ตอนที่ 12 แผนถูกวางเอาไว้แล้ว
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังมองไปยังโฉนดที่ดินเ่าั้อย่างมีความสุขคำพูดต่อมาของฟู่ต้าหย่งก็ทำให้เธอรู้สึกเศร้าลงไปทันที
“ในยุคที่ยากลำบาก สิ่งเหล่านี้ก็เป็เพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้นแหละมันไม่ใช่ของที่เราใช้หรือกินได้สักหน่อย”
ฟู่ต้าหย่งมองไปที่ลูกสาวของเขาอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
“พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์กับเราจริงๆ หรือเปล่า หากบอกเื่นี้กับคนอื่นในครอบครัวไป อาจจะเกิดความแตกแยกก็ได้”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่นี้อยู่ครู่หนึ่ง จริงสิเนื่องจากสภาพความเป็อยู่ของผู้คนในยุคนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเป็ผู้มันก็ตามแต่บ้านและที่ดินเ่าั้อาจจะทำให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดีก็ได้
ตอนนี้พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรอคอยเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
“เสี่ยวฮั่วลูกสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง เมื่อวานนี้ที่ลูกบอกว่าเห็นโสมป่า ลูกเห็นมันจริง ๆหรือเปล่า ? ” เมื่อนึกถึงโสมป่าสีหน้าของฟู่ต้าหย่งก็เปลี่ยนไปทันที
ฟู่เยี่ยนที่เห็นว่าพ่อของเธอดูกระตือรือร้นเป็อย่างมากนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับมันส่วนหวังซู่เหมยเองก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆนี่ลูกสาวของเธอมีดวงตาที่สามารถทำให้ครอบครัวของพวกเธอร่ำรวยได้จริง ๆอย่างนั้นหรือ ?
อย่างไรก็ตามเมื่อฟู่เยี่ยนพูดออกมาว่าเธอยังสามารถปลูกมันได้อีกด้วยนั้นหวังซู่เหมยก็ถึงกับพูดไม่ออกไปทันที
เธอรู้สึกมีความสุขมากๆ แต่ก็ยังรู้สึกวิตกกังวลไปพร้อม ๆ กัน เธอดีใจที่ลูกสาวของเธอมีพลังวิเศษนี้แต่ก็ยังเป็กังวลว่าความสามารถดังกล่าวจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของฟู่เยี่ยนเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าหากพูดถึงเื่พวกนี้ไปมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรดังนั้นเธอจึงต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็น เธอประกบมือเข้าด้วยกันก่อนจะมีกระแสน้ำเล็กๆ ลอยขึ้นมาจากมือของเธอ
เมื่อเห็นกระแสน้ำสายเล็กลอยขึ้นมาจากมือของลูกสาวทั้งสองคนก็ตกตะลึงไปทันที
“พ่อคะรีบเอาขวดมาเร็วเข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งจึงรีบหยิบเอาโถใบใหญ่ที่มีคำว่า “รับใช้ประชาชน” ถูกเขียนเอาไว้ข้าง ๆ ขึ้นมาทันที
“พ่อคะ แม่คะรีบดื่มมันเร็วเข้าสิ”ฟู่เยี่ยนเติมน้ำเ่าั้ลงไปในโถพร้อมกับเร่งเร้าให้พ่อและแม่ของเธอดื่มมัน
เมื่อเห็นท่าทีที่ดูมั่นใจของลูกสาวฟู่ต้าหย่งจึงได้ดื่มมันไปครึ่งหนึ่ง ก่อนจะมอบอีกครึ่งหนึ่งให้กับหวังซู่เหมย
ทันทีที่เห็นท่าทางแบบนั้นของผู้เป็พ่อฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันขึ้นมา
“พ่อ เป็อย่างไรบ้างมันอร่อยหรือเปล่า ? ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังมีอีกเยอะเลย”เธอพูดพร้อมกับเติมน้ำลงไปในโถอีกครั้ง
ในตอนนี้หวังซู่เหมยก็ได้ยอมรับในความสามารถของลูกสาวแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฟู่เยี่ยนก็ยังเป็ลูกสาวของเธอไม่ใช่หรือ ? ดังนั้นเธอเองก็ควรจะดีใจที่ลูกสาวมีความสามารถพิเศษแบบนี้สิถึงจะถูก
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเธอจึงได้ดื่มมันเข้าไปทันทีก่อนจะพูดออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “เสี่ยวฮั่วนี่มันน้ำอะไรกัน รสชาติของมันช่างดีมากจริง ๆดีกว่าน้ำแร่ที่แม่เคยดื่มบนูเาเมื่อตอนที่ยังเด็กเสียอีก”
ฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายเื่นี้ให้กับพวกเขาฟังทำเอาฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆจะพูดว่าสิ่งนี้เป็สิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของพวกเขาเลยก็ว่าได้
ซึ่งตลอดชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาก็ไม่ได้มี่เวลาที่ยอดเยี่ยมแบบนี้บ่อยๆ อยู่แล้ว
หลังจากที่ได้พูดคุยเื่นี้กับพ่อและแม่ไปฟู่เยี่ยนก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะท้ายที่สุดโฉนดที่ดินเ่าั้ก็เป็ของตระกูลเสิ่น และตอนนี้มันก็ได้ตกทอดมาสู่ครอบครัวของเธอส่วนเื่เนตร์นี้เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้รับการสืบทอดมาจากคุณย่าของเธอหรือเปล่า
ทั้งสามได้พูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยจะเน้นน้ำกับฟู่เยี่ยนว่าเื่นี้จะเป็ความลับระหว่างพวกเขาสามคนเท่านั้นแม้ว่าในตอนนี้เหล่าพี่ ๆ ของฟู่เยี่ยนจะโตแล้วก็ตามแต่พวกเขาก็ยังไม่โตพอที่จะรับรู้ถึงเื่นี้
ฟู่เยี่ยนรู้สึกลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยังคงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอเชื่อในความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเธอดังนั้นเธอจึงไม่อยากจะทำให้พวกเขาต้องรู้สึกกังวลใจ
ในคืนนั้นหลังจากที่เด็ก ๆ เข้านอนกันหมดแล้วฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้ต้มน้ำเพื่อจะอาบน้ำอีกครั้งเพราะร่างกายของพวกเขาสกปรกมาก
……..
อีกด้านหนึ่งฟู่เหล่าชวนยังคงนอนไม่หลับเขาคิดไม่ถึงเลยว่าลูกชายคนโตซึ่งเป็คนที่กตัญญูมาโดยตลอดจะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้
ภาพความทรงจำในอดีตค่อยๆ ผุดขึ้นมาในสมองของฟู่เหล่าชวนเป็ฉาก ๆนับั้แ่ที่ภรรยาคนเก่าของเขาได้จากไปนั้นฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้มีความกตัญญูต่อเขาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
อย่างไรก็ตามการที่ผู้เป็พ่อพาผู้หญิงคนอื่นมาอยู่ในบ้านหลังจากที่ผู้เป็แม่เพิ่งจะเสียชีวิตไปได้เพียงไม่กี่วันนั้นไม่มีลูกชายคนไหนรับได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะพ่อนั้น เขาควรจะเห็นความสำคัญของคนในครอบครัวก่อนสิถึงจะถูก ตอนนี้ลูกชายคนที่สามของเขายังคงทำงานเป็พนักงานชั่วคราวในโรงงานเฟอร์นิเจอร์อยู่เลยแต่เขากลับจะให้ลูกเลี้ยงมารับตำแหน่งงานต่อจากเขาเพื่อที่จะเอาใจภรรยาคนใหม่เสียอย่างนั้น
ส่วนหนิวชุ่ยฮวาที่อยู่ข้างๆ ก็มองไปยังฟู่เหล่าชวนด้วยความไม่พอใจ พลางอดไม่ได้ที่จะคิดว่าสิ่งนั้นถูกซ่อนเอาไว้ที่ไหน
เธอพยายามหามันทั่วทั้งบ้านของฟู่ต้าหย่งแล้วแต่ก็ไม่เจอ
“ตาเฒ่าคุณคิดว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหนเหรอ ? เป็ไปได้ไหมว่าลูกชายคนโตของคุณจะไม่อยากได้มันและภรรยาของคุณได้มอบมันให้กับลูกชายคนรองแทน ? ”
“เป็ไปไม่ได้หรอกตอนที่เธอหมดลมหายใจมีเพียงต้าหย่งเท่านั้นที่อยู่กับเธอเป็ไปไม่ได้ที่เธอจะให้คนอื่น” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เหล่าชวนก็ได้หยิบบุหรี่ขึ้นสูบด้วยท่าทีใจเย็น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแววตาของหนิวชุ่ยฮวาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที “จริงเหรอแบบนี้ก็หมายความว่าลูกคนอื่น ๆของคุณก็ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ของพวกเขาได้รับมรดกอะไรไปน่ะสิ ? ”
“พวกเขาไม่โต้แย้งเื่นี้หรอกเพราะต้าหย่งคอยดูแลน้อง ๆ ของเขามาโดยตลอดก็ต้องได้รับสิ่งนี้เป็เื่ธรรมดาอยู่แล้ว การเป็พี่คนโตนั้นเหนื่อยมากเขารับภาระที่หนักอึ้งมากมายเอาไว้คนเดียวมานานมาก ขณะที่น้อง ๆทั้งสามคนของเขาได้ไปโรงเรียน เขากลับต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับน้องๆ ”
ฟู่เหล่าชวนเชื่อว่ามันจะต้องเป็แบบนั้นอย่างแน่นอนเพราะตระกูลของเขาได้ปลูกฝังมาแบบนี้
“ถ้าอย่างนั้นเราไปบอกลูกชายคนรองของคุณกันดีกว่าว่าสมบัติทั้งหมดที่แม่ของเขามีถูกพี่ชายของเขาเอาไปหมดแล้วหากเขารู้เื่นี้เข้า เขาจะต้องอยากได้มันแน่ ๆ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากได้จริงๆ เราก็ยุยงให้เขาไปแย่งมันมาได้นี่นา”
“หลังจากที่บอกเื่นี้กับลูกชายคนรองของคุณเสร็จเราก็ไปบอกเื่นี้กับลูกชายคนที่สามของคุณอีกครั้งรับรองได้เลยว่าพี่น้องทั้งสามคนจะต้องเปิดศึกกันอย่างแน่นอนแล้วเราก็ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายนี้ให้จู่จื่อคอยจับตาดูลูกชายคนโตของคุณเอาไว้หากเขาเอามันไปซ่อนที่อื่น เราก็ค่อยไปตลบหลังเขาอีกที”
ฟู่เหล่าชวนครุ่นคิดถึงคำพูดของหนิวชุ่ยฮวาอยู่ครู่หนึ่งและรู้สึกว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นฟังดูสมเหตุสมผลใช้ได้เลยทีเดียว
แม้ว่าลูกชายคนที่สองของเขาจะเข้าร่วมกองทัพแล้วก็ตามแต่เขาก็ควรจะรู้เื่นี้
และเขาก็คงจะไม่มีความสุขอย่างแน่นอนหากรู้ว่าพี่ชายของตัวเองได้รับมรดกมากมายเ่าั้จากแม่ของเขามา
“เอาล่ะถ้าอย่างนั้นไว้พรุ่งนี้ฉันจะเขียนจดหมายไปหาเ้าสองเองก็แล้วกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้นฟู่เหล่าชวนก็ได้ส่งจดหมายถึงฟู่ต้าจวง ลูกชายคนรองของเขาซึ่งตอนนี้เป็ทหารอยู่ในกองทัพ
ครึ่งเดือนต่อมาณ ค่ายทหารแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้
“ผู้บัญชาการฟู่มีจดหมายถึงคุณครับ”
“จากไหนอย่างนั้นเหรอ ?”
“หน้าซองเขียนเอาไว้ว่าจากหมู่บ้านอันผิงบ้านเกิดของคุณครับ”
“อืม ขอบใจมากนะ”
ฟู่ต้าจวงเพิ่งจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็ผู้บัญชาการกองพันในปีนี้นี่เองเนื่องจากทักษะทางการทหารที่ยอดเยี่ยมของเขาเขาจึงได้รับการยกย่องจากผู้บัญชาการของเขามาโดยตลอด ซึ่งปีนี้เขาก็ได้มีอายุ 36ปีแล้ว และก็ได้เลื่อนขั้นเป็ผู้บัญชาการกองพันได้สำเร็จ
แม้ว่าฟู่ต้าจวงจะมีชื่อที่เลื่องลือมากๆ ก็ตาม แต่เขาก็ดูไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลยแม้แต่น้อยหากไม่นับเื่นิสัยที่ตรงฉินและเด็ดขาดของเขาแล้วละก็บุคลิกของเขานั้นดูเหมือนนักวิชาการเสียมากกว่า
แต่หากใครกล้ามาดูถูกเขาแล้วล่ะก็คน ๆ นั้นจะต้องชดใช้เขาด้วยเือย่างแน่นอน
ฟู่ต้าจวงเปิดจดหมายและอ่านเริ่มอ่านมันทันทีเมื่อรับรู้ถึงเนื้อหาที่อยู่ด้านในของจดหมายฉบับนี้แล้ว เขาก็โกรธอย่างอดไม่ได้
หลังจากที่อ่านจดหมายฉบับนั้นเสร็จก็ถึงเวลาเลิกงานพอดี ดังนั้นเขาจึงได้ลุกขึ้นและเดินกลับบ้านไป
ภรรยาของฟู่ต้าจวงชื่อว่าฉือิ่พวกเขาแต่งงานกันมา 5 ปีแล้ว และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนเด็กชายคนนั้นมีชื่อว่าฟู่เจี๋ยฟ่าง
เมื่อฟู่ต้าจวงกลับมาถึงบ้านฉือิ่ก็ได้เลิกงานกลับมาที่บ้านแล้ว งานของเธอไม่ได้เป็งานที่หนักมากนักดังนั้นเธอจึงมีเวลาเหลือเฟือ และตอนนี้เธอก็กำลังทำอาหารอยู่
“กลับมาแล้วเหรอคุณหิวหรือยัง ไปล้างมือสิ จะได้มากินข้าว ฉันทำกับข้าวเสร็จพอดีเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าจวงจึงรีบเข้าไปในครัวทันที และช่วยภรรยาของเขายกจานออกมาจากนั้นพวกเขาก็ทานมื้อเย็นด้วยกันอย่างมีความสุข
“เสี่ยวิ่เดือนหน้าผมคิดว่าจะลาพักร้อนกลับไปที่บ้านเกิดสักหน่อยนะ”ฟู่ต้าจวงพูดขึ้นมา
“มีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านของคุณหรือเปล่าคะ? ” ฉือิ่ถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเพราะั้แ่ที่เธอแต่งงานกับเขามา เธอเพิ่งจะเคยไปที่บ้านของเขาแค่เพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งแรกคือตอนที่แต่งงานส่วนครั้งที่สองก็คือตอนที่แม่สามีของเธอเสียซึ่งเธอยังคงจดจำบรรยากาศทั้งสองครั้งได้ดี และมันยังได้ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเธออีกด้วย
“วันนี้พ่อของผมได้ส่งจดหมายมา”ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับหยิบจดหมายฉบับนั้นออกมาจากกระเป๋าและยื่นมันให้กับภรรยาของเขาไป
“พ่อบอกว่าแม่ได้มอบมรดกก้อนใหญ่ให้กับพี่ใหญ่โดยบอกว่ามีทั้งทองคำ เงินและเครื่องประดับอื่น ๆ อีกมากมายเลยพ่อจึงอยากให้ผมกลับไปคุยกับพี่ใหญ่ทั้งยังบอกอีกว่าเขา้าที่จะทวงความยุติธรรมให้กับผม”ฟู่ต้าจวงพูดด้วยน้ำเสียงที่ประชดประชัน
ฉือิ่เองก็อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยเช่นกันดังนั้นเธอจึงรู้เกี่ยวกับเื่นี้เป็อย่างดีในตอนนั้นแม่สามีของเธอได้มอบกล่องใบหนึ่งให้กับพี่เขยและพี่เขยก็ได้มาปรึกษาเื่นี้กับสามีของเธอหลังจากที่แม่ของพวกเขาเสียไปแล้ว
แต่เนื่องจากเื่นี้เป็เื่ใหญ่ดังนั้นทั้งสองจึงตัดสินใจว่าจะยังไม่บอกเื่นี้กับน้องชายและน้องสาวของพวกเขา
หากในอนาคตมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปค่อยบอกเื่นี้กับทั้งสองคนก็ได้หรือไม่ก็ทำเหมือนกับว่าสิ่งเ่าั้ไม่ได้มีอยู่
และตอนนี้เธอเองก็พอจะคาดเดาเื่ทุกอย่างออกแล้วซึ่งหากพวกเขายังอยู่เงียบ ๆ ต่อไปมันคงจะไม่แน่นอน
ฉือิ่รู้ถึงความรู้สึกที่สามีของเธอมีต่อพี่ชายของเขาได้และอาจจะกล่าวได้ว่าพี่สำหรับสามีของเธอ พี่ชายของเขาเป็ยิ่งกว่าพี่ชายเสียอีก
“ั้แ่เรามาอยู่ที่นี่พ่อไม่เคยส่งจดหมายมาหาผมเลย แสดงว่าเขาต้องทำบางอย่างกับพี่ใหญ่แล้ว แต่ยังไม่สำเร็จอย่างแน่นอนก็เลยคิดที่จะมาใช้ผมเป็เครื่องมือ”ฟู่ต้าจวงพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
“หากผมไม่กลับไปล่ะก็พ่อจะต้องเอาเื่นี้ไปบอกกับเ้าสามและพี่สาวอย่างแน่นอน”
“แต่ผมก็ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเ้าสามเลยนะเพราะเขาเป็คนที่ฉลาดมาั้แ่เด็กแล้ว ส่วนน้องสาวก็เป็คนที่เข้าใจอะไรได้ไม่ยากนักแต่น้องเขยน่ะไม่แน่ใจเพราะท้ายที่สุดแล้วมรดกที่แม่ของผมทิ้งเอาไว้ให้นั้นมีมูลค่าสูงมากจริง ๆ ” เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ฟู่ต้าจวงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉือิ่ก็พยักหน้ารับ ก่อนจะพูดเสริมไปว่า “ถึงเวลาที่เราจะต้องกลับไปแล้วล่ะอีกอย่างแม่ก็ได้จากเราไปตั้งสามปีแล้วเราถือโอกาสนี้กลับไปไหว้หลุมศพของเธอด้วยเลยดีกว่าค่ะ”
“แต่คุณก็ควรจะเขียนจดหมายตอบกลับพ่อไปด้วยนะคะเขาจะได้รู้ว่าคุณทราบเื่นี้แล้ว และไม่ไปบอกเื่นี้กับน้องชายและน้องสาวของคุณ”
“อย่ากังวลไปเลยผมได้วางแผนเกี่ยวกับเื่นี้เอาไว้แล้ว ผมจะหยุดใน่ต้นเดือนหน้าคุณช่วยหาเวลาหยุดใน่นั้นด้วยก็แล้วกันนะ”
“ได้เลย่นี้ฉันจะเตรียมอาหารเอาไว้ พี่สะใภ้ชอบหน่อไม้แห้งมาก ๆ เลยล่ะฉันคิดว่าจะทำมันไปเป็ของฝากให้กับให้เธอสักหน่อย”
หลังจากที่พูดคุยกันจบทั้งสองก็ได้แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่เพิ่งคุยกันเอาไว้ก่อนหน้านี้
ทางด้านหนึ่ง
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพื้นที่เต็มไปด้วยองุ่นด้วยสีหน้าที่ดูกังวลเล็กน้อยทำไมกัน ทำไมมันถึงเยอะขนาดนี้ล่ะ !