เสียงคลื่นกระทบฝั่งแ่เบาเคล้าไปกับสายลมร้อนของเดือนเมษายน หม่อมหลวงเพียงฟ้า หญิงสาววัย ๒๒ ปีในชุดกระโปรงบานลายดอกไม้สีหวาน ยืนอยู่ริมระเบียงบ้านพักตากอากาศหลังงามของตระกูล ดวงตาคู่สวยทอประกายสดใสเต็มไปด้วยความฝัน แสงแดดอุ่น ๆ อาบไล้ใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับโลกทั้งใบกำลังยิ้มต้อนรับเธอ
เธอเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ และการมาพักผ่อนครั้งนี้สำหรับเธอคือรางวัลแห่งความสำเร็จ คืออิสระเสรีที่จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่
กลางตลาดนาเกลือที่แสนจะคึกคัก ผู้คนขวักไขว่เดินสวนกันไปมา ทั้งแม่ค้าหาบเร่ที่ส่งเสียงเรียกลูกค้าและหนุ่มสาวที่ออกมาเดินเล่นตากอากาศ
ในมือเรียวขาวผ่องของเพียงฟ้า กระชับกล้องฟิล์มตัวเก่าคร่ำครึยี่ห้อไรก้า (Leica) ซึ่งเป็ "ของรักของหวง" ของคุณพ่อที่เธอแอบหยิบติดมือออกมาด้วยความซุกซน หญิงสาวหยุดยืนอยู่ที่ริมสะพานปลา ยกกล้องขึ้นเล็งไปที่ภาพงดงามของดวงอาทิตย์ตกดิน
แต่ทว่า... คิ้วเรียวสวยกลับขมวดมุ่น เธอหมุนวงแหวนหน้าเลนส์ไปทางซ้ายที ขวาที ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เดี๋ยวก็ยกขึ้นแนบตา เดี๋ยวก็ลดลงมามองปุ่มกดอย่างงุนงง เหมือนเด็กน้อยที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่แต่เล่นไม่เป็ ความเงอะงะของเธอกลายเป็ภาพที่ดูน่าเอ็นดูและขัดเขินในเวลาเดียวกัน
"คุณหนูครับ... ถ้าจะถ่ายรูปทะเล ต้องระวังย้อนแสงนะครับ"
เสียงทุ้มสุภาพดังขึ้นจากด้านหลัง เพียงฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยหันขวับไปพบชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนแดดในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนอย่างทะมัดทะแมง เขาคือ ภูผา ชายหนุ่มวัย ๒๖ ปี ลูกชายร้านถ่ายรูปในตลาดนาเกลือ ที่บังเอิญผ่านมาเห็นเธอกำลังเงอะงะอยู่กับกล้องฟิล์มตัวเก่า
ภูผาเผลอยืนมองหญิงสาวปริศนาคนนั้นอย่างลืมตัว ไม่ใช่แค่เพราะความงดงามของใบหน้าจิ้มลิ้มที่ต้องแสงตะวัน แต่เป็เพราะท่าทางเอาจริงเอาจังที่ดู "มือใหม่" สุดๆ ของเธอ ที่ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
เขาแอบมองเธอพยายามปรับโฟกัสอยู่นานสองนาน จนกระทั่งเห็นว่าเธอกำลังจะกดชัตเตอร์ถ่ายย้อนแสงจ้าทั้งที่ยังไม่ได้ปรับค่าอะไรเลย สัญชาตญาณของช่างภาพทำให้เขาทนดูต่อไปไม่ได้... และหัวใจที่เต้นผิดจังหวะก็สั่งให้เขาพาตัวเองเข้าไปหาเธอ
"ฉัน... ฉันใช้ไม่เป็ค่ะ" เพียงฟ้าสารภาพเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ
ภูผายิ้มบางๆ แววตาอ่อนโยนแต่เจียมเนื้อเจียมตัว "ขออนุญาตนะครับ" เขาเอื้อมมือมาปรับวงแหวนหน้าเลนส์ให้อย่างคล่องแคล่ว “ลองมองดูใหม่สิครับ... คราวนี้ชัดหรือยัง”
วินาทีที่เพียงฟ้ามองผ่านช่องมองภาพ โลกที่เคยพร่ามัวพลันคมชัดขึ้นมาทันตาเห็น ราวกับเขาได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับเธอ... และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฤดูร้อนที่สวยงามที่สุดในชีวิต
"ขอบคุณนะคะ..." เพียงฟ้าลดกล้องลง หันมาส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้ชายหนุ่มแปลกหน้า “ถ้าคุณไม่มาช่วย ฉันคงได้แต่รูปเบลอๆ กลับไปอวดคุณพ่อแน่เลย”
"ด้วยความยินดีครับ" ภูผายิ้มตอบอย่างสุภาพ “กล้องรุ่นนี้ระบบกลไกมันซับซ้อน แต่ถ้าเข้าใจแล้ว มันจะเก็บแสงได้สวยมากครับ... คุณผู้หญิงคงเพิ่งหัดถ่ายหรือครับ?”
"ใช่ค่ะ! วันแรกเลย" เพียงฟ้าตอบเสียงใส “ฉันเห็นแสงมันสวย ก็เลยอยากเก็บไว้... แต่ดูเหมือนฝีมือจะไม่ให้”
"ไม่มีใครเก่งั้แ่วันแรกหรอกครับ... การถ่ายภาพก็เหมือนการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ต้องค่อยๆ เรียนรู้นิสัยใจคอกันไป" ภูผาเปรียบเปรยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ชวนให้คนฟังรู้สึกอบอุ่นใจ
ทั้งคู่เริ่มเดินเคียงไหล่กันไปตามทางเดินไม้ของตลาดเก่าแก่ เสียงพูดคุยของพวกเขาดังก้องแข่งกับเสียงจอแจรอบข้าง
"คุณดูรู้เื่กล้องดีจัง... เป็ช่างภาพหรือคะ?" เพียงฟ้าเอ่ยถามพลางมองเสี้ยวหน้าคมเข้มของเขาอย่างพิจารณา
"ครับ... ผมชื่อภูผา เป็ลูกชายเ้าของร้านถ่ายรูปที่อยู่หัวมุมตลาดนี่เองครับ" เขาชี้มือไปที่ตึกแถวไม้สองชั้นเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล “ผมโตมากับกลิ่นน้ำยาล้างรูป ก็เลยพอจะมีความรู้อยู่บ้าง”
"ร้านนั้นหรือคะ? งั้นพาฉันไปดูหน่อยได้ไหมคะ ฉันอยากเห็นรูปที่คุณถ่าย"
เมื่อมาถึงหน้าร้าน เพียงฟ้าถึงกับตะลึงกับภาพถ่ายขาวดำที่ติดโชว์อยู่ในตู้กระจกหน้าร้าน มันไม่ใช่ภาพถ่ายในสตูดิโอที่ยืนตัวตรงหน้าแข็งทื่อแบบที่เธอเคยเห็นในพระนคร แต่เป็ภาพวิถีชีวิตที่มี 'ชีวิต' จริงๆ... ภาพรอยยิ้มเปื้อนคราบแป้งของเด็กน้อย ภาพชาวประมงเฒ่าที่กำลังซ่อมวนด้วยแววตามุ่งมั่น หรือภาพเกลียวคลื่นที่ดูราวกับกำลังเคลื่อนไหว
"สวยเหลือเกิน..." เพียงฟ้าพึมพำ นิ้วเรียวไล้ไปตามกระจก “คุณถ่ายภาพพวกนี้เองเหรอคะ?”
"ครับ... ผมชอบแอบไปเดินถ่ายเล่นเวลาว่าง" ภูผาตอบอย่างถ่อมตน “คุณพ่อบ่นประจำว่าเปลืองฟิล์ม แต่ผมแค่อยากเก็บ่เวลาธรรมดาๆ พวกนี้ไว้ ก่อนที่มันจะเลือนหายไป”
เพียงฟ้าหันมามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและประกายบางอย่างที่วูบไหว “คุณพูดถูกค่ะ... ่เวลาพวกนี้มีค่าจริงๆ" เธอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“คุณภูผาคะ... คุณรับสอนถ่ายรูปไหม?”
"ครับ?" ภูผาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
"ฉันมาพักร้อนที่นี่สามเดือน... ฉันอยากถ่ายรูปให้ได้แบบนี้ แบบที่มีชีวิตชีวาเหมือนที่คุณถ่าย" เพียงฟ้าจ้องตาเขาอย่างเว้าวอน “ช่วยเป็ครูสอนถ่ายรูปให้ฉันทีนะคะ... นะคะ”
ภูผามองสบตากลมโตคู่นั้น หัวใจแกร่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาควรจะปฏิเสธเพราะเจียมในสถานะ แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นและรอยยิ้มที่สดใสปานโลกทั้งใบของเธอ เขาก็ไม่อาจใจแข็งได้
“ถ้าคุณผู้หญิงไม่รังเกียจที่จะเรียนกับช่างภาพบ้านนอกอย่างผม... ผมก็ยินดีครับ”
และนั่น... คือจุดเริ่มต้นของฤดูร้อนสามเดือน ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล
ด้วยความเอ็นดูและความปรารถนาดี คุณพ่อของเพียงฟ้าอนุญาตให้จ้างภูผามาเป็ "ครูสอนถ่ายรูปส่วนตัว" ตลอด่พักร้อนสามเดือนนี้ ท่านมองเห็นเพียงประโยชน์ที่จะได้ขัดเกลาลูกสาวให้เป็กุลสตรีที่เพียบพร้อม มีความรู้รอบตัวประดับบารมีเ้าสาวในอนาคต โดยหารู้ไม่ว่า... ท่านกำลังเปิดประตูให้ความรักได้งอกงาม
ทุกเช้าและเย็น เพียงฟ้ากับภูผาจะออกไปตามสถานที่ต่างๆ ท่าเรือประมงที่คึกคัก วัดเก่าแก่ที่สงบเงียบ หรือแม้แต่โขดหินริมทะเลที่ไม่มีใครสนใจ
"พี่ผาดูสิคะ แสงตรงนั้นสวยจัง" เพียงฟ้าชี้ชวนให้ดูพระอาทิตย์ตกดิน
"สวยครับ..." ภูผาตอบสายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของหญิงสาว “แต่สิ่งที่สวยงามกว่าแสง คือ่เวลาที่เราได้มองเห็นมัน”
"พี่ผาพูดจาบทละครจัง" เพียงฟ้าหัวเราะร่าเริง ก่อนจะยกกล้องขึ้นเล็งไปที่เขา
"ภาพถ่ายคือการหยุดเวลาแห่งความสุขไว้ตลอดกาลนะครับคุณฟ้า" ภูผาเอ่ยเสียงนุ่ม “ต่อให้วันเวลาผ่านไป แต่ภาพใบนั้นจะยังคงเดิมเสมอ”
เพียงฟ้ายิ้มกว้าง แววตาเป็ประกาย “งั้นฟ้าจะถ่ายรูปพี่ผาไว้เยอะๆ ่เวลานี้จะได้อยู่ตลอดไป... ฟ้าอยากจำทุกอย่างที่เป็พี่ผา”
เสียงชัตเตอร์ดัง แชะ บันทึกภาพชายหนุ่มผู้เป็รักแรกไว้ในฟิล์ม…และในหัวใจ
นับถอยหลังสามวันสุดท้าย
บ่ายวันที่หนึ่งท้องฟ้าเหนือชายหาดพัทยาสดใสไร้เมฆหมอก ราวกับจงใจเป็พยานให้แก่ความเยาว์วัยที่กำลังเบ่งบาน เพียงฟ้า ในชุดกระโปรงผ้าป่านสีฟ้าอ่อนลายลูกไม้ดูระยิบระยับเมื่อต้องแสงแดด เธอสะพายกล้องไรก้าตัวเก่งไว้ที่ไหล่ ท่าทางร่าเริงแจ่มใสของเธอนั้นดูราวกับนกน้อยที่เพิ่งได้รับอิสระจากกรงทอง
"พี่ผา วันนี้เราจะไปที่ไหนกันคะ?" เสียงหวานใสะโถามพลางวิ่งเหยาะๆ มาหาชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ข้างจักรยานคันเก่า
ภูผายิ้มรับ แววตาที่เขามองเธอนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ปิดไม่มิด “พี่จะพาไปแหลมพัทยาครับคุณฟ้า... ทางมันอาจจะขรุขระไปเสียหน่อย แต่ภาพที่เห็นผ่านช่องมองภาพรับรองว่าคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน”
"ทางลำบากฟ้าไม่กลัวหรอกค่ะ ขอแค่มี 'ไกด์' เก่งๆ แบบพี่ผาก็พอ" เพียงฟ้าหยอกเย้าพลางก้าวขึ้นนั่งซ้อนท้ายจักรยานอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวขาวผ่องเกาะหมับเข้าที่เอวสอบของชายหนุ่มโดยไม่ขัดเขิน
จักรยานคันเก่าเคลื่อนตัวไปตามทางดินลูกรังที่ขนาบข้างด้วยทิวพร้าวสูงชะลูด ใบมะพร้าวลู่ลมส่งเสียงเกรียวกราวคล้ายเสียงปรบมือต้อนรับคนทั้งคู่ เพียงฟ้าหัวเราะร่าเริงเมื่อจักรยานตกหลุมเล็กๆ จนตัวเธอโยกคลอน เธอเผลอกระชับอ้อมกอดที่เอวของเขาแน่นขึ้น
เพียงฟ้าหลับตาพริ้ม สูดลมหายใจเข้าลึก แสงแดดที่ลอดผ่านใบมะพร้าวตกลงบนผิวเนียนละเอียดของเธอเป็ริ้วลายสวยงาม ชายหนุ่มััได้ถึงไออุ่นจากแผ่นหลังและความสดใสที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ จนหัวใจของเขาพองโตราวกับลอยได้ “ที่นี่สวยไหมครับคุณฟ้า?”
"สวยค่ะ... สวยจนฟ้าอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้" เพียงฟ้าลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “ขอบคุณนะคะพี่ผา... "
เมื่อถึงจุดชมวิว ภูผาจอดรถและช่วยพยุงเธอลงจากจักรยาน เพียงฟ้าไม่รอช้าเธอรีบยกกล้องขึ้นเล็งไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลสีครามกับแผ่นฟ้าสีอ่อน ก่อนจะหันเลนส์กลับมาที่ชายหนุ่มที่ยืนปาดเหงื่ออยู่ข้างๆ
แชะ!
"ฮาฮ่า ฟ้าถ่ายทีเผลอ พี่ผายังไม่ทันตั้งตัวเลย" เธอลดกล้องลง ยิ้มแป้นจนตาปิดเห็นลักยิ้มบุ๋มที่แก้มใส
ภูผาส่ายหน้ายิ้มๆ “ถ่ายรูปคนจนๆ อย่างพี่ไปทำไมกันครับ เสียฟิล์มเปล่าๆ”
เพียงฟ้าก้าวเข้าไปใกล้ เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “พี่ผาไม่รู้ตัวหรอกค่ะ... ว่าในสายตาของฟ้า พี่ผาเป็ 'ภาพถ่าย' ที่สวยที่สุดเท่าที่ฟ้าเคยเห็นมาเลย”
คำสารภาพไร้เดียงสาแต่ซื่อตรงนั้น ทำเอาภูผานิ่งงันไปชั่วขณะ ลมทะเลที่เคยพัดแรงกลับดูเบาบางลง เหลือเพียงเสียงหัวใจดวงน้อยที่เต้นรัวแรงท่ามกลางไอแดดอุ่น... วินาทีนั้น ภูผารู้ดีว่าเขาสูญเสียหัวใจดวงนี้ให้แก่หญิงงามตรงหน้าไปเสียแล้ว
บ่ายวันที่สองที่เมฆฝนตั้งเค้าทะมึนเหนือท้องทะเลนาเกลือ สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนทำให้การออกไปถ่ายรูปข้างนอกต้องถูกยกเลิกไป ภูผาจึงถือโอกาสนี้พาเพียงฟ้าเข้าไปในห้องมืดหลังร้านเพื่อสอนขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของการเป็ช่างภาพ นั่นคือการทำให้ภาพความทรงจำปรากฏขึ้นบนกระดาษ
ภายในห้องแคบ ๆ ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกมีเพียงแสงไฟสีแดงสลัวที่เรียกว่า Safe light วูบไหวอยู่บนผนัง บรรยากาศรอบตัวตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ดังสม่ำเสมอและกลิ่นน้ำยาเคมีที่ให้ความรู้สึกอย่างประหลาด
"ต้องระวังหน่อยนะครับคุณฟ้า ในนี้แสงน้อย ตาเราต้องปรับตัวสักพัก" ภูผากระซิบเสียงเบาอย่างลืมตัว ราวกับเกรงว่าเสียงของเขาจะทำให้ภาพที่กำลังจะล้างนั้นใเสียรูปทรง
เขายืนซ้อนอยู่ทางด้านหลังของเพียงฟ้า เพื่อประคองมือเรียวเล็กให้จับคีบไม้ไผ่ได้อย่างถูกวิธี ระยะห่างที่ย่อลงจนแผ่นหลังของเธอััได้ถึงอกกว้างของชายหนุ่ม ทำให้หัวใจดวงน้อยของเพียงฟ้าเต้นระรัวยิ่งกว่าจังหวะฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก
"ค่อยๆ หย่อนกระดาษลงในถาดนี้นะครับ... แล้วเขย่าเบา ๆ"
เพียงฟ้าทำตามอย่างว่าง่าย เธอจ้องมองแผ่นกระดาษสีขาวสะอาดตาที่จมลงใต้น้ำยาใส ในความสลัวรางนั้น ใบหน้าของทั้งคู่เกือบจะชิดกันเพียงลมหายใจกั้น ภูผามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเพียงฟ้าที่ต้องแสงสีแดงสลัว ผิวแก้มของเธอดูระเรื่อและดวงตาก็ทอประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น
"ดูนั่นสิคะพี่ผา! มีอะไรบางอย่างโผล่มาแล้ว"
เพียงฟ้าอุทานด้วยความตื่นเต้น เมื่อภาพร่างจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นบนเนื้อกระดาษ มันคือภาพที่เธอแอบถ่ายภูผาตอนที่เขาขี่จักรยานพาเธอไปที่แหลมพัทยา ภาพของชายหนุ่มที่กำลังยิ้มละไมท่ามกลางทิวพร้าวค่อย ๆ คมชัดขึ้นมาทีละน้อย ราวกับปาฏิหาริย์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในห้องมืดแห่งนี้
"พี่ผาดูสิ... รูปพี่ผาจริงๆ ด้วย" เธอกระซิบพลางหันกลับมาหาเขาโดยลืมไปว่าใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันเพียงใด
ดวงตาสองคู่สบกันท่ามกลางแสงสีแดงที่ชวนให้ลุ่มหลง ภูผามองเห็นความรักที่บริสุทธิ์และสดใสในดวงตาของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ ส่วนเพียงฟ้าก็เห็นความอบอุ่นที่ลึกซึ้งในแววตาของชายหนุ่มลูกชายร้านถ่ายรูป เพียงฟ้าไม่ได้หลบตา เธอส่งยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความหมาย
ในห้องมืดที่ไร้แสงตะวัน ความรักของคนสองคนกลับเบ่งบานอย่างชัดเจนที่สุด มันเป็่เวลาที่ทั้งคู่ลืมสิ้นซึ่งฐานันดรและชนชั้น เหลือเพียงหัวใจสองดวงที่ผูกพันกันผ่าน "รอยฟิล์ม" และความรู้สึกที่ไม่อาจย้อนกลับไปเป็เหมือนเดิมได้อีกต่อไป
ค่ำคืนวันที่สาม... วัดชัยมงคลไม่ได้เป็เพียงเขตอภัยทานที่เงียบสงบอีกต่อไป หากแต่ถูกเนรมิตให้กลายเป็วิมานดินด้วยแสงไฟนีออนหลากสีสัน ทั้งเขียว แดง เหลือง ที่กระพริบวิบวับแข่งกับดวงดาวบนผืนฟ้ากำมะหยี่ เสียงเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกสนานดังกระหึ่มจากลำโพงขยายเสียง ผสมปนเปไปกับเสียงหัวเราะและเสียงเรียกลูกค้า กลายเป็ท่วงทำนองแห่งความสุขที่ลอยฟุ้งไปทั่วลานวัด
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของหม่อมหลวงเพียงฟ้ากุลสตรีผู้เติบโตมาในรั้วรอบขอบชิด ที่ได้แอบหนีออกมาััโลกใบใหม่... โลกที่มีสีสัน มีชีวิตชีวา และมีกลิ่นหอมหวานของน้ำตาลไหม้
ภูผาเดินประคองร่างบางฝ่าฝูงชนที่เบียดเสียด ไหล่ของเขาคอยกันกระแทกให้เธออย่างทะนุถนอมราวกับเธอเป็เครื่องแก้วล้ำค่า ในมือของเพียงฟ้ามีขนมสายไหมสีชมพูฟูฟ่องก้อนโต ที่เธอบรรจงบิดกินทีละคำ รสหวานละมุนที่ละลายในปากทำให้ดวงตาคู่สวยหยีลงเป็รูปสระอิ รอยยิ้มของเธอในยามนี้... สว่างไสวยิ่งกว่าหลอดไฟนีออนทุกดวงในงานรวมกัน
"พี่ผาดูนั่นสิคะ!"
เสียงหวานใสะโแข่งกับเสียงเพลง นิ้วเรียวชี้ไปที่ซุ้มปาเป้าลูกโป่งที่มีตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ผูกโบว์แดงแขวนเด่นเป็สง่าอยู่บนชั้นสูงสุด
"ฟ้าอยากได้ตัวนั้น... มันหน้าตาใจดีเหมือนพี่ผาเลย" เธอหันมาส่งสายตาอ้อนวอน แววตาซุกซนปนไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อยที่อยากได้ของเล่นชิ้นโปรด
ภูผายิ้มตอบด้วยความเอ็นดูจนหัวใจพองโต เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง มือหนาถลกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นอย่างทะมัดทะแมง เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งสมชายชาตรีที่ผ่านการทำงานหนัก เขาหยิบลูกดอกขึ้นมาเล็ง สายตาที่เคยใช้วัดแสงผ่านเลนส์กล้อง บัดนี้มุ่งมั่นแน่วแน่เพื่อคว้าชัยชนะให้แก่ผู้หญิงที่เขารัก
ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง!
เสียงลูกโป่งแตกกระจายติดต่อกันราวกับจับวาง เสียงเฮลั่นจากเด็ก ๆ ที่มุงดูดังเกรียวกราว ภูผาวางลูกดอกดอกสุดท้ายลงพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจ เมื่อเ้าของร้านปลดตุ๊กตาหมีตัวใหญ่นั้นส่งให้เขาแล้วเขาก็ส่งต่อมันให้กับมือของเพียงฟ้า
"เก่งที่สุดเลยค่ะ!" เธอยิ้มร่าออกมาด้วยความดีใจและภูมิใจในตัวคนพี่
เพียงฟ้ารับตุ๊กตามากอดไว้แน่นจนแก้มแนบไปกับขนปุยพลางเงยมองชายตรงหน้าเธอ ก่อนจะเผลอตัวเขย่งปลายเท้าขึ้น กระซิบที่ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันแค่สองคนท่ามกลางเสียงอึกทึกของงานวัด
"ตัวนี้ฟ้าจะตั้งชื่อว่า 'พี่ภู' นะคะ... จะได้เหมือนมีพี่ผาอยู่ข้างกายฟ้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น... ฟ้าจะกอดพี่ภูทุกคืนเลย"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ภูผายืนนิ่งงัน มองหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่กำลังกอดตุ๊กตาหมีตัวแทนของเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว... ความรักที่เอ่อล้นในอกมันมากมายเสียจนเขาเก็บกลั้นไว้ไม่อยู่
ในวินาทีนั้น... ท่ามกลางแสงสีเสียงและความวุ่นวาย ภูผาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
เขาบอกตัวเองในใจ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างหนักแน่น
'รอพี่ก่อนนะเพียงฟ้า... อีกแค่อึดใจเดียว'
'พรุ่งนี้... เมื่อดวงตะวันตกดินที่ริมทะเล พี่จะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีของลูกผู้ชายคนนี้'
'พี่จะบอกรักเธอ... และขอให้เธอมาเป็ คนรัก ของพี่อย่างถูกต้องเสียที'
เขาตั้งความหวังไว้กับวันพรุ่งนี้อย่างเต็มเปี่ยม วาดฝันถึงอนาคตที่สวยงามที่จะได้ดูแลดวงใจดวงนี้ตลอดไป...
โดยที่เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า...วันพรุ่งนี้ที่เขาเฝ้ารอคอย จะไม่มีวันมาถึง
และความสุขมักผ่านไปไวเสมอ...
เวลาสามเดือนได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามที่ตกลงกับพ่อไว้ เธอจะขอใช้เวลาวันนี้ให้เต็มที่ก่อนกลับพระนคร คุณพ่อเรียกเพียงฟ้าเข้าไปพบในห้องทำงาน บรรยากาศตึงเครียดผิดปกติ เขาเอ่ย "ฟ้า... พรุ่งนี้เราจะไปบ้านคุณลุงธานินกัน" ท่านเอ่ยเสียงเรียบ “พ่อตกลงเื่งานหมั้นของลูกกับบดินทร์ไว้เรียบร้อย ผู้ใหญ่เขาคุยกันแล้วว่าเหมาะสมกันที่สุด ทั้งฐานะทั้งการงานที่เกื้อหนุนกัน”
ตุบ…ไม่รู้ว่าเสียงถุงหอมที่อยู่ในมือร่วงหล่น หรือเสียงหัวใจของเธอกันแน่
"คุณพ่อ…" เพียงฟ้าเบิกตากว้าง ราวกับโลกถล่มลงตรงหน้า “ฟ้าไม่หมั้น! ฟ้าไม่ได้รักพี่บดินทร์ ฟ้ามีคนที่ฟ้ารักแล้ว!” เธอเร่งฝีเท้าเข้าไปหา ผู้เป็พ่อเลิกคิ้วสูงก่อนจะผูกมันเป็ปม
"แกหมายถึงใคร…ไอ้ช่างภาพนั่นรึ!" บิดาตวาดลั่น “เลิกฝันกลางวันได้แล้วแม่ฟ้า! แกเป็หม่อมหลวง จะไปกัดก้อนเกลือกินกับไอ้กระจอกนั่นได้ยังไง! พรุ่งนี้เตรียมตัวให้พร้อม ห้ามมีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น!”
ค่ำคืนนั้น... ท้องฟ้าเหนือชายหาดบางละมุงมืดมิดกว่าทุกวัน เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงจันทร์ ราวกับจะร่วมไว้อาลัยให้แก่ความฝันที่เพิ่งถูกปลิดทิ้ง เพียงฟ้าในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและั์ตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก เธอหนีมาทางประตูหลังของเรือนพักตากอากาศ วิ่งออกมาอย่างไม่คิดชีวิต
เธอวิ่งเท้าเปล่าไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ ความเจ็บที่ฝ่าเท้ายังเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความเจ็บที่ขั้วหัวใจ เสียงกัมปนาทของคุณพ่อยังคงดังก้องอยู่ในหัว ‘แกต้องแต่งงาน! อย่าให้ตระกูลเราต้องอับอายเพราะช่างภาพกระจอกนั่น!’
"พี่ผา... พี่ผาช่วยฟ้าด้วย" เธอพึมพำทั้งน้ำตา ร่างบางสั่นสะท้านไปตามแรงสะอื้น
เมื่อมาถึงประตูหน้าร้านแสนคุ้นเคยที่ปิดเงียบสนิท เพียงฟ้าทุบประตูไม้บานเก่าสุดแรงเกิด “พี่ผา! พี่ผาเปิดประตูให้ฟ้าที!”
ไม่นานนัก ประตูไม้ก็เปิดออกพร้อมร่างสูงของ ภูผาที่วิ่งออกมาด้วยความใ เขายังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ร่างบางที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาก็โผเข้ากอดเขาไว้แน่น ราวกับเขาเป็ที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่กำลังพังทลาย
"คุณฟ้า! เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมถึงมาสภาพนี้" ภูผาละล่ำละลักถาม มือสั่นเทาประคองแผ่นหลังที่สั่นเทิ้มของเธอไว้
“พี่ผา... พาฟ้าหนีไปที ไปที่ไหนก็ได้ ฟ้าไม่อยากแต่งงาน…” เธอเอ่ยต่อ
"เขาจะให้ฟ้าหมั้น... พี่ผา... เขาจะให้ฟ้าแต่งงานกับคนอื่น" เพียงฟ้าเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาที่เคยสดใสราวกับดวงตะวัน บัดนี้เหลือเพียงความเว้าวอนที่น่าสงสารจับใจ "พาฟ้าหนีไปทีพี่ผา... พาฟ้าไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครรู้จักเรา ฟ้าไม่อยากเป็หม่อมหลวง ฟ้าไม่อยากได้เงินทอง ฟ้าอยากเป็แค่เพียงฟ้าคนธรรมดา
ภูผาเ็ปจนพูดไม่ออก เขากอดร่างบางที่สั่นเทาไว้แน่น ใจหนึ่งอยากจะพาเธอหนีไปให้ไกลสุดหล้า แต่อีกใจหนึ่ง... เขารักเธอมากเกินกว่าจะให้เธอต้องมาตกระกำลำบาก หรือถูกตราหน้าว่าเป็ลูกอกตัญญู
เขาซบหน้าลงกับไหล่บางของเธอ ปล่อยให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาเงียบๆ เขารักผู้หญิงคนนี้สุดหัวใจ รักจนอยากจะพาเธอหนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้าอย่างที่เธอขอ แต่ความจริงอันโหดร้ายกลับฉุดรั้งเขาไว้... ความจริงที่ว่าเขาเป็เพียงช่างภาพจนๆ ที่ไม่มีแม้แต่บ้านจะให้เธอซุกหัวนอนอย่างสมเกียรติ
"คุณฟ้าครับ... ฟังพี่นะ" ภูผาเช็ดน้ำตาบนแก้มใสด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา "พี่รักฟ้า... รักยิ่งกว่าชีวิตของพี่เอง แต่นางฟ้าอย่างคุณไม่ควรต้องมาตกระกำลำบากในนรกบนดินกับคนอย่างพี่"
"พี่จะไปคุยกับท่านพ่อของคุณเอง" ภูผาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นแต่แฝงด้วยความโศกเศร้า “พี่จะคุกเข่าอ้อนวอนท่าน จะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านเห็นใจ... พี่จะไม่ยอมให้ภาพฝันของเราต้องกลายเป็เพียงความทรงจำที่ไม่เคยเกิดขึ้นเด็ดขาด พี่สัญญา... ฟ้าเชื่อใจพี่นะ”
แต่ความกล้าหาญของลูกผู้ชาย กลับไร้ค่าในสายตาผู้มั่งมี…
เช้าวันรุ่งขึ้น... ท้องฟ้าที่ควรจะสดใสกลับดูมัวซัวราวกับจงใจกลั่นแกล้ง ภูผาในชุดเชิ้ตสีขาวที่รีดจนเรียบกริบที่สุดเท่าที่เขาจะมี คุกเข่าอยู่บนพื้นพรมกลางห้องรับแขกอันโอ่อ่าของบ้านพักตากอากาศ เบื้องหน้าของเขาคือบิดาของเพียงฟ้าที่นั่งมองเขาด้วยสายตาหยามเหยียดราวกับเขากลายเป็สิ่งสกปรกที่หลุดรอดเข้ามาในคฤหาสน์
“ผมรักคุณฟ้าครับ... รักด้วยใจจริง และผมสัญญาว่าจะทำงานหนักเพื่อสร้างอนาคตให้เธอ”
"หยุดพูดพล่อยๆ เสียทีไอ้กระจอก!" เสียงตวาดลั่นทำเอาภูผาสะดุ้งสุดตัว
“แกมีปัญญาอะไรจะไปเลี้ยงลูกสาวฉัน? ลำพังแค่ค่ากระดาษล้างรูปของแก มันยังซื้อกับข้าวสักมื้อให้เพียงฟ้าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ อย่าเอาความรักจอมปลอมมาอ้างเพื่อหวังจะเกาะชายกระโปรงลูกสาวฉันขึ้น์!”
“ผมไม่ได้หวังอะไรเลยครับท่าน... ผมแค่...”
"พอที! ฉันไม่อยากฟังเสียงกาเหว่าอย่างแกอีก" ผู้เป็พ่อของเพียงฟ้าหันไปกวักมือเรียกชายฉกรรจ์ร่างั์สองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ “พวกแก! ลากคอมันออกไปให้พ้นหน้าฉัน แล้วสั่งสอนมันด้วยว่า... ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคนชั้นต่ำอย่างมัน!”
"ครับท่าน!"
ลูกน้องสองคนเข้าล็อกแขนภูผาจากด้านหลังอย่างแรง จนไหล่แทบจะหลุด ภูผาพยายามขัดขืน แววตาของเขาหันไปมองยังชั้นสองของบ้าน หวังเพียงจะได้เห็นหน้าคนรักเป็ครั้งสุดท้าย
"คุณฟ้า! คุณฟ้าครับ!" เขาะโก้อง แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปเมื่อกำปั้นหนักๆ กระแทกเข้าที่ชายโครงจนตัวงอ
"ไปซะ! แล้วอย่าเสนอหน้ากลับมาที่นี่อีกถ้าไม่อยากตาย!" หนึ่งในลูกน้องกล่าวบอกเขาก่อนจะปิดประตูรั้วเสียงดังสนั่น ปัง! ราวกับเสียงตอกฝาโลง
ท่ามกลางแดดเปรี้ยงที่แผดเผา ภูผาไม่ได้ลุกไปไหน เขานั่งพิงกำแพงรั้วอยู่ที่นั่นอย่างคนไร้สติ หัวใจแหลกสลายไม่ต่างจากแก้วที่ถูกทุบจนละเอียด... เขาจำนนต่ออำนาจเงิน จำนนต่อชนชั้น แต่เขาไม่เคยจำนนต่อความรัก... แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็จะรออยู่ที่นี่จนกว่า "ฟ้า" จะส่งสัญญาณมาหาเขาอีกครั้ง
และแล้ว
จดหมายจากเพียงฟ้า…
“พี่ผาเป็อย่างไรบ้างคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ฟ้าถูกสั่งห้ามออกไปไหนเพราะคุณพ่อเอากุญแจมาล็อคประตูไว้ แต่อีกสองวัน... คุณพ่อจะพาฟ้าไปส่งให้ถึงมือเขาที่คฤหาสน์นั่น วันนั้นจะเป็โอกาสเดียวที่ฟ้าจะเลือกชีวิตของฟ้าเอง พี่ผามารอรับฟ้าที่ฝั่งตรงข้ามนะคะ... เราหนีไปด้วยกันเถอะนะ”
ภูผาอ่านจดหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันถูกโยนมาพร้อมถุงเครื่องหอมที่เพียงฟ้าชอบพกเป็ประจำ ถูกโยนออกมาจากทางหน้าต่างบานเล็กๆ น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม เขาพยักหน้ากับความมืด... ตกลง เขาจะพาเธอไป
วันนัดหมายมาถึง... รถยนต์คันหรูของตระกูลเพียงฟ้าแล่นมาจอดเทียบท่าหน้าคฤหาสน์ตระกูลบดินทร์ บดินทร์และบิดาออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ้มแย้ม ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นของสองตระกูลใหญ่ แต่หัวใจของเพียงฟ้ากลับเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างร้อนรน
และแล้ว... เธอก็เห็นเขา
ฝั่งตรงข้ามถนนที่หน้าร้านขายของชำ ภูผายืนหลบมุมเสาอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตตัวเก่งที่สะอาดสะอ้านที่สุด ส่งสายตามาให้เธออย่างมุ่งมั่น สื่อความหมายว่า ‘พี่มารับแล้ว’
วินาทีนั้น โลกทั้งใบของเพียงฟ้าหยุดหมุน เธอไม่สนใจขนบธรรมเนียม ไม่สนหน้าตาทางสังคม หรือพันธะสัญญาใดๆ อีกต่อไป
"พี่ผา!"
เพียงฟ้าตัดสินใจส่งสัญญาณ แล้วพุ่งตัววิ่งฝ่าวงล้อมของผู้ใหญ่ออกไป เธอวิ่งข้ามถนนกว้างมุ่งหน้าไปหาชายคนรักที่อยู่อีกฝั่ง รอยยิ้มแห่งอิสรภาพเริ่มปรากฏบนใบหน้า
"คุณฟ้า! ระวัง!" ภูผาะโสุดเสียง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก
โครม!
…
เสียงเบรกรถลากยาวเสียดแก้วหู ตามมาด้วยเสียงกระแทกอย่างแรง... ร่างบางในชุดกระโปรงสีหวานลอยละลิ่ว ก่อนจะตกลงกระแทกพื้นถนนอย่างแรง ราวกับตุ๊กตาที่สายเชิดขาดสะบั้น
"ฟ้า!!!"
ภูผาวิ่งถลาเข้าไปหาร่างที่นอนจมกองเื เขาช้อนศีรษะเธอขึ้นมาวางบนตัก มือสั่นเทาพยายามกดแผลห้ามเื แต่เืสีแดงฉานกลับไหลทะลักออกมาไม่หยุด
"พี่ผา..." เพียงฟ้าพยายามลืมตาขึ้นมองเขาเป็ครั้งสุดท้าย เธอยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ริมฝีปากขยับแ่เบา “ในที่สุดก็ได้เจอพี่แล้ว…ฟ้ารัก…พี่…นะ”
"อย่าพูด... อย่าเพิ่งพูด! รถพยาบาล! ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที!" ภูผาะโก้องอย่างบ้าคลั่ง
"คุณฟ้า... คุณฟ้าได้ยินพี่ไหม อย่าหลับนะ... ลืมตาขึ้นมามองพี่ก่อน!" น้ำตาของเขาไหลพรากหยดลงบนแก้มที่เริ่มซีดเผือดของเธอ ผสมปนเปไปกับสีแดงฉานที่ไหลอาบพื้นถนน
ขณะที่คุณพ่อของเพียงฟ้า ยืนนิ่งงันเป็รูปปั้นหิน ความถือดีและทิฐิที่เคยมีพังทลายลงในวินาทีนั้น ท่านก้าวขาไม่ออก ดวงตาเบิกโพลงมองดูลูกสาวเพียงคนเดียวที่ท่านเพิ่งจะบังคับขู่เข็ญมาหมาด ๆ นอนจมกองเือยู่เบื้องหน้า
"ไม่จริง... ยัยฟ้า... พ่อ... พ่ออยู่นี่ลูก..." ท่านพึมพำเสียงสั่น ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างคนหมดแรง มือที่เคยหยิ่งผยองพยายามจะเอื้อมไปหาลูกสาว แต่กลับทำได้เพียงคว้าอากาศไว้ด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินไป
ณ ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล...
เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ จนกระทั่งประตูห้องเปิดออกพร้อมกับใบหน้าเศร้าสร้อยของนายแพทย์
ไม่มีปาฏิหาริย์สำหรับความรักครั้งนี้... เพียงฟ้าจากไปแล้ว
พ่อของเพียงฟ้าทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดใจ ท่านเอาแต่พร่ำโทษตัวเอง “พ่อผิดเอง... พ่อผิดเองลูก พ่อไม่น่าบังคับลูกเลย ถ้าพ่อไม่คลุมถุงชน ลูกคงไม่ตาย...”
แต่คนที่หัวใจแหลกสลายที่สุด คือภูผา... เขานั่งนิ่งอยู่มุมห้อง ดวงตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย
‘ถ้าวันนั้น... ผมไม่ละสายตาจากคุณ’
‘ถ้าวันนั้น... ผมะโห้ามคุณเร็วกว่านี้’
‘ถ้าผม... มีปัญญาดูแลคุณได้ดีกว่านี้ คุณคงไม่ต้องวิ่งมาหาคนอย่างผม’
ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นั์ เขายกมือที่ยังเปื้อนคราบเืของเธอขึ้นมาปิดหน้า สะอื้นไห้ออกมาไม่รู้จบ
วัดเก่าแก่ที่เขาและเธอเคยไปถ่ายรูปด้วยกัน วันนี้กลับกลายเป็สถานที่จัดงานศพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเสียงสะอื้นไห้ ภูผานั่งมองรูปตั้งหน้าศพ... รูปใบนั้น คือรูปที่เขาถ่ายให้เธอเองกับมือ รูปที่เธอยิ้มหวานที่สุด รูปที่เธอบอกว่า ‘จะเก็บไว้ตลอดไป’
พ่อของภูผาที่มาร่วมงานด้วย เดินเข้ามาแตะไหล่ลูกชายเบาๆ ท่านมองลูกชายด้วยความสงสารจับใจ “ภูผา... ทำใจเสียเถิดลูก”
ภูผาเงยหน้าขึ้นมองพ่อ น้ำตายังคงคลอเบ้า
ผู้เป็พ่อเอ่ยเสียงเครือ “เกิดชาตินี้แค่ได้พบเจอ… เกิดชาติหน้าค่อยฝันกันใหม่”
คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในหัวใจที่ด้านชาของภูผา เขาหันกลับไปมองรูปถ่ายของเพียงฟ้าอีกครั้ง สายตาพร่ามัวไปด้วยน้ำตา
'วันนี้ใจสลาย... ยอมจำนนให้ฟ้าดิน แยกเราไกลกัน'
เขาหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาหยดสุดท้ายไหลริน ยอมรับความจริงที่เ็ปว่า... ภาพฝันของเขาและเธอได้จบลงแล้วในชาตินี้ เหลือไว้เพียงความทรงจำสีจางๆ ในม้วนฟิล์ม และคำสัญญาว่าจะรอพบกันใหม่... ในภพหน้า
- จบบริบูรณ์ -