้วยชาสีเขียวใสนั้นอย่างลังเลใจ "ข้า... ข้าไม่หิวน้ำเ้าค่ะ"
หมอหลี่แค่นเสียงในลำคอ "ข้าไม่ได้ถามว่าเ้าหิวหรือไม่ ข้าสั่งให้เ้าดื่ม"
น้ำเสียงของเขาไม่มีความเกรี้ยวกราด แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มันเป็คำสั่งที่เด็ดขาดและชัดเจน เสี่ยวเหลียนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น นางจึงค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาอย่างจำใจ ความอุ่นของถ้วยชาช่วยให้มือของนางหายเย็นลงได้บ้าง แต่มันไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่สั่นระรัวของนางสงบลงเลย
นางยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก จิบเข้าไปเล็กน้อย รสชาติของชานั้นหอมละมุนและชุ่มคออย่างน่าประหลาด มันไหลผ่านลำคอลงไปสร้างความอบอุ่นในช่องท้อง ช่วยขับไล่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันให้จางหายไปได้ส่วนหนึ่ง
"เป็อย่างไรบ้าง?" เขาถาม
"หอม... หอมมากเ้าค่ะ" นางตอบตามความจริง
"แน่นอน" เขายกถ้วยของตัวเองขึ้นจิบ "ของดี ย่อมคู่ควรกับคนที่มีค่าพอจะรับรู้รสชาติของมัน" เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง "ข้าชื่อหลี่ซิน... แต่คนส่วนใหญ่เรียกข้าว่าหมอเทวดาหลี่ แล้วเ้าเล่า... แม่นางผู้กล้าหาญที่ยอมแลกร่างกายเพื่อชายคนรัก... เ้ามีนามว่าอะไร?"
คำพูดของเขาแทงใจดำของนางอย่างจัง "ข้า... ข้าชื่อเสี่ยวเหลียนเ้าค่ะ"
"เสี่ยวเหลียน... บัวน้อยงั้นรึ?" เขาทวนชื่อของนางช้าๆ สายตาของเขากวาดมองสำรวจนางอีกครั้งอย่างละเอียด "เป็ชื่อที่งดงาม... แต่ดูเหมือนตอนนี้บัวน้อยดอกนี้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมไปสักหน่อย"
ความอัปยศแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าของเสี่ยวเหลียน นางก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบตากับเขาอีก "ข้าเดินทางมาไกล... จึง..."
"ข้าไม่สนใจว่าเ้าจะเดินทางมาไกลแค่ไหน" เขาพูดตัดบทอย่างเ็า "ข้าสนใจแค่ว่า 'สินค้า' ที่เ้าเสนอให้ข้านั้น มีค่าพอที่จะแลกกับฝีมือของข้าหรือไม่"
คำว่า "สินค้า" ทำให้ร่างของเสี่ยวเหลียนแข็งทื่อไปชั่วขณะ นางรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงจนชาไปทั้งแถบ นี่สินะ... สิ่งที่นางเป็ในสายตาของเขา ไม่ใช่หญิงสาวผู้มีความรักที่น่าเห็นใจ แต่เป็เพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่รอการประเมินราคา
"เงยหน้าขึ้น" เขาสั่งอีกครั้ง
เสี่ยวเหลียนฝืนใจเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา น้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่งามอย่างสุดจะกลั้น
"อย่าร้องไห้" น้ำเสียงของเขาเ็ายิ่งกว่าเดิม "น้ำตาไม่มีค่าอะไรในสายตาของข้า มันมีไว้สำหรับคนอ่อนแอเท่านั้น และข้าไม่ทำข้อตกลงกับคนอ่อนแอ... เ้าเข้าใจหรือไม่?"
นางรีบกระพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่น้ำตาให้หายไป พยักหน้ารับคำช้าๆ "ข้า... เข้าใจเ้าค่ะ"
"ดี" เขายิ้มอย่างพึงพอใจ "เช่นนั้นก็บอกข้ามา... ชายที่เ้า้าให้ข้าช่วยเหลือนั้นเป็ใคร? เขาเป็อะไรกับเ้า? และทำไมเ้าถึงต้องยอมทำเพื่อเขาถึงขนาดนี้?"
เสี่ยวเหลียนสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียบเรียงคำพูด "เขาชื่ออาเฟย... เขาเป็... คนรักของข้าเ้าค่ะ เขาเป็คนดี จิตใจซื่อตรงและขยันหมั่นเพียร แต่เขา... เขาไม่มีพร์ในการฝึกยุทธ์ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ก้าวหน้า ทำให้ถูกคนอื่นรังแกและดูแคลนอยู่เสมอ ข้าทนเห็นเขาเ็ปและสิ้นหวังอีกต่อไปไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ ข้าได้ยินมาว่าท่านสามารถช่วยเปิดเส้นลมปราณเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของคนได้ ข้าจึง..."
"จึงเสนอตัวเป็ 'ค่ารักษา' ให้ข้าสินะ" หมอหลี่พูดต่อให้จบประโยคด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "เป็เื่ราวความรักที่น่าซาบซึ้งเสียจริง... ซาบซึ้งจนน่าขัน"
เขาเอนหลังพิงกับเบาะนุ่ม "ในโลกนี้มีคนขยันแต่ไร้พร์อยู่มากมายนับไม่ถ้วน หากข้าต้องช่วยเหลือทุกคน ข้าคงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี แล้วเ้าคิดว่าความรักของเ้ามันพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน?"
"ข้าไม่ทราบว่ามันพิเศษหรือไม่" เสี่ยวเหลียนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น "ข้าทราบเพียงว่าสำหรับข้าแล้ว... เขาคือโลกทั้งใบของข้า ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขและสมหวังในสิ่งที่เขาฝัน"
หมอหลี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ดวงตาที่แม้จะหวาดกลัวแต่ก็ยังฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ เขานิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
"น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ" เขากล่าว "ความเด็ดเดี่ยวในแววตาของเ้า... มันทำให้ข้านึกถึงยาพิษรสเลิศที่ยิ่งดื่มก็ยิ่งเสพติด... เอาล่ะ ข้าจะลองเชื่อในความรักที่น่าขันของเ้าดูก็ได้"
รถม้าวิ่งมาถึงหอคืนวสันต์และหยุดลงอย่างนุ่มนวล ชายรับใช้คนเดิมเปิดประตูออกแล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ลงมาได้แล้ว" หมอหลี่ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวลงจากรถไปก่อน
เสี่ยวเหลียนก้าวตามลงไปอย่างเชื่องช้า เมื่อได้เห็นหอคืนวสันต์ในระยะใกล้ นางก็ยิ่งรู้สึกถึงความโอ่อ่าและน่าเกรงขามของมัน บรรดาคนรับใช้และหมอฝึกหัดที่เดินผ่านไปมาต่างโค้งคำนับให้หมอหลี่อย่างนอบน้อม ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาตรงๆ และเมื่อพวกเขาเห็นนางเดินตามหลังมา ก็มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและดูแคลนส่งมาให้เท่านั้น
หมอหลี่เดินนำนางขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร ผ่านห้องตรวจและห้องปรุงยามากมายจนมาหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่งที่อยู่ด้านในสุด เขาเปิดประตูเข้าไปโดยไม่พูดอะไร เสี่ยวเหลียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินตามเข้าไป
ห้องนี้ไม่ใช่ห้องตรวจ แต่เป็ห้องพักส่วนตัวของเขาอย่างชัดเจน มันกว้างขวางกว่ากระท่อมทั้งหลังของนางเสียอีก ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา มีเตียงขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง มีโต๊ะหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราและม้วนกระดาษ มีตู้เสื้อผ้าไม้สลักอย่างงดงาม และที่มุมหนึ่งของห้องมีฉากกั้นปักลายดอกโบตั๋นตั้งอยู่
"ไปอาบน้ำชำระร่างกายหลังฉากกั้นนั่นเสีย" หมอหลี่ออกคำสั่งโดยที่ไม่ได้หันมามอง "ข้าไม่นิยม 'ชิม' สินค้าที่ยังเปรอะเปื้อนโคลนตม"
คำพูดของเขาเป็เหมือนแส้ที่ฟาดลงบนศักดิ์ศรีของนางอีกครั้ง เสี่ยวเหลียนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่าเนื้อ นางอยากจะกรีดร้อง อยากจะวิ่งหนีออกไปจากที่นี่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของอาเฟย นางก็ทำได้เพียงข่มความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ แล้วเดินไปยังฉากกั้นนั้นอย่างเงียบๆ
หลังฉากกั้นมีถังไม้อาบน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ น้ำในถังถูกผสมด้วยกลีบดอกไม้นานาชนิดจนส่งกลิ่นหอมสดชื่น ข้างๆ ถังมีเสื้อผ้าชุดใหม่พับวางไว้อย่างเรียบร้อย เป็ชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์เนื้อนุ่มลื่นมือ
นางค่อยๆ เปลื้องอาภรณ์ที่มอมแมมของตัวเองออกทีละชิ้นจนเรือนร่างที่งดงามปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ ร่างกายที่นางเฝ้าถนอมมาทั้งชีวิต... ร่างกายที่ยังไม่เคยมีบุรุษใดได้เคยัั... คืนนี้... มันกำลังจะไม่ได้เป็ของนางอีกต่อไปแล้ว
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาอาบแก้มอย่างสุดจะกลั้น นางรีบปาดมันทิ้งแล้วก้าวลงไปในถังอาบน้ำ ความอุ่นของน้ำช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดได้เป็อย่างดี นางใช้เวลาไม่นานในการชำระล้างคราบไคลจากการเดินทางจนหมดสิ้น แล้วจึงขึ้นมาสวมใส่ชุดผ้าไหมสีขาวที่เตรียมไว้ให้
เนื้อผ้าที่นุ่มลื่นแนบไปกับผิวพรรณของนาง ขับเน้นให้เรือนร่างที่ได้สัดส่วนดูงดงามเย้ายวนใจยิ่งขึ้นไปอีก ผมยาวสลวยที่เปียกชื้นถูกปล่อยทิ้งไว้กลางหลัง นางเดินออกมาจากหลังฉากกั้นด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็ส่ำ
หมอหลี่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะหนังสือ ในมือของเขาถือถ้วยชาอยู่เช่นเดิม เขามองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาที่พึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
"อืม... พอชำระล้างโคลนตมออกไปแล้ว ก็ถือว่าเป็หยกชั้นดีชิ้นหนึ่งทีเดียว" เขาวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้ามาหานางช้าๆ "เข้ามาใกล้ๆ สิ"
เสี่ยวเหลียนยืนนิ่งอยู่กับที่ ขาของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยตะปู
หมอหลี่หยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง เอื้อมมือมาััปอยผมที่เปียกชื้นของนางเบาๆ "ข้าบอกให้เข้ามาใกล้ๆ... หรือเ้าเปลี่ยนใจแล้ว?"
"ข้า..." เสี่ยวเหลียนพูดเสียงสั่น "ข้า... ไม่ได้เปลี่ยนใจ... แต่ก่อนที่... ก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น... ข้าขอให้ท่านสัญญากับข้าก่อนได้หรือไม่?"
"สัญญา?" เขายิ้มหยัน "เ้าอยู่ในสถานะที่จะต่อรองกับข้าได้งั้นรึ?"
"ได้โปรดเถิดเ้าค่ะ!" นางรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา "ขอเพียงท่านสัญญาว่า... หลังจากคืนนี้แล้ว... ท่านจะเดินทางไปที่หมู่บ้านไผ่เขียวและช่วยเปิดเส้นลมปราณให้อาเฟยอย่างสุดความสามารถ... หากท่านยอมสัญญา... ชีวิตและร่างกายของข้า... ก็จะเป็ของท่าน"
หมอหลี่จ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางอีกครั้ง เขากำลังมองหาความจริงใจ ความแน่วแน่ และความโง่เขลาที่ผสมปนเปกันอยู่ในนั้น เขานิ่งไปนาน... นานจนเสี่ยวเหลียนคิดว่าเขาจะปฏิเสธ
แต่แล้ว... เขาก็พยักหน้าช้าๆ
"ก็ได้... ข้าสัญญา" เขากล่าว "ข้าจะช่วยชายคนรักของเ้าอย่างสุดความสามารถ... แต่เ้าก็ต้อง 'จ่ายค่ารักษา' ให้ข้าอย่างสุดความสามารถเช่นกัน"
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ไม่รอช้าอีกต่อไป มือข้างหนึ่งของเขาเลื่อนจากปอยผมลงมาโอบรอบเอวบางของนางไว้แน่น แล้วดึงรั้งร่างของนางเข้าไปปะทะกับแผงอกของเขาอย่างแรงจนนางร้องออกมาด้วยความใ
"ท่านหมอ!"
"ถึงเวลาชำระค่ารักษาแล้ว... แม่บัวน้อยของข้า" เขากระซิบที่ข้างหูของนาง ลมหายใจร้อนๆ ของเขาเป่ารดต้นคอจนนางขนลุกซู่ ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะฉกวูบลงมาประทับบนริมฝีปากของนางอย่างรุนแรงและจาบจ้วง บดขยี้ความบริสุทธิ์ของนางให้แหลกสลาย... ใต้แสงเทียนอันสลัวในหอคืนวสันต์แห่งนี้