ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 17 ความคืบหน้า?
หลังจากคืนนั้นผ่านพ้น ข่าวเื่ตระกูลบัตส์ถูกวางเพลิงก็กระจายไปทั่วเมือง แต่ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร ผ่านไปอีกสองวันทางตระกูลบัตส์เองก็ดูจะไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวอะไรมากนัก
เช่นเดียวกับที่ตระกูลพีไรซ์ทุกคนใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกใน่สองวันที่ผ่านมา
ิญญาบรรพบุรุษก็ยังคงสอดส่องความเป็ไปของตระกูลอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เขาก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง
ตอนนี้สิ่งที่น่าเป็ห่วงก็เห็นจะเป็ทางด้านกลุ่มของหัวหน้าตระกูลที่เดินทางออกไป ไม่แน่ใจว่าได้เบาะแสอะไรกลับมาบ้างหรือไม่
“หรือว่าเราควรจะตรวจดูสถานการณ์ฝั่งนั้นเสียหน่อย อย่างไรก็มียันต์ติดตามเหลืออยู่ตั้งสามใบ ใช้ไปสักใบคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง?” ร่างิญญาโปร่งใสคิดในใจหลังจากที่วันนี้ตรวจสอบความเป็ไปในตระกูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ยันต์ติดตามหนึ่งใบโผล่ขึ้นมาจากอากาศลอยเข้ามาอยู่ในมือของร่างิญญา ก่อนที่ค่อยๆ ลุกไหม้กลายเป็เถ้าถ่าน
ข้อมูลบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวของจิน ถามว่าเขา้าจะติดตามสมาชิกคนใดในตระกูล และแน่นอนว่าเขาเลือกติดตามผู้นำในการเดินทางครั้งนี้อย่าง 'มาคัส'
ข้อมูลที่แล่นเข้ามาในหัวค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็ภาพที่ฉายให้เห็นแผ่นหลังของมาคัส สวมเสื้อคลุมขาวแดงลายก้อนเมฆอันวิจิตรบรรจง ก่อนจะขยายออกกลายเป็มุมมองบุคคลที่สาม
.
.
.
มาคัสนั่งอยู่ภายในห้องเล็กๆ ดูเหมือนจะเป็ห้องส่วนตัวภายในภัตตาคารแห่งหนึ่ง
เมลิกนั่งอยู่ด้านขวา ส่วนคาคัสอยู่ทางซ้ายมือกำลังขมวดคิ้วมุ่น
“นอกจากข้อมูลที่ได้จากคนของแอนวาส ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย ข้าพยายามถามคนที่ไปด้วยกันในวันนั้น แต่ก็ไม่มีใครจำได้เลย” คาคัสกล่าวบอกสิ่งที่ตนพยายามไปสืบมา
กลุ่มของมาคัสเดินทางถึงเมืองขนาดกลาง C-48 ั้แ่่เที่ยง หลังจากจัดการเื่ที่พัก มาคัสก็แจกแจงหน้าที่ให้สมาชิกทุกคนไปรวบรวมข้อมูลภายในเมืองมาให้ได้มากที่สุด แล้วจึงมาเจอกันที่ห้องอาหารซึ่งจองไว้ใน่เย็น
คาคัสหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนของแอนวาสที่อาจจะพอมีข้อมูล เมลิกตรวจสอบเส้นทางโดยรอบเมืองว่าเป็เช่นไรบ้าง มาร์ลรับหน้าที่เข้าหาชาวบ้านหาข้อมูลที่อาจเป็ประโยชน์กลับมา ส่วนเคนจะเข้าไปสืบกับกลุ่มพ่อค้า
เมลิกได้ข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับพื้นที่โดยรอบ หุบเขาอันตราย พื้นที่รกร้าง เส้นทางการค้า
แต่คาคัสไม่ได้อะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่สบายใจ
“ไม่ต้องไปเครียดจนเกินไปนัก หากพวกนั้นพอจะมีข้อมูลจริงๆ แอนวาสก็คงจะได้ข้อมูลพวกนั้นมาแต่แรกแล้ว พวกเราก็แค่ทำให้มั่นใจเท่านั้นว่าไม่ได้พลาดอะไรไป”
มาคัสปลอบใจคาคัสด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง จริงๆ แล้วเขาก็หวังให้ได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ทุกอย่างจะได้ง่ายขึ้น
ไม่ใช่แค่เพราะเขาอยากเจอลูกชายที่หายสาบสูญเท่านั้น แต่กำหนดเวลาที่บรรพบุรุษกำชับมานั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว เขาจำเป็ต้องหาเบาะแสให้ได้โดยเร็วที่สุด
ขณะที่บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความนิ่งเงียบ ร่างหนึ่งก็เดินถอนหายใจเข้ามา
“ไม่มีข้อมูลที่มีประโยชน์เลย ชาวบ้านธรรมดาไม่ได้จดจำรายละเอียดที่มันห่างไกลจากชีวิตประจำวันของตนเองเท่าไหร่ พวกนั้นมักจะตอบคำถามของข้าด้วยคำว่าน่าจะใช่ อาจจะใช่ ไม่ได้มีอะไรชัดเจนแม้แต่น้อย”
ร่างที่เข้ามาใหม่คือมาร์ล ผู้าุโลำดับที่หก
ต่างกับคาคัสที่เครียดกับสถานการณ์ของตน มาร์ลเต็มไปด้วยอารมณ์หม่นหมอง ดูไร้ซึ่งความหวังยิ่งกว่า เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างเมลิกอย่างหมดเรี่ยวแรง
“เอาเถอะ เราคาดหวังอะไรกับเื่นี้มากไม่ได้อยู่แล้ว” เมลิกที่อยู่ด้านข้างเป็คนพูดขึ้น ใบหน้าสงบนิ่งไม่ต่างไปจากมาคัส
ทั้งห้องปกคลุมไปด้วยบรรยากาศน่าอึดอัด ทุกคนเงียบนิ่งกันไปครู่ใหญ่ๆ
คาคัสที่เห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีนักจึงเปิดปากพูดขึ้น
“แล้วนี่เคนยังไม่กลับมาอีกหรือท่านอา”
มาร์ลมีใบหน้าเศร้าหมอง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง แล้วตอบกลับไปว่า
“ยังเลย เห็นเดินไปทางทิศเหนือนู่น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไปตามหาเบาะแสถึงไหน บางที......เคนมันอาจจะเอาข่าวดีมาบอกพวกเราก็ได้?”
มาร์ลพูดเพื่อให้ทุกคนมีหวังขึ้นมาบ้าง แม้ตนเองจะไม่ได้คิดตามที่พูดก็เถอะ
ทั้งสี่คนมองหน้ากัน ต่างคนต่างแสดงอารมณ์ต่างกันออกไป แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสักคนเลยที่คิดว่าการค้นหาเบาะแสภายในเมืองครั้งนี้จะสำเร็จด้วยดี
บางทีคงต้องบุกเข้าพื้นที่รกร้างระหว่างเมือง คลำทางไปตามหุบเขาเ่าั้ดูเสียแล้วกระมัง?
แอ๊ด
ระหว่างที่คนด้านในกำลังตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวังอยู่นั้น เสียงประตูก็ดังเข้ามาในโสตประสาทของทุกคน
ตามมาด้วยร่างชายหนุ่มผิวสีเข้มบ่มแดด เขาก้าวเดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ ดูเหมือนจะผ่านเื่น่าพึงพอใจมาไม่น้อย
“สวัสดียามเย็นผู้าุโและท่านพี่คาคัส” เมื่อเคนเห็นใบหน้าของทั้งสี่คนก็ยิ้มทักทายทันที ค่อยๆ เดินมานั่งที่ด้านข้างของคาคัส
“ข้าได้ข่าวกลับมาเล็กน้อย ซึ่งมันน่าจะเป็ประโยชน์ในการตามหาท่านพี่แคนซัส” เคนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง หันหน้าไปทางเมลิก แล้วจึงพูดต่อ
“ผู้าุโสอง ข้าขอยืมแผนที่ของท่านหน่อยได้หรือไม่ ข้าจะได้ชี้จุดให้ทุกคนดูได้คร่าวๆ”
เมื่อเมลิกได้ยินดังนั้น เขาหันไปมองหน้าหัวหน้าตระกูลที่อยู่ด้านข้าง
ทุกคนนิ่งกันไปครู่หนึ่งก่อนที่เมลิกจะรู้สึกตัวแล้วนำแผนที่ขนาดใหญ่ออกมาวางกางบนโต๊ะที่อยู่ด้านหน้า
“เอาล่ะ ข้าเที่ยวไปคุยกับเหล่าพ่อค้ามาแทบทั้งเมือง หลายๆ คนก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดี ข้าพยายามเจาะลึกไปถึงสิ่งแปลกๆ หรือกลุ่มกองกำลังต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณเส้นทางระหว่างหุบเขาพวกนี้”
“แล้วบังเอิญว่าข้ามีโอกาสได้ฟังเื่ราวที่พวกพ่อค้าเล่าถึงกองคาราวานขนส่งสินค้าขบวนหนึ่ง”
“เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนคาราวานขนส่งสินค้าขบวนนั้นถูกโจมตีกลางทางโดยกลุ่มโจร”
“พวกท่านคงกำลังคิดอยู่ล่ะสิว่า การเข้าปล้นชิงในพื้นที่บริเวณนั้นมันไม่ได้น่าแปลกใจอะไร” เคนสอดส่ายสายตามองไปที่คนทั้งสี่แล้วจึงกล่าวต่อ
“แต่ที่แปลกคือพวกมันดูเหมือนไม่ได้้าจะปล้น”
“แม้แต่สินค้าด้านในรถคาราวานมันยังไม่เข้ามาตรวจค้นเลยด้วยซ้ำ มันไล่ฆ่าผู้คนโดยไม่มีการพูดจา จากนั้นจึงปล่อยให้คนที่เหลือรอดหลบหนีออกมา เหมือนมัน้าข่มขู่ขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่ตรงนั้นเสียมากกว่า”
“เมื่อข้าได้ยินเื่นี้ครั้งแรก มันก็ดึงความสนใจข้าทันที เป็เหตุให้เดินทางไปหาพ่อค้าที่รอดชีวิตถึงที่พักของพวกเขา จะได้รู้รายละเอียดต่างๆ ให้มากขึ้น”
“แล้วรู้หรือไม่ว่าข้าเจออะไรเข้า?”
เคนที่กำลังพูดอย่างออกรส หยุดพูดไปครู่หนึ่ง จ้องมองหน้าคนทั้งสี่ที่กำลังตั้งใจฟังด้วยความอยากรู้
“มีบางคนจำลักษณะบางอย่างของกลุ่มโจรที่ปล้นฆ่าในครั้งนั้นได้! ข้าจึงขอให้พวกเขาวาดสิ่งนั้นออกมาให้ข้าดู”
ขณะที่พูด เคนก็ล้วงหยิบแผ่นกระดาษออกมากางให้ทุกคนได้เห็น
มันเป็ภาพวาดรูปวงรี มีเส้นประสานกันเป็ตารางด้านใน คล้ายคลึงกับรูปกระดองเต่าไม่น้อย
“พวกท่านจำที่คนของแอนวาสเล่าให้ฟังตอนพวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่ได้หรือไม่?” เคนเอ่ยถาม
คนทั้งสี่ต่างครุ่นคิด มาร์ลขมวดคิ้วมุ่นและเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้เป็คนแรก
“จากคำบอกเล่าที่ได้จากคนของแอนวาส คนที่คาดว่าน่าจะเป็แคนซัสได้เดินทางมาพร้อมคณะเดินทางและมีคนคนหนึ่งในคณะเดินทางสักรูปกระดองเต่าไว้ที่หลังมือ?” มาร์ลกล่าวออกไปตามที่ตนเองจำได้
หลังจากมาร์ลพูดจบทุกคนก็นิ่งคิดไปอีกครู่หนึ่งพร้อมกับเหลือบสายตาไปมองรูปวาดในแผ่นกระดาษ
“นี่เ้าจะบอกว่ากลุ่มโจรที่ปล้นรถขนสินค้านั่น มีสัญลักษณ์รูปกระดองเต่าแบบนี้เช่นเดียวกัน?” คาคัสที่เหมือนจะปะติดปะต่อเื่ราวได้บ้างแล้วก็เอ่ยถามเคนเพื่อคลายสงสัย
เคนพยักหน้าให้กับข้อสันนิษฐานของคาคัส
“ใช่ ถ้ายึดถือตามที่คนของพ่อค้าอ้วนแอนวาสได้บอกไว้แล้วล่ะก็....ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้มาใหม่นั้นน่าจะตรงกัน”
เมื่อพูดถึงจุดนี้ ชายหนุ่มผิวเข้มก็เลื่อนแผนที่ขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้เห็นบริเวณ้าของพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีูเาหลายลูกอยู่บนนั้น
“ตามที่คนของแอนวาสได้แจ้งเอาไว้ว่าเขาเห็นคนหน้าตาคล้ายท่านพี่แคนซัสทางทิศตะวันออกห่างจากเมืองไปประมาณสิบสี่กิโลเมตร ถ้าเลยขึ้นไปหน่อยจะมีเส้นทางที่มุ่งหน้าไปถึงูเาสามลูกนี้”
เคนหยุดหายใจครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อไปว่า “แต่กองคาราวานกลุ่มที่ข้าไปสืบข้อมูลมานั้น ไม่ได้โดนดักปล้นทีู่เาทั้งสาม มันกลับเป็พื้นที่ระหว่างูเาทั้งสองลูกด้านขวานี่ต่างหาก”
นิ้วของเคนชี้ไปที่พื้นที่ว่างเปล่าจุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างหุบเขาสองแห่ง
“พวกท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ข้าจะบอกอะไรให้ ถึงแม้จากคำบอกเล่าของพ่อค้ากลุ่มนั้นจะเห็นเพียงเนินเล็กๆ เพราะต้นไม้มันขึ้นรกจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้าเบื้องบน แต่ข้าว่า...ความจริงแล้วมันคือูเาที่ไม่มีบันทึกอยู่ในแผนที่ เป็พื้นที่ตกสำรวจ!”
แววตาของเคนวาววับราวกับกำลังเจอเื่น่าตื่นเต้น
“การที่พี่แคนซัสหายตัวไปกว่าสองปี ไม่มีเบาะแสใดๆ อาจจะเป็เพราะว่าเขาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ก็เป็ได้”
ประโยคสุดท้าย เคนพูดด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ เน้นทุกคำพูดขณะที่มองหน้าทุกๆ คนไปด้วย
ทั้งสี่คนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะมองหน้ากันอีกครั้ง ต่างคนต่างก็ไม่รู้จะแสดงอารมณ์อย่างไรต่อสมมติฐานของชายหนุ่มคนนี้ดี