ณ ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรูห้าดาว ที่บริษัทส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปรายใหญ่ระดับประเทศกำลังจัดเลี้ยงฉลองผลกำไรที่สูงเป็สองเท่าของปีที่แล้ว จากการบริหารงานที่ยอดเยี่ยมของ เหมยหลิน หรือ ลินลดา ทรัพย์วรกิจ ประธานบริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เข้ามารับ่ต่อจากบิดาได้เพียง 3 ปี แต่ด้วยความรู้ที่ทันยุคทันสมัย มีไอเดียใหม่ๆที่ดึงดูดผู้บริโภค ทำให้ยอดขายในประเทศและส่งออกต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี
“พวกเรามาดื่มฉลองให้คุณเหมยหลิน ท่านประธานสาวผู้เก่งกาจของเรากัน” กรรมการบริหารท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น พร้อมชูแก้วไวน์ขึ้น
“ไชโย ไชโย ไชโย” ทุกคนส่งเสียงไชโยพร้อมกัน
เหมยหลินลุกขึ้นยืนแล้วโค้งตัวขอบคุณ “ขอบคุณทุกคนที่สู่ร่วมกันมาค่ะ”
เหมยหลินพูดจบก็ยกแก้วไวน์ของตนขึ้นดื่ม คนอื่นยกแก้วดื่มเช่นกัน บรรยากาศในงานเป็ไปอย่างสนุกสนาน
“และในปีนี้ที่ยอดขายของเราถล่มทลาย ไม่ใช่ความดีความชอบของฉันคนเดียว ต้องขอบคุณไอเดียขนมผักอบกรอบ ที่ทั้งแปลกใหม่และมีประโยชน์ แถมยังเข้าถึงทุกเพศทุกวัย เ้าของไอเดียนี้ก็คือ อาชุน ของพวกเรานั่นเอง” เหมยหลินให้เครดิตน้องชาย ที่เข้ามาฝึกงานในปีนี้ และทุกคนก็ปรบมือแสดงความชื่นชมให้เขา
“ขอบคุณครับ” อาชุนลุกขึ้นขอบคุณทุกคน
“ต่อไปหน้าที่ประธานบริหารของบริษัทเราก็จะต้องเป็ของอาชุน ขอให้ทุกคนช่วยดูแลให้คำแนะนำเขาด้วยนะคะ” เหมยหลินฝากฝังน้องชายกับกรรมการบริหารท่านอื่น
“แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างพวกคุณสองคน ต้องทำให้บริษัทของเราก้าวหน้าไปไกลได้แน่” กรรมการบริหารทุกคนล้วนเป็คนเก่าคนแก่ ที่บุกเบิกบริษัทนี้มาพร้อมกับคุณพ่อของเธอ และเห็นทั้งสองคนมาั้แ่เด็ก เห็นความสามารถในสามปีที่ผ่านมาจึงไว้ใจให้พวกเขาบริหารบริษัทอย่างเต็มใจ
เหมยหลินนั่งทานอาหารและพูดคุยกับทุกคนอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ปล่อยให้เหล่าพนักงานร้องคาราโอเกะกันอย่างสนุกสนาน
“ฉันขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกสักครู่ เชิญทุกคนตามสบายนะคะ” เหมยหลินรู้สึกเมาเล็กน้อย จึงขอตัวออกมารับลมสักหน่อย
ห้องอาหารนี้อยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม เมื่อเดินออกมาจากบริเวณจัดเลี้ยงก็สามารถมองเห็นแสงไฟในเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหลยามค่ำคืน เหมยหลินยืนรับลมและคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
เหมยหลินตอนนี้อายุ 28 ปี เมื่อสามปีก่อนเธอพึ่งจะจบปริญญาโทด้านการเกษตรมาหมาดๆ กำลังจะเข้าไปทำงานหาประสบการณ์ที่สถาบันวิจัยการเกษตรของรัฐ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน พ่อของเธอที่เป็เ้าของบริษัทส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปรายใหญ่ของประเทศ เกิดหัวใจวายเฉียบพลัน แม่ของเธอก็เสียไปหลายปีแล้ว ส่วนน้องชายกำลังเรียนปริญญาโทสาขาบริหารและการตลาด จึงทำให้เธอต้องเข้ารับ่ต่อธุรกิจของพ่ออย่างช่วยไม่ได้
เธอวางแผนไว้ว่าน้องชายเรียนจบเมื่อไหร่จะยกตำแหน่งให้เขาทันที แล้วตัวเองจะได้ไปทำตามความฝันของตนเองต่อ เหมยหลินชื่นชอบการปลูกผักทำสวน ปลูกต้นไม้มาแต่เด็กๆ พอโตขึ้นเธอจึงเลือกเรียนสาขาเกษตร ซึ่งพ่อของเธอก็ไม่ได้ห้าม เพราะความรู้ด้านนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริษัทนี้ได้เช่นกัน
เมื่อเหมยหลินต้องเข้ามาบริหารบริษัท เธอก็ยังไม่ละทิ้งความฝัน เธอมุ่งมั่นตั้งใจดูแลบริษัทอย่างดีจนผ่านไปสองปี ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง เธอจึงเริ่มทำตามฝันอีกครั้ง เธอซื้อที่ดินห้าไร่เพื่อทำฟาร์มเกษตรแบบผสมผสาน ใช้เวลาหนึ่งปีทำให้มันเป็รูปเป็ร่าง และเธอยังสร้างห้องวิจัยด้านการเกษตรของตัวเองขึ้นมาอีกด้วย เมื่อมีเวลาว่าง เธอก็มักไปขลุกอยู่ที่นั่นเป็ประจำ
“คุณพ่อคุณแม่คะ หนูทำได้แล้วนะคะ บริษัทของเรากำลังเติบโตไปได้ด้วยดี หนูเชื่อว่าต่อไปอาชุนต้องทำได้ดีกว่าหนูแน่นอนค่ะ” เหมยหลินพูดกับดวงจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้า วันนี้พระจันทร์เต็มดวงเป็ดังแสงสว่างที่นำทางให้เธอยามค่ำคืน เมื่อเหม่อมองขึ้นไปทำให้เธอคิดถึงพ่อกับแม่ขึ้นมา
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แม้จะดึกสักหน่อย แต่วันพรุ่งนี้เป็วันหยุดประจำปีของบริษัท ทุกคนจึงกินดื่มกับอย่างเต็มที่ และเมื่อถึงเวลาสมควรก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
เหมยหลินที่ยืนรับลมจนสร่างเมาแล้ว จึงมายืนส่งทุกคนที่หน้าโรงแรม และให้คนขับรถไปส่งเธอและน้องชายที่บ้าน
“พักผ่อนดีๆนะครับพี่” อาชุนบอกพี่สาว แล้วแยกเข้าห้องนอนตัวเอง
เหมยหลินก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องตัวเองเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น เหมยหลินตื่นแต่เช้าเหมือนปกติ แม้จะเป็วันหยุด เธออาบน้ำแต่งตัวด้วยความเบิกบานใจ วันนี้เธอจะไปที่ฟาร์มของเธอ ที่ซื้อไว้แถวชานเมือง
นับวันฟาร์มแห่งนี้ยิ่งเริ่มเป็รูปเป็ร่างมากขึ้น เธอก็ยิ่งมีความสุข เมื่อแต่งตัวเสร็จเดินออกมาก็พบน้องชาย นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“กินข้าวเช้าด้วยกันสิครับพี่” อาชุนเอ่ยชวน
“ได้สิ” เหมยหลินยิ้มให้น้องชาย แล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหาร แม่บ้านจึงยกข้าวต้มมาเสิร์ฟให้เธอ
ทั้งสองนั่งกินข้าวต้ม และพูดคุยสัพเพเหระกันสักพัก
“นี่พี่ ตอนนี้ทุกอย่างก็ไปได้ดีแล้ว พี่ไม่คิดจะหาแฟนบ้างหรอ” จู่ๆอาชุนก็ถามขึ้น เขาเห็นว่าพี่สาวของเขามีคนมาจีบมากมายั้แ่สมัยเรียน แต่เธอก็ไม่สนใจใครเลย เอาแต่สนใจต้นไม้ใบหญ้า พอเรียนจบก็สนใจแต่บริษัท ตอนนี้เขาจึงอยากให้พี่สาวสนใจมองหาคู่ชีวิตไว้บ้าง
“ยังไม่เจอคนที่ใช่น่ะ” เหมยหลินตอบอย่างไม่ใส่ใจมากนัก แล้วเปลี่ยนเื่คุย
ทานข้าวเสร็จเธอจึงขอตัว แล้วขับรถสปอร์ตคันหรูออกจากบ้านไป เพื่อมุ่งหน้าสู่ฟาร์มของเธอ
รถวิ่งออกจากตัวเมืองได้สักพักก็เข้าเขตชานเมือง บรรยากาศเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องที่แออัด เป็ทุ่งนาป่าเขา ถนนที่การจราจรติดขัดก็โล่งขึ้น เธอจึงเร่งความเร็วรถเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
แต่จู่ๆ ฝนก็เทลงมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทัศนวิสัยบนท้องถนนก็แย่ลง
“บ้าจริง อยู่ดีๆฝนก็ตก” เหมยหลินต้องชะลอความเร็วรถลงเพื่อความปลอดภัย
แต่อนิจจา แม้เธอจะระวังแค่ไหน ์ก็ไม่ปล่อยให้เธอรอด จู่ๆก็มีรถบรรทุกเสียหลักพุ่งข้ามเลนมาชนเข้ากับรถสปอร์ตของเธออย่างจัง
สติของเหมยหลินดับวูบทันที สภาพรถยับเยินจนจำสภาพเดิมไม่ได้
“โอ้ย ปวดหัวจัง” เหมยหลินได้สติขึ้นมาอีกครั้งแต่รู้สึกปวดหัวอย่างมาก เธอจึงหลับตาลงอีกครั้ง จนอาการปวดหัวได้ทุเลาลง เหมยหลินจึงลูกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วมองไปรอบๆอย่างงุนงง
‘เราถูกรถบรรทุกชนไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เห็นมีแผลเลย แปลกจัง! แล้วที่นี่ที่ไหนเนี่ย ทำไมสภาพทรุดโทรมขนาดนี้ เราไม่ได้ถูกส่งไปที่โรงพยาบาลเหรอ’ เหมยหลินได้แต่ครุ่นคิดสงสัยอยู่คนเดียว
“โอ้ยยยย!” เมื่อคิดมาก อาการปวดหัวก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง จนเธอสลบไปและมีความทรงจำมากมายแล่นเข้ามาในหัวไม่หยุด เหมยหลินหลับไปอีกหนึ่งวันเต็ม
เธอรู้สึกตัวขึ้นในตอนเช้า เมื่อััได้ว่ามีคนเช็ดตัวให้เธอ เหมยหลินลืมตาขึ้น พบว่าเป็หญิงสาวอายุน่าจะสามสิบต้นๆ แต่ร่างกายผอมแห้ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ
“แม่” เหมยหลินเรียกคนที่กำลังเช็ดตัวให้เธอ ใช่แล้วผู้หญิงคนนี้คือมารดาของร่างนี้ที่เธออาศัยอยู่ ความทรงจำทั้งหมดของเ้าของร่างได้หลอมรวมกับความทรงจำของเธอเรียบร้อยแล้ว
“เป็ยังไงบ้างเหมยเออร์ ลูกเป็ไข้หมดสติไปสองวัน แม่กลัวมากรู้มั้ย” มารดากล่าวทั้งน้ำตา
“หนูไม่เป็ไรแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องร้องไห้นะคะ” เหมยหลินปลอบใจว่าเธอหายดีแล้ว
“แม่ขอโทษที่ไม่มีปัญญาพาลูกไปหาหมอ” หวังเซียงเซียงผู้เป็มารดา ยังร้องไห้ไม่หยุด
“ไม่เป็ไรค่ะแม่ หนูหายแล้วจริงๆ” จากความทรงจำของเ้าของร่างที่มีชื่อเดียวกับเธอ สองแม่ลูกมีชีวิตที่ไม่สุขสบายนัก ทุกวันต้องทำงานหนัก ทำทุกอย่างในบ้านเหมือนคนรับใช้ ถูกทุกคนในบ้านดูถูกเหยียดหยาม
เมื่อสองวันก่อนฉินเหมยหลินในวัย 16 ปี ถูกใช้ให้ออกไปซักผ้าที่หลังบ้านทั้งที่อากาศหนาวเย็น จนล้มป่วย แต่ย่าแท้ๆกลับไม่ยอมให้มารดาเธอพาไปหาหมอ มารดาจึงให้เธอนอนพักในห้อง แล้วตนเองต้องออกไปทำงานบ้านทั้งหมดเพียงคนเดียว
ฉินเหมยหลินที่นอนในห้องลำพังตัวร้อนจัด ไข้ขึ้นสูง จนช็อกและหมดลมหายใจ แต่จู่ๆ เหมยหลินที่ประสบอุบัติเหตุรถชนจากอีกโลกหนึ่งก็มาเข้าร่างแทน แต่ขณะนั้นหวังเซียงเซียงกำลังทำงานบ้าน จึงไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อเสร็จงานกลับมาเห็นลูกสาวนอนตัวร้อนอยู่จึงเช็ดตัวให้แล้วป้อนยาสมุนไพรที่แอบไปซื้อมาให้ พอตอนเช้าก็เห็นว่าไข้ลดแล้วจึงเช็ดตัวให้เธออีกครั้ง จนเธอรู้สึกตัวตื่นขึ้น
“อย่าร้องนะคะแม่ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีกคน” เหมยหลินปลอบโยนผู้เป็มารดาอีกครั้ง และสัญญากับตัวเองในใจว่าต้องทำให้ชีวิตสองแม่ลูกดีขึ้นกว่าที่เป็อยู่ให้ได้