ตอนที่ 4
ขึ้นเขา
ตอนเช้าแม่นมหวังกับสาวใช้ว่าจ้างเกวียนเทียมวัวของชาวบ้าน เพื่อเข้าเมืองไปขายผ้าปักกับซื้อข้าวของจำเป็ ส่วนเสี่ยวเฉินรับหน้าที่ดูแลคุณชาย
พอทั้งสองคนคล้อยหลังไปไม่นาน จางมู่หลินที่ลอบสังเกตสาวใช้อยู่ในเรือนก็เดินออกมา ดูจากท่าทางกระวนกระวายและมองเข้ามาในเรือนเป็พัก ๆ ของนาง เขาเริ่มมั่นใจหลายส่วนแล้วว่าคนที่วางยาเ้าของร่างคือสาวใช้ถิงเอ๋อร์ผู้นั้น
จากที่เขาหลอกถามข้อมูลจากเสี่ยวเฉินเมื่อวาน ทำให้รู้ว่าถิงเอ๋อร์เป็สาวใช้ที่ถูกซื้อตัวมาั้แ่อายุแปดเก้าขวบ เพื่อให้มาคอยดูแลจางมู่หลินคนเดิมั้แ่ยังเล็ก นับแล้วก็อยู่รับใช้มาเกือบสิบปี
การที่สาวใช้ที่ถูกซื้อตัวมาั้แ่อายุแปดเก้าขวบ และอยู่รับใช้มาเป็สิบปี วางยาพิษเ้านาย ดูอย่างไรก็ไม่ปกติ เห็นทีว่าคงมีอะไรซับซ้อนมากกว่าที่เห็น ทางเดียวที่จะรู้ได้คือคาดคั้นเอาคำตอบจากเ้าตัว
จางมู่หลินวางเื่ของสาวใช้เอาไว้ก่อน แล้วเดินสำรวจรอบบริเวณ โดยมีเสี่ยวเฉินคอยตามไม่ห่างด้วยความเป็ห่วง
พอมองดูเด็กชายที่อายุเท่ากับร่างนี้ แต่กลับผอมแห้งเหมือนคนขาดสารอาหาร เขาก็รู้สึกปวดใจและสงสารขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จากที่ฟังอีกฝ่ายกับแม่นมหวังพูดคุยกันเมื่อวาน เกรงว่าที่ผ่านมาเงินทองคงเจียดมาซื้อยารักษาให้จางมู่หลินคนเดิมจนหมดเป็แน่ แค่ดูก็รู้ว่าสองแม่ลูกยอมทนอดทนหิว เพื่อให้คุณชายอย่างจางมู่หลินได้กินอิ่มท้องและได้กินยาตามเวลา
“เ้าเคยขึ้นไปบนเขาด้านหลังหรือไม่?” พอมองไปยังูเาสูงใหญ่ด้านหลัง เขาก็เอ่ยถามออกมา
หมู่บ้านที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ เป็บ้านเดิมของจางหยวนผิงก่อนที่จะสอบติดจ้วงหยวนและได้เป็ขุนนาง ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนเป็แค่บ้านดินหลังคามุงฟาง และมีพื้นที่ไม่มาก แต่พอได้เป็ขุนนาง จางหยวนผิงก็ซื้อที่ดินหลายหมู่ตรงเชิงเขา แล้วสร้างบ้านใหม่แทนหลังเดิมที่เก่าโทรม จากนั้นก็จ้างคนในหมู่บ้านให้คอยดูแลปัดกวาด
(จ้วงหยวน หรือที่คนไทยคุ้นหูคือ จอหงวน เป็ตำแหน่งของคนที่สอบได้อันดับหนึ่งของการสอบขุนนางของจีนสมัยก่อน, หมู่ หรือ ไร่จีน มีขนาดประมาณ 666.67 ตารางเมตร)
ั้แ่ที่จางมู่หลินถูกส่งตัวมาพักรักษาตัว ผู้ดูแลก็ไม่ได้แวะเวียนมาที่เรือนอีก ปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังนายบ่าว แค่มาส่งถ่านไม้หรือฟืนตามเวลาเท่านั้น
แม่นมหวังมักจะก่นด่าและบ่นว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินกับสร้างบ้าน ล้วนเป็เงินที่ฮูหยินของนางออกทั้งนั้น ลำพังแค่เบี้ยหวัดขุนนางใหม่ของจางหยวนผิง จะซื้อที่ดินติดเชิงเขาหลายหมู่และสร้างบ้านใหญ่โตเช่นนี้ได้อย่างไร
แต่ถึงอย่างนั้นจางหยวนผิงก็ยังชั่วช้าเนรคุณ ทำร้ายฮูหยินกับคุณชายของนางได้ลงคอ!
“ไม่เคยขึ้นไปขอรับ ข้าเคยคิดจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือหาของป่า แต่ถูกท่านแม่สั่งห้ามไว้…” เสี่ยวเฉินตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
ก่อนหน้านี้เขาทนความอดอยากไม่ไหว คิดจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือหาของป่าไปขาย แต่กลับถูกมารดาห้ามไว้ บอกว่าเขายังเด็กเกินไป ขนาดบุรุษในหมู่บ้านที่แข็งแรงกำยำ ยังถูกสัตว์ป่าทำร้ายจนาเ็บ่อยครั้ง ถ้าเขาที่ไม่มีทักษะเอาตัวรอดขึ้นเขาไป เกรงว่าคงไม่รอดกลับมา
จางมู่หลินคิดว่าแม่นมหวังพูดถูก เพราะดูท่าทางผอมแห้งแรงน้อยของเสี่ยวเฉินที่ยังไม่โต เกรงว่าถ้าขึ้นเขาไปเจอสัตว์ป่า คงไม่พอยัดซอกฟันพวกมันเลยด้วยซ้ำ ต่อให้เป็เขาในตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน
เขาก้มลงมองดูร่างกายของตนที่อ่อนแอไม่ต่างจากเสี่ยวเฉินแล้วถอนหายใจ คิดว่าสิ่งที่ควรทำในตอนนี้คือทำให้ร่างกายนี้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังว่าจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรได้!
❈
หลายวันต่อมา พิษในร่างของจางมู่หลินถูกขับออกจนหมด ตอนแรกเหงื่อที่ถูกขับออกมาเป็สีดำและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่พอโคจรลมปราณในร่างเพื่อขับพิษหลายครั้งเข้า สิ่งปนเปื้อนที่ถูกขับออกมาพร้อมเหงื่อก็น้อยลงเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดก็ไม่มีอีก บ่งบอกว่าพิษถูกขับออกหมดแล้ว
แม้ว่าพิษจะถูกขับออกหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่หยุดฝึกลมปราณ ถึงจะไม่มีปราณวิเศษให้ซึมซับ แต่การฝึกลมปราณตามแบบวิถีบำเพ็ญเพียร ก็ช่วยให้ร่างกายนี้แข็งแกร่งและมีพลังขึ้น ตอนนี้พลังในร่างกายเขาเทียบได้กับผู้ฝึกปราณขั้นต้น
ขั้นฝึกปราณคือก้าวแรกของคนที่เริ่มบำเพ็ญเพียร แบ่งออกเป็สาม่ คือ่ต้น ่กลาง ่ปลาย คนที่อยู่ในขั้นฝึกปราณยังไม่ถือเป็ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง แค่ร่างกายและกำลังภายในแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ชีวิตที่แล้ว ก่อนที่จะพบอาจารย์และเข้าสู่หนทางบำเพ็ญเพียร จางมู่หลินเคยเป็มนุษย์ธรรมดาที่เกิดในตระกูลพ่อค้าวาณิชมาก่อน ทำให้เขารู้เื่ราวมากมาย จึงสามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่และโลกมนุษย์ธรรมดาได้อย่างรวดเร็ว
ถึงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีรากปราณจะบำเพ็ญเพียรไม่ได้ แต่ภายในร่างกายก็มีกำลังภายในและลมปราณแฝงอยู่ ถ้าฝึกฝนกำลังภายในหรือที่มนุษย์เรียกกันว่าฝึกยุทธ์ ร่างกายก็จะแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เทียบได้กับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นต้นที่อยู่ในขั้นฝึกปราณ
นอกจากร่างกายจะแข็งแรงมีกำลังวังชา ผิวที่เคยซีดเซียวเหมือนคนป่วยอยู่ตลอดเวลาก็กลับมาขาวเนียนอย่างคนสุขภาพดี ทำให้จางมู่หลินรู้สึกพึงพอใจมาก
การเปลี่ยนแปลงของเขาทำให้คนอื่นตกตะลึง และไม่อยากเชื่อตาตัวเอง
“ที่ผ่านมาข้าเอาแต่จมอยู่กับความเศร้า ทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าท่านแม่ตายอย่างไร ถ้ามัวแต่ทำตัวอ่อนแออยู่ จะช่วยแก้แค้นให้ท่านแม่ได้อย่างไร…” จางมู่หลินหาข้ออ้างส่ง ๆ
แม่นมหวังได้ยินเช่นนั้นก็น้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มดีใจ รู้สึกว่าคุณชายเติบโตเป็ผู้ใหญ่และพึ่งพาได้แล้ว ไม่ได้นึกสงสัยหรือคลางแคลงใจเลยสักนิด
เสี่ยวเฉินเองก็เช่นเดียวกัน เพราะเขาคอยดูแลและใกล้ชิดกับคุณชายแทบตลอดเวลา ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่ายกับตาตัวเอง จึงไม่ได้นึกสงสัยอะไร
ถึงแม้ถิงเอ๋อร์จะไม่ได้ยินที่จางมู่หลินคุยกับแม่นมหวังและเสี่ยวเฉิน แต่นางก็มองเขาที่ร่างกายแข็งแรงขึ้นทุกวันด้วยสายตาสงสัยและคลางแคลงใจ
จางมู่หลินเห็นสายตาของสาวใช้ก็แค่นเสียงในใจ แววตาเย็นเยียบขึ้นก่อนจะกลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว เขาคิดเอาไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรให้ถิงเอ๋อร์ยอมเปิดปาก ถ้าถามตรง ๆ เกรงว่านางคงไม่ยอมรับ ต้องใช้วิธีบีบบังคับเท่านั้น สิ่งที่เขา้าตอนนี้คือสมุนไพรที่จะปรุงยาได้!
“เสี่ยวเฉิน ข้าจะพาเ้าไปเดินเล่น” พอเห็นว่า่สายแดดยังไม่แรง จางมู่หลินจึงคิดจะไปสำรวจด้านหลังที่ติดูเา เพื่อดูว่ามีสมุนไพรที่้าหรือไม่
เสี่ยวเฉินได้ยินก็รีบรับคำ ส่วนแม่นมหวังก็ไม่ได้ห้ามปรามหรือถามว่าจะไปเดินเล่นกันที่ไหน แค่กำชับให้บุตรชายดูแลคุณชายให้ดีเท่านั้น ถ้าเป็ก่อนหน้านี้นางคงเป็ห่วง ไม่กล้าปล่อยให้คุณชายเดินไปไหนไกล เพราะกลัวร่างกายที่อ่อนแอจะทรุดหนัก แต่หลายวันที่ผ่านมานางเห็นอีกฝ่ายอาการดีขึ้นและแข็งแรงขึ้นกับตาตัวเอง จึงวางใจและยอมให้คุณชายทำตามใจชอบ
“เราจะไปไหนกันหรือขอรับ?” เสี่ยวเฉินเห็นคุณชายพาเดินมาด้านหลังที่ติดกับลำธารและูเา ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย ตอนแรกคิดว่าพวกเขาจะเดินเล่นที่ริมลำธารเท่านั้น
“เราจะขึ้นไปสำรวจบนเขากัน” จางมู่หลินพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พลางหาจุดที่ก้อนหินโผล่พ้นน้ำเพื่อเดินข้ามไปอีกฝั่ง ก่อนหน้านี้เขาเห็นด้านหลังบ้านมีลำธาร คิดว่าน่าจะมีปลาอยู่บ้าง แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะลำธารตื้นมากและเต็มไปด้วยหินเช่นนี้ อย่าว่าแต่ปลาเลย แม้แต่พืชน้ำยังไม่มีด้วยซ้ำ
“ขึ้นไปบนเขา!? ถ้าท่านแม่รู้เข้า…” เมื่อรู้ว่าคุณชายจะพาขึ้นเขา เสี่ยวเฉินเผลอพูดเสียงดังด้วยความใ
“ชู่วว อย่าเสียงดัง” จางมู่หลินใช้มือปิดปากเ้าทึ่มน้อย ก่อนจะลากแขนเขาเดินข้ามลำธาร ขืนให้แม่นมหวังรู้ว่าพวกเขาจะขึ้นไปบนเขาด้านหลัง เกรงว่าคงถูกห้ามแน่
“แต่ว่า…” เสี่ยวเฉินยังจำคำกำชับของมารดาได้ เื่ที่บนเขาเต็มไปด้วยอันตราย พวกเขามีกันแค่สองคน เกรงว่าถ้าเจอสัตว์ป่าเข้าคงไม่รอดแน่
“ถ้าเ้าไม่อยากไป ข้าจะไปคนเดียว” จางมู่หลินพูดตัดบท อันที่จริงเขาสามารถขึ้นเขาคนเดียวได้ แค่อยากพาเด็กคนนี้ไปเปิดหูเปิดตาเท่านั้น
“ข้าจะปล่อยให้คุณชายไปคนเดียวได้อย่างไร…” เสี่ยวเฉินรวบรวมความกล้า คิดในใจว่าถ้ามีอันตรายเกิดขึ้นหรือเจอสัตว์ดุร้าย จะเอาตัวเข้าบังเพื่อถ่วงเวลา คงจะพอให้คุณชายหนีรอดไปได้...
โปรดติดตามตอนต่อไป