ลุค คาเร่ย์
วันศุกร์...วันแห่งการสูญเสียของผม
เช้าวันนั้นผมตกงานอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ตอนบ่ายขณะที่ผมนั่งอยู่หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ด้วยความหวังที่จะได้เห็นชัยชนะขอทีมฟุตบอลที่ผมเฝ้าเชียร์มาเป็เวลานาน ผมก็ต้องผิดหวังเพราะทีมซินซินนาติกลับเป็ฝ่ายแพ้ซึ่งทำให้ผมรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
ต่อมา ในตอนกลางดึกของคืนนั้นเองที่มีเสียงกริ่โทรศัพท์ดังรัวขึ้น เรียกให้ผมต้องลุกขึ้นจากเตียง ทั้งๆที่ผมยังนอนตาค้างมองเพดานอยู่ในความมืดด้วยความคิดวิตกกังวลไปต่างๆ นาๆ
ผมค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงที่มีอลิซาเบทนอนอยู่เคียงข้างเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงกรีดก้องอยู่
เสียงโอปะเรเตอร์ดังมาตามสายว่า
“มิสเตอร์ ลุคคาร์เร่ย์คะ รับโทรศัพท์ทางไกลด้วยค่ะ”
“ผมกำลังพูดครับ”
อลิซาเบทเปิดไฟหัวเตียงและลุกขึ้นนั่ง
“ใครน่ะ?” เธอถามเบาๆ
ผมปิดปากโทรศัพท์ “ยังไม่รู้ โทรศัพท์ทางไกล”
“น่ากลัวจากเดโทน่าละมัง”เธอว่า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวัง “ที่คุณเขียนจดหมายไปสมัครงานไว้”
ผมไม่ตอบมีเสียงผู้ชายดังมาตามสายว่า
“คุณคาร์เร่ย์หรือครับ”
“ใช่ครับ ผมเอง”
“คุณลุคคาร์เร่ย์นะครับ?”
“ครับ ก็ผมนี่แหละลุค คาร์เร่ย์” ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกรู้สึกเหมือนถูกใครเล่นตลกด้วยโดยที่ผมไม่มีอารมณ์สนองตอบ
“ผม...สิบเอกโจฟลิ้นท์ จากสถานีตำรวจซานฟรานซิสโก ขอโทษ คุณมีลูกสาวชื่อดาเนียล หรือเปล่าครับ?”
ผมสังหรณ์ใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น
“ใช่ครับใช่...มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ?”
“ครับผมคิดว่าเป็เช่นนั้น เพราะเธอเพิ่งฆ่าคนตาย”
มันมีปฏิกิริยาบางอย่างเกิดขึ้นในใจผมทันทีนาทีนั้นผมอยากหัวเราะออกมาดังๆ ผมมองเห็นภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ร่างกายของแกถูกบดละเอียดจนย่อยยับ เืท่วมตัวถูกทิ้งให้นอนเดียวดายอยู่กลางถนนผมกัดลิ้นตัวเองอย่างไม่รู้สึกตัวอยากจะถามออกไปว่า
“เท่านั้นใช่ไหมครับ...?”แต่ผมกลับถามต่อว่า “แล้วตอนนี้ลูกผมเป็ยังไงบ้างครับ?”
“ยังไม่เป็ไรหรอกครับ”เสียงนายตำรวจตอบมาตามสาย
“ให้ผมพูดกับแกหน่อยได้ไหมครับ?”
“เสียใจเห็นจะต้องเป็พรุ่งนี้แล้วละครับเพราะแกจะต้องถูกส่งตัวไปที่สถานพินิจเยาวชนชั่วคราว”
“แล้วแม่ของเด็กล่ะครับอยู่ที่นั่นด้วยหรือเปล่า...ผมขอพูดกับเธอหน่อยได้ไหม?”
“เห็นจะไม่ได้ครับตอนนี้เธออยู่ในห้องส่วนตัวข้างบน กำลังพยาบาลกันอยู่ หมอกำลังฉีดยาระงับประสาทให้”
“แล้วมีใครที่ผมพอจะพูดได้บ้างล่ะครับ?”
“ตอนนี้ไม่มีใครนอกจากคุณกอร์ดอนซึ่งตอนนี้ก็คงยังพูดกับคุณไม่ได้ เพราะต้องอยู่เป็เพื่อนลูกสาวของคุณ”
“คุณหมายถึงแฮริสกอร์ดอนน่ะหรือครับ?”
“ครับ” นายตำรวจตอบ “คนที่เป็ทนายความนั่นแหละเขาแนะนำให้ผมโทรมาหาคุณ”
แฮริส กอร์ดอนทนายความคนนั้น ผมยังจำเขาได้เสมอดูเหมือนเขาจะเป็ทนายความที่ดีที่สุดและแพงที่สุดเขาถูกเรียกตัวมาใช้ในงานนี้...กอร์ดอน เป็ทนายให้ฝ่ายภรรยาเก่าของผมนอร่า...ในวันที่เราหย่าขาดจากกัน ผมรู้สึกเลื่อนลอยไปไกลทันใดก็มีเสียงถามมาตามสายว่า
“คุณไม่อยากรู้หรือครับว่าลูกสาวคุณฆ่าใคร?”
“...ผมเพียงแต่ไม่อยากเชื่อ”ผมตอบออกไป “ดาเนียลไม่ใช่เด็กที่มีลักษณะจะทำร้ายใครได้แกยังเด็กเกินไป ยังไม่เต็ม 15 ด้วยซ้ำ”
“แต่เธอก็ฆ่าเขาแล้วละครับ”น้ำเสียงของนายตำรวจแสดงความมั่นใจอย่างยิ่ง
“ถ้าอย่างนั้นเขาเป็ใครล่ะ?”
“โทนี่ ริคชิโอ”นายตำรวจตอบ ในน้ำเสียงของเขาแฝงแววเยาะอยู่เมื่อกล่าวต่อว่า “เพื่อนชายของภรรยาคุณยังไงล่ะ”
“เขาไม่ใช่เมียผม”ผมรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ “เราเลิกกันมาตั้ง11ปีแล้ว”
แต่ดูเหมือนนายตำรวจจะไม่ใส่ใจกับคำพูดของผมเอาเสียเลยเขากล่าวต่อไปว่า
“เธอใช้เกรียงแทงตรงหน้าท้องเขาดุเหมือนจะเป็เครื่องมือที่อดีตภรรยาคุณใช้เป็อุปกรณ์ในการปั้นรูปนั่นแหละคุณก็รู้ว่ามันคมเหมือนกรรไกรขาเดียวยังไงยังงั้น เืนองไปทั้งห้องเลย”
“แล้วยังไง?”ผมรู้สึกเหมือนหัวใจสลาย
“คือ...ดูเหมือนลูกสาวคุณเกิดหึงในความสัมพันธ์ระหว่างแม่ของเธอกับผู้ชายคนนั้น...แหละครับ”
ผมรู้สึกคอหอยตีบตันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้มันฝืดไปจนแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลง แข็งใจตอบออกไปว่า
“คุณตำรวจครับผมรู้จักลูกสาวผมดี ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าแกไปฆ่าเ้าหนุ่มคนนั้นได้ยังไงซึ่งถ้าแกจะทำอย่างนั้นจริงๆ ผมก็ไม่คิดว่าจะมีสาเหตุอย่างที่คุณอ้างหรอกนะ”
“แต่คุณกับลูกสาวก็ไม่ได้พบกันมากว่า6 ปีแล้วนะครับ” เสียงนายตำรวจพูดมาตามสาย“ระยะเวลา 6 ปีนี่เปลี่ยนเด็กได้มากนะครับ”
“แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเป็ฆาตกร”ผมตอบเสียงเบา “ต้องไม่ใช่ดาเนียล”พูดจบผมก็วางสายทันทีก่อนที่นายตำรวจคนนั้นจะทันพูดต่อ
อลิซาเบทกำลังจ้องมองดูผมอยู่ดวงตาสีฟ้าของเธอเบิกโพลงอยู่ตรงหน้า
“คุณได้ยินแล้วใช่ไหม?”ผมถาม
“แต่ฉันไม่อยากเชื่อเลย”เธอพูดพลางพยักหน้ารับ
“ผมก็ไม่เชื่อ”ผมตอบงงๆ “แกยังเด็กมากเพิ่ง 14กว่าๆ เท่านั้น”
อลิซาเบทเอื้อมมากุมมือผมไว้ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“ไปในครัวดีกว่าค่ะฉันจะชงกาแฟให้”
ภายในห้องครัวผมนั่งนิ่งเงียบเหมือนคนใบ้ จนกระทั่งอลิซาเบทเอาถ้วยกาแฟอุ่นๆ มาวางลงในอุ้งมือผมกำลังมีความรู้สึกเหมือนที่หลายๆ คนเคยรู้สึกคือเวลาที่สมองของคนเราเกิดความสับสน คิดอะไรต่อมิอะไรวุ่นวายอยู่นั้นที่จริงแล้วก็คือ เราคิดอะไรไม่ออกเลย ในยามนั้นผมมองเห็นแต่ภาพของดาเนียล...ภาพของลูกสาวตัวเล็กๆที่ตื่นเต้นอย่างล้นเหลือเมื่อได้ไปเที่ยวสวนสัตว์เป็ครั้งแรกเสียงหัวเราะสดใสของแก ขณะที่มองดูฟองคลื่นซัดสาดซัดชายฝั่งที่ลา จอลล่า...
โอ...ลูกน้อยตัวเล็กๆของพ่อ...เสียงแจ๋วๆ ของแกสอดแทรกเข้ามาในความทรงจำรำลึกของผม
“พ่อจ๋าสนุกจังเลยที่เราได้นั่งอยู่บนเรืออย่างนี้...พ่อจ๋าทำไมแม่ไม่มาอยู่ในเรือกับเราล่ะ ทำไมแม่อยู่แต่ในบ้านใหญ่ๆในซานวานซิสโกล่ะจ๊ะพ่อ?”
ผมอดนึกขำไม่ได้ตอนที่ดาเนียลออกเสียงซานฟรานซิสโกเป็ ซานวานซิสโก...ซึ่งสำเนียงแบบนี้เป็สิ่งที่นอร่ารำคาญอย่างยิ่งเพราะแกยังพูดไม่ชัดนั่นเอง ซึ่งอาจจะเป็เพราะนอร่าเป็คนที่พูดจาชัดเจนเป็คนที่เคร่งครัดในทุกสิ่งที่เธอกระทำ เธอจะต้องเป็ “สุภาพสตรี” เสมอ โดยเฉพาะในสายตาของบุคคลภายนอก
นอร่า มาเกอริตเซซิเลีย เฮย์เดน ผู้มีสายเืจากตระกูลสเปนนิชเก่าแก่ บวกกับสายเืร้อนแรงของชาวไอริชความหยิ่งผยองในสายเื ความมั่งคั่งของตระกูลนายธนาคารเมื่อสายเืเหล่านี้มาผสมกันเข้า เธอจึงเป็สุภาพสตรีสาวสวยผู้เกิดมาในตระกูลที่มั่นคงด้วยฐานะและอำนาจทั้งทางการเงินและที่ดินความฉลาดปราดเปรื่องอย่างอัจฉริยะ ก็เป็อีกปัจจัยหนึ่งของเธอผู้นี้ด้วย
นอร่าเป็ศิลปินไม่ว่าอะไรก็ตามที่เธอแตะต้องเข้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็หิน ดิน กรวด ทรายหรือไม้มันจะกลายเป็รูปเป็ร่างขึ้นมาทันที และเมื่อเธอสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้เธอก็อาจทำลายมันลงเสียได้ด้วยมือของเธอเอง...
ผมรู้...เพราะผมรู้จักเธอดีและเธอก็เคยทำสิ่งนั้นต่อผมมาแล้ว...
“กาแฟกำลังอุ่นพอดีเชียวค่ะดื่มเสียก่อนค่ะ” เสียงอลิซาเบทดังอยู่ใกล้ๆ
ผมตื่นจากภวังค์และพบว่าสายตาของอลิซาเบทกำลังจ้องมองผมอยู่ผมจิบกาแฟ ัักับความร้อนของมันขณะเลื่อนไหลจากลำคอลงสู่ช่องท้อง
“ขอบใจ” ผมมองตอบเธอ
อลิซาเบททรุดตัวลงนั่งตรงข้ามผม...
“ดูเหมือนคุณกำลังฝันไปไกล”เธอเอ่ยลอยๆ
ผมพยายามบังคับใจให้อยู่กับตัว “ผมกำลังคิดน่ะ”
“ถึงดาเนียลหรือคะ?”
ผมพยักหน้าอย่างเลื่อนลอยความรู้สึกผิดในบางสิ่งบางอย่างรบกวนใจผมอย่างมากมาย แต่มันคงแตกต่างกว่าความคิดของนอร่าอย่างแน่นอนเพราะวิธีคิดของเราสองคนไม่เหมือนกัน
“แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปคะ?”อลิซาเบทถามขึ้นอีก
“” ผมยังไม่รู้ยังไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำยังไงต่อไป”
“น่าสงสารจริง”น้ำเสียงสะท้านของเธอบอกความะเืในอารมณ์ออกมาชัดเจน
“ผมไม่ตอบ...
“แต่ถึงยังไง แกก็ยังมีแม่อยู่ทั้งคน”
ผมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น...ผมรู้...รู้ดีว่านอร่าไม่มีวันที่จะอยู่กับใครหรือเป็เพื่อนกับใครได้แม้แต่กับตัวเองก็ตาม
“เขากำลังเป็ประสาทได้ยินว่าหมอต้องให้ยาระงับประสาท”
“คุณหมายความว่าดาเนียลต้องอยู่คนเดียวทั้งๆที่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น อย่างนั้นหรือคะ?”
“ก็อาจไม่ถึงอย่างนั้นเพราะตอนนี้ที่โน่นก็มีทนายความอยู่ด้วยบางทีแกอาจจะต้องถูกส่งตัวไปอยู่สถานกักกัน โอ...” ผมอุทานคำท้ายออกมาเบาๆ
อลิซาเบทจ้องมองผมอยู่นานและแล้วเธอก็ลุกขึ้นเดินไถลไปที่ตู้เก็บเครื่องใช้ในครัว หยิบแก้วกับช้อนออกมผมสังเกตเห็นว่ามือเธอสั่นระริก จนทำให้ช้อนตกกระทบพื้นดังเปรื่องเธอจ้องมองดูมันและทำท่าจะก้มลงเก็บ
“บ้าจริง...ฉันซุ่มซ่ามอะไรอย่างนี้นะ”เธอบ่นงึมงำ
แต่ผมกลับเป็ฝ่ายก้มลงเก็บมันขึ้นมาเองเธอจึงหันไปหยิบข้อนคันใหม่ ปรุงกาแฟให้ตัวเองแล้วจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม
“ทำไมถึงต้องมาท้องตอนนี้ก็ไม่รู้”เธอเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ทำไมถึงต้องพูดโทษตัวเองอย่างนั้นล่ะผมก็มีส่วนด้วย”
เธอยังไม่ได้ละสายตาไปจากผมขณะที่กล่าวว่า
“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองโง่ยังไงไม่รู้คือฉันหมายความว่า รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์ เป็ต้นว่า...อย่างในเวลานี้”
“อย่าบ้าไปหน่อยเลยน่ะ”ผมว่า
“ฉันไม่ได้บ้า”เธอตอบ “ฉันรู้นี่คะว่าคุณไม่ได้้ามีลูกแต่ฉันอยากมีเอง”
“นั่นแหละ เธอบ้าละ”
“ลุคคะคุณเองก็เคยมีลูกมาแล้ว” เธอพูดเรียบๆ “มันพอแล้วสำหรับคุณ แต่ฉันยังไม่เคยมีก็เลยนึกว่าฉันน่าจะมีลูกกับคุณสักคนหนึ่ง บอกตามตรงก็ได้ ฉันเคยคิดอิจฉาเด็กคนนั้นฉันเคยคิดว่าฉันจะต้องพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่า อย่างน้อยฉันก็มีความสามารถเท่านอร่า”