ภายในห้องประชุมลับอันมืดสลัวของจวนสกุลซ่ง แสงเทียนวูบไหวทอดเงาลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว ตรงกลางนั้นมีจดหมายรักเก่าคร่ำฉบับหนึ่งและปิ่นปักผมเงินโบราณวางเคียงคู่กัน ของสองสิ่งนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่อาจสั่นคลอนราชบัลลังก์ได้ ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับมิได้อบอวลไปด้วยความยินดี หากแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียดอันหนักอึ้ง
"เรามีหลักฐานพร้อมพรั่งถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่นำขึ้นทูลถวายฮ่องเต้เสียตอนนี้เลยเล่า!" ซ่งติ้งหย่วนเอ่ยถามด้วยความร้อนรน "เปิดโปงความชั่วช้าของอ๋องรองให้สิ้นซากไปเสียเลย!"
ซ่งจิ้งอันส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมลงหลายส่วน "น้องรอง... เื่นี้หาได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น ลองตรองดูเถิด หากเราด่วนถวายฎีกาในยามนี้ ฮ่องเต้จะทรงเชื่อเราหรือ?"
"มีหลักฐานชัดเจนถึงเพียงนี้ เหตุใดจะไม่ทรงเชื่อ?"
"ชัดเจนสำหรับเรา แต่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้เล่า?" ซ่งจิ้งอันลุกขึ้นยืน ก้าวเดินช้าๆ ไปรอบห้อง "ประการแรก อ๋องรองเป็โอรสที่ฮ่องเต้ทรงฟูมฟักเลี้ยงดูมากับพระหัตถ์นานกว่ายี่สิบปี ความผูกพันลึกซึ้งปานนั้น การจะทรงยอมรับว่าโอรสผู้เป็ที่รักยิ่งมิใช่สายเืของพระองค์ ย่อมต้องใช้หลักฐานที่หนักแน่นและไร้ข้อกังขา ยิ่งกว่าจดหมายเก่าๆ เพียงฉบับเดียว"
"ประการที่สอง อิทธิพลของอ๋องรองฝังรากลึกในราชสำนักมานานปี มีขุนนางใหญ่เป็พรรคพวก โดยเฉพาะอัครมหาเสนาบดีหลี่ที่คอยหนุนหลัง หากเราหุนหันพลันแล่นเปิดโปง ฝ่ายนั้นย่อมโต้กลับทันควันว่าจดหมายนี้เป็ของปลอมที่ตระกูลซ่งกุขึ้นเพื่อใส่ร้ายป้ายสี แล้วฝ่าาจะทรงเชื่อตระกูลขุนนางเล็กๆ อย่างเรา หรือจะทรงเชื่ออ๋องผู้ทรงอิทธิพลล้นฟ้า?"
"และประการที่สาม..." จิ้งอันหยุดเดิน แววตาพลันเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง "หากเราหงายไพ่ใบนี้แล้วล้มเหลว เขาจะลงมือกวาดล้างตระกูลซ่งเพื่อปิดปาก ทำลายหลักฐานและสังหารพยานจนสิ้นซาก... ดาบเล่มนี้ใช้ได้เพียงครั้งเดียว หากชักออกมาผิดจังหวะ คมของมันย่อมย้อนกลับมาบาดคอเราเอง"
ซ่งจงอี้ที่นั่งนิ่งฟังอยู่เป็นาน พยักหน้าเห็นด้วยอย่างช้าๆ "จิ้งอันกล่าวได้ถูกต้อง ดาบที่คมกริบที่สุด บางครั้งอานุภาพของมันมิได้อยู่ที่การฟาดฟัน แต่อยู่ที่การ 'ยังไม่ชักออกจากฝัก' ตราบใดที่อ๋องรองยังไม่รู้ว่าเรามีหลักฐานใดอยู่ในมือ เขาก็ต้องระแวงและระวังตัว ไม่กล้าลงมือกับเราอย่างบุ่มบ่าม"
"เช่นนั้นเราต้องรอไปถึงเมื่อใดกัน?" ซ่งติ้งหย่วนถามต่ออย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
"รอจนกว่าจะถึงจังหวะที่เปิดโปง อ๋องรองก็จะดิ้นไม่หลุด" ซ่งจิ้งอันตอบ น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ระหว่างนี้เราต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม สร้างพันธมิตรให้แข็งแกร่ง และรอคอยจังหวะที่อ๋องรองอ่อนแอที่สุด หรือยามที่ฮ่องเต้ทรงระแวงในตัวเขาจนถึงขีดสุด... เมื่อนั้น ดาบเล่มนี้จึงจะฟันลงไปได้อย่างเด็ดขาดและขาดสะบั้นในฉับเดียว"
เจิ้นกั๋วกงลูบเคราพลางพยักหน้าด้วยความพึงใจ "ระหว่างนี้ ข้าจะค่อยๆ รวบรวมกำลังทหารที่จงรักภักดีอย่างเงียบๆ ส่วนเื่ในวังหลัง คงต้องอาศัยเส้นสายของฝ่ายฮองเฮาช่วยจับตาความเคลื่อนไหวของอ๋องรอง... เกมนี้เราต้องเล่นกันยาวๆ"
"ทว่าการรอคอย มิได้หมายความว่าเราจะอยู่เฉย" ซ่งจิ้งอันเสริมขึ้น "ในระหว่างนี้ เราต้องดำเนินแผนการไปพร้อมๆ กัน... หนึ่งคือรวบรวมหลักฐานความผิดของอ๋องรองทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็การลอบสังหาร การใส่ร้ายป้ายสี หรือการสมคบคิดกับศัตรูภายนอก... สอง สร้างพันธมิตรให้แน่นแฟ้น ทั้งฝ่ายฮองเฮา รัชทายาท และกลุ่มขุนนางตงฉินที่ยังไม่กล้าออกตัว... สาม เสริมสร้างขุมกำลังภายในตระกูลของเราเอง ทั้งด้านกำลังคนและกำลังทรัพย์"
"เมื่อวันใดที่อ๋องรองกระทำความผิดมหันต์จนฮ่องเต้ทรงหมดความอดทน เราจะซ้ำด้วยหลักฐานเื่ชาติกำเนิด พร้อมพยานบุคคลและขุมกำลังพันธมิตรที่หนุนหลัง... ถึงเวลานั้น ต่อให้เขาจะมีสิบปาก ก็ไม่มีทางแก้ตัวได้พ้น" ซ่งจิ้งอันกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววกร้าว "ศึกครั้งนี้เราต้องชนะอย่างเด็ดขาด เพราะตระกูลซ่งไม่มีโอกาสให้พ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว"
ซ่งจงอี้พยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจในความรอบคอบรัดกุมของบุตรชาย แผนการถูกกำหนดขึ้นอย่างเงียบเชียบ... ตระกูลซ่งจะเก็บงำคมดาบไว้ในฝัก รอคอยวันชักออกในจังหวะที่สมบูรณ์แบบที่สุด
——————
ทางด้านเรือนในอันเงียบสงบ ร่างเล็กๆ ของเหยาเหยานอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววครุ่นคิด แม้นางจะมิอาจล่วงรู้รายละเอียดจากการประชุมลับของบุรุษตระกูลซ่ง ทว่าก็พอจะคาดเดาได้ว่าครอบครัวของนางคงได้หลักฐานชิ้นสำคัญมาแล้ว
'ท่านพ่อกับท่านลุงได้จดหมายนั่นมาแล้วแน่ๆ แต่เหตุใดจึงยังไม่นำไปเปิดโปงอ๋องรองเสียทีนะ?' เด็กหญิงคิดในใจอย่างสงสัย ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ 'อ้อ... จริงสิ ในนิยายก็เป็เช่นนี้ การมีหลักฐานกับการใช้หลักฐานให้สัมฤทธิผลมันเป็คนละเื่กันเลย'
'ยามนี้อ๋องรองยังมีบารมีท่วมท้น มีขุนนางกังฉินคอยหนุนหลังเต็มราชสำนัก อีกทั้งฮ่องเต้ก็ยังโปรดปรานเขาอย่างยิ่ง หากหุนหันเปิดโปงตอนนี้ เขาต้องอ้างว่าเป็หลักฐานปลอมที่ทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายแน่ๆ แล้วตระกูลซ่งนั่นแหละที่จะต้องรับเคราะห์แทน' เหยาเหยาวิเคราะห์ตามเนื้อหาในนิยายที่เคยอ่านประกอบกับตรรกะในโลกความจริง 'ในนิยาย กว่าจะโค่นอ๋องรองลงได้ ต้องรอจนกว่าเขาจะก่อเื่งามหน้าครั้งใหญ่จนฮ่องเต้ทรงหมดความอดทน แล้วค่อยซ้ำเติมด้วยเื่ชาติกำเนิดกำมะลอนั่น ถึงจะล้มลาสต์บอสคนนี้ได้สำเร็จ'
'เพราะฉะนั้น ตอนนี้ต้องอดทนไว้ก่อน เก็บดาบไว้ในฝักอย่างมิดชิด รอคอยจังหวะที่เหมาะสม' นางย้ำเตือนตัวเองในใจ ประหนึ่งอยากส่งกระแสจิตนี้ไปให้ถึงพวกผู้ใหญ่ในตระกูล 'ห้ามใจร้อนเด็ดขาดนะเ้าคะ! เก็บหลักฐานไว้ให้ดี รอจนกว่าอ๋องรองจะเพลี่ยงพล้ำที่สุดค่อยลงมือ!'
ภายในห้องประชุมลับ เสิ่นว่านอวี๋ที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาหลังจากไปดูแลบุตรสาว ได้ยินเสียงความคิดของเหยาเหยาแว่วเข้ามาในหู นางอดยิ้มบางๆ ออกมามิได้... ความคิดความอ่านของบุตรสาวตัวน้อย ช่างตรงกับข้อสรุปของสามีและบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับใช้สมองก้อนเดียวกันคิดก็มิปาน
นางรีบเดินเข้าไปกระซิบข้างหูของซ่งจิ้งอันทันที "จิ้งอัน... เหยาเหยาก็คิดเห็นเช่นเดียวกับพวกเ้า นางบอกว่าให้เราเก็บดาบไว้ในฝักก่อน รอคอยจังหวะที่อ๋องรองเพลี่ยงพล้ำที่สุดค่อยลงมือ"
ซ่งจิ้งอันเผยรอยยิ้มอบอุ่น แววตาอ่อนแสงลง "น้องเล็กช่างใจตรงกับพวกเรายิ่งนัก... เช่นนั้น แผนการของพวกเราย่อมมาถูกทางแล้ว"
——————
ทว่า ณ ตำหนักอ๋องรองอันหรูหราอลังการ เซียวจิ่งหรงหาได้นั่งรอความตายอยู่เฉยๆ ให้ตระกูลซ่งเป็ผู้กำหนดเกมไม่
หลังจากที่หลักฐานเื่ชาติกำเนิดถูกลักลอบขโมยไป เขาก็รู้ตัวดีว่ายามนี้ตนเองกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งยวด ตราบใดที่จุดตายนั้นยังตกอยู่ในมือของศัตรู เขาก็เหมือนนั่งอยู่บนกองเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาร่างได้ทุกเมื่อ วิธีเดียวที่จะรอดพ้นคือต้องเร่งสร้างขุมกำลังให้อิทธิพลของตนแข็งแกร่งจนไม่มีผู้ใดกล้าสั่นคลอน... แข็งแกร่งเสียจนต่อให้ความลับเื่ชาติกำเนิดจะถูกเปิดโปง ก็ไม่มีผู้ใดในใต้หล้ากล้าลงทัณฑ์เขาได้!
"เร่งดำเนินตามแผนการ!" เขาสั่งการขุนนางคนสนิทด้วยน้ำเสียงเย็นะเื "ข้าต้องเข้าควบคุมกองกำลังทหารให้ได้มากที่สุดก่อนที่เื่จะแดงขึ้นมา ไปแจ้งแก่อัครมหาเสนาบดีหลี่... ถึงเวลาที่เราต้องขยับหมากกระดานใหญ่แล้ว"
"ใหญ่เพียงใดหรือพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง?" ขุนนางคนสนิทเอ่ยถามด้วยความหวั่นใจ
เซียวจิ่งหรงหรี่ตาลง มุมปากหยักลึกเป็รอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ใหญ่ถึงขั้นที่ว่า... ตำแหน่งรัชทายาท ควรจะเปลี่ยนเ้าของได้แล้ว!"
คำกล่าวนั้นทำเอาขุนนางคนสนิทถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งร่าง... นี่มิใช่เพียงการแย่งชิงอำนาจธรรมดา แต่เป็คำประกาศศึกเพื่อชิงบัลลังก์อย่างโจ่งแจ้ง!
"ท่านอ๋อง... การผลัดแผ่นดินเป็เื่ใหญ่ยิ่ง หากพลาดพลั้งเพียงก้าวเดียว..." ขุนนางคนสนิทละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัว
"ไม่มีคำว่าพลาด!" เซียวจิ่งหรงเอ่ยขัดเสียงกร้าว "ข้าอดทนรอคอยวันนี้มานานกว่ายี่สิบปี ทนเป็โอรสที่ฮ่องเต้ไม่เคยเหลียวแลเท่ารัชทายาท ทั้งที่สติปัญญาและความสามารถของข้าเหนือกว่ามันทุกอย่าง! บัลลังก์ันั้นควรเป็ของข้าแต่แรกแล้ว!"
ดวงตาของเขาหรี่ลง เงาแค้นที่สะสมมาแรมปีฉายชัดในแววตา "ที่ผ่านมาข้ายังยอมผ่อนปรนเพราะคิดว่าเวลายังมีเหลือเฟือ ทว่ายามนี้หลักฐานชาติกำเนิดตกอยู่ในมือศัตรู ข้าไม่มีเวลาให้ชักช้าอีกต่อไป! ก่อนที่ความลับจะถูกเปิดโปง ข้าต้องยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาไว้ในมือ จนไม่มีหน้าไหนกล้าตั้งคำถามว่าข้าเป็สายเืของใครอีก!"
ขุนนางคนสนิทรีบก้มศีรษะน้อมรับบัญชา ในใจตระหนักดีว่า นับจากนี้เป็ต้นไป ราชสำนักต้าเหยียนย่อมต้องนองไปด้วยเืและไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป
——————
ในค่ำคืนอันเงียบสงัด เหยาเหยานอนกอดกำไลกระดิ่งวงน้อยไว้แนบอก ดวงตากลมโตเหม่อมองเงาเทียนที่ทอดทาบและวูบไหวอยู่บนเพดานห้อง ในส่วนลึกของจิตใจพลันบังเกิดลางสังหรณ์อันน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด
'ตอนนี้อ๋องรองถูกหักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งหลักฐานชาติกำเนิดยังหายไป เขาจะต้องร้อนรนจนแทบคลั่งแน่ๆ' เด็กหญิงครุ่นคิดอย่างวิตก 'คนประเภทที่ถูกต้อนจนมุมมักจะทำเื่บ้าดีเดือดไร้สติ... ในนิยาย ่ที่อ๋องรองเริ่มเพลี่ยงพล้ำ เขาจะเร่งแผนก่อฏชิงบัลลังก์ให้เร็วขึ้น และเริ่มไล่กำจัดขวากหนามทีละคนอย่างโเี้'
'และตระกูลซ่งของเราก็คือขวากหนามชิ้นใหญ่ที่สุดที่ขวางทางเขาอยู่ โดยเฉพาะ...' เหยาเหยาวิเคราะห์พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น 'หากอ๋องรองเริ่มระแคะระคายว่าความลับของตระกูลซ่งรั่วไหลมาจากตัวข้า... เขาอาจจะพุ่งเป้ามาลงมือกับข้าโดยตรง!'
มือน้อยๆ กระชับกำไลแน่นขึ้น 'ข้าต้องระวังตัวให้จงหนัก ยันต์เตือนภัยนี้ต้องพกติดตัวไว้ตลอดเวลา และห้ามไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด!'
ทว่าด้วยร่างกายของเด็กน้อยวัยเพียงหกขวบ เมื่อต้องใช้ความคิดอย่างหนักจนเหนื่อยล้า ในที่สุดก็มิอาจต้านทานความง่วงงุนที่จู่โจมได้ เปลือกตาสองข้างค่อยๆ ปิดลงและเข้าสู่ห้วงนิทรา... โดยหารู้ไม่ว่าในเงามืดนอกหน้าต่างจวนสกุลซ่ง มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเข้ามายังเรือนนอนของนางอย่างเงียบเชียบ
มันเป็สายตาที่เย็นยะเยียบ ไร้ความรู้สึก ทว่าแฝงเร้นไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น!
เสิ่นว่านอวี๋ที่นอนเฝ้าอยู่ข้างเตียงบุตรสาว จู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ สัญชาตญาณระวังภัยร้องเตือน นางรีบลุกขึ้นเดินไปปิดบานหน้าต่างให้ลงกลอนอย่างแ่า ก่อนจะก้าวออกไปสั่งการให้เพิ่มกำลังเวรยามรอบเรือนของเหยาเหยาเป็พิเศษในค่ำคืนนี้
พายุกำลังจะตั้งเค้า และคราวนี้ เป้าหมายของมันอาจเป็แก้วตาดวงใจของนางโดยตรง!