ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 59 เดินทางไปวัด

            ลั่วจิ่งเฉินแสดงท่าทีว่าจะไปวัดเฉิงเอินกับพวกเขาวัดเฉิงเอินคือวัดชั้นดีสำหรับการกราบไหว้ในละแวกนี้ เพียงแต่ทุกคนมีห่วงในใจจึงไม่ได้ใส่ใจความคึกคักที่เกิดขึ้นรอบด้านมากนัก

            ลั่วจิ่งเฉินร่างกายยังไม่หายดีสมบูรณ์นักผ่านไปชั่วครู่ก็รู้สึกร่างกายเริ่มหนักจึงเรียกหลวงจีนคนหนึ่งมาและต้องการหาห้องรับรองพักผ่อนชั่วครู่

            ระหว่างทางลั่วจิ่งเฉินติดตามหลวงจีนเดินวนหลายรอบกว่าจะไปถึงด้านหลังเพียงแต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เกือบสะดุดล้ม พอมองดูบนพื้นก็เห็นว่าเป็นห้องใต้ดิน

            “นี่คือ?”

            หลวงจีนเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ย “นี่คือห้องใต้ดินของวัดยามปกติไว้ใช้เก็บของ มีคนเกือบล้มเพราะสะดุดห่วงประตูนี้ไม่รู้เท่าใดตอนเช้าเจ้าอาวาสยังบอกว่าจะทำพื้นที่ตรงนี้ให้ราบ แต่เนื่องจากปีใหม่ไม่เหมาะแก่การเคลื่อนย้ายดินจึงได้ปล่อยไว้”

            พูดจบเหมือนจะพิสูจน์สิ่งที่ตนเองพูดว่าคือความจริงหลวงจีนจึงแกล้งเปิดประตูห้องใต้ดินให้ดูด้านใน

            “เอ๊ะเหตุใดจึงมีกลิ่นเปรี้ยว เดาว่าของข้างในคงเสียแล้ว” หลวงจีนรูปนั้นพูดขณะชี้ไปทางห้องรับรอง “ด้านหน้าก็คือสถานที่พักผ่อนอาตมาต้องไปรายงานเรื่องห้องใต้ดินกับเจ้าอาวาสก่อน คงไม่ส่งโยมแล้ว”

            ลั่วจิ่งเฉินให้เขากลับไปจัดการงานของตนส่วนตัวเขากลับจับจ้องประตูห้องใต้ดินและสงสัยอยู่นาน

            เมื่อครู่ตอนเขาเข้าใกล้ห้องใต้ดินไม่ได้กลิ่นเปรี้ยวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามคือได้กลิ่นหอมของนมที่คุ้นเคยเพียงแต่กลิ่นค่อนข้างจาง เขาไม่แน่ใจว่าตนเองได้กลิ่นผิดหรือไม่

            เมื่อเห็นว่ารอบทิศไม่มีผู้ใดเขาจึงโน้มตัวไปเปิดประตูห้องใต้ดิน เพียงแต่ด้วยเหตุผลเรื่องขาจึงไม่กล้าออกแรงมากนัก นานสักพักกว่าจะเปิดมุมหนึ่งขึ้นมาได้เขาเดินลงไปอย่างระมัดระวัง เบื้องล่างนั้นมีผักและไหแตกไม่กี่ใบวางกระจัดกระจายเพียงแต่ตอนที่เขาลงมารู้สึกว่าด้านล่างพื้นมีเสียงก้องไม่มั่นคงเหมือนเวลาเหยียบบนพื้นดิน

            ลั่วจิ่งเฉินหาอยู่รอบหนึ่งแต่ก็ไม่พบจุดที่ผิดปกติ จึงคิดจะกลับขึ้นไปด้านบน

            ......

            “คนผู้นั้นเห็นความผิดปกติหรือไม่?”

            จู่ๆด้านบนก็มีเสียงของชายชราคนหนึ่งดังขึ้น

            ถัดจากนั้นก็ได้ยินเสียงหลวงจีนคนที่แยกกับตนเมื่อสักครู่เอ่ยตอบ

            “อาจารย์วางใจได้ข้าได้อธิบายตามคำบอกเล่าของท่านก่อนหน้านี้แล้ว ชัดเจนว่าเขาเชื่อเพียงแต่เหตุใดเราจึงไม่ปิดตายห้องใต้ดินนี้ไปเลย ขืนปล่อยไว้เช่นนี้อาจจะเป็นเรื่องได้นะขอรับ”

            ชัดเจนว่าหลวงจีนมีอารมณ์เล็กน้อยในน้ำเสียงค่อนข้างเป็นกังวลกับห้องใต้ดินนี้นี่ทำให้ลั่วจิ่งเฉินที่หลบอยู่ห้องใต้ดินไม่กล้าส่งเสียงชั่วขณะ

            “เจ้าจะเข้าใจอะไรที่ข้าทำเช่นนี้ก็ย่อมมีเหตุผล ต่อไปจำไว้ว่าอย่าให้แขกที่มากราบไหว้เดินมาทางเส้นนี้อีก”

            “เช่นนี้ไฉนอาจารย์จึงไม่ปิดกั้นเส้นทางนี้ทางนี้อยู่ใกล้ห้องรับรอง หากไม่ให้ผู้ที่มากราบไหว้เดินผ่านคนย่อมต้องเกิดความสงสัยเป็นแน่”

            หลวงจีนน้อยโต้ตอบกลับ

            “เรื่องนี้อาจารย์มีแผนในใจอยู่แล้ว” ชัดเจนว่าเจ้าอาวาสไม่อยากพูดมากทั้งสองอยู่ที่นี่แค่ครู่เดียวและจากไป ตอนนี้ลั่วจิ่งเฉินที่คิดจะกลับขึ้นไปเริ่มสังเกตห้องใต้ดินอย่างละเอียด

            เขาใช้เท้ากระทืบเบาๆและรู้สึกว่าเบื้องล่างคือพื้นที่โล่ง

            ......

            ทางด้านชีเหนียงที่ยังสืบหาเบาะแสจากคนเฝ้ายามไม่เสร็จดีนั้นก็ถูกหลานไฉ่เตี๋ยลากมาสถานที่เมื่อครู่

            “เจ้าดูสิข้างบนมีเสียงดังตุบๆ หรือว่าจะมีผี?”

            หลานไฉ่เตี๋ยกอดชีเหนียงเอาไว้หญิงสาวด้านหลังเองก็กอดกันกลม

            ชีเหนียงรวบรวมความกล้าเดินขึ้นด้านบนสองก้าวจากนั้นฟังเสียงด้านบนอย่างละเอียด

            ส่วนลั่วจิ่งเฉินที่อยู่ด้านบนก็ได้กลิ่นหอมของชานมอย่างเลือนรางอีกครั้งเขาดอมดมกลิ่นนี้และพบว่ามันส่งกลิ่นมาจากด้านล่าง

            หรือว่าด้านล่างจะมีห้องว่าง

            พอเกิดความคิดนี้ลั่วจิ่งเฉินก็รีบหาสิ่งที่คล้ายกับปุ่มเปิดปิด เขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงยึดมั่นกับกลิ่นหอมนี้แต่รู้สึกเพียงว่ากลิ่นนี้สำคัญอย่างมาก เขาลุกขึ้นมองไปรอบทิศรอบข้างวุ่นวายเละเทะอย่างชัดเจนมีเพียงชั้นวางสินค้าด้านซ้ายข้างหน้าที่วางจานไว้ไม่กี่ใบ

            เขาอดยื่นมือไปสัมผัสไม่ได้ได้ยินเพียงเสียงแกร๊กดังขึ้น ตำแหน่งด้านในสุดก็มีช่องขนาดใหญ่เปิดออก

            เสียงดังสนั่นทำให้ชีเหนียงอดถอยหลังหนึ่งก้าวไม่ได้รอจนฝุ่นหายฟุ้ง ชีเหนียงถึงมองเห็นคนด้านบนชัดเจน

            “จิ่งเฉิน!”

            “ท่านแม่!”

            ทั้งสองส่งเสียงพร้อมกันชีเหนียงรีบปีนขึ้นมา “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร? ไม่ถูกพวกเขาพบเข้าใช่หรือไม่?”

            ลั่วจิ่งเฉินเห็นความห่วงใยจากใบหน้าของท่านแม่แวบแรกที่นางเห็นตนเอง สิ่งที่นางเป็นห่วงมิใช่ความปลอดภัยของตน หากแต่ห่วงว่าเขาจะถูกใครพบเห็นหรือไม่นี่ทำให้เขาไม่รู้จะบรรยายเช่นไร

            มิน่ากลิ่นหอมนี้จึงทำให้เขาดึงดันเช่นนี้ที่แท้ก็เป็นกลิ่นจากตัวของท่านแม่

            “ข้าไม่เป็นไรเรารีบออกจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

            ขณะพูดชีเหนียงก็พยักหน้าต่อเนื่องแต่หลังจากทั้งสองเปิดประตูห้องใต้ดิน กลับพบว่าด้านบนห้องใต้ดินกลับมีหลวงจีนหลายรูปโผล่พรวดมา

            “ข้าว่าแล้วว่าไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เป็นดั่งที่คาดจริงๆ!” เจ้าอาวาสที่จากไปและกลับมาอีกครั้งยืนอยู่ด้านบนมองเห็นสองแม่ลูกที่ยื่นศีรษะขึ้นมาก็ยิ่งแน่ใจว่าความได้แตกเสียแล้ว

            ในเมื่อถูกพบแล้วชีเหนียงกับลั่วจิ่งเฉินก็ออกมาจากห้องใต้ดิน หญิงสาวด้านล่างก็พากันกรูออกมาหลานไฉ่เตี๋ยนับว่าหลักแหลม พอรู้ว่าถูกคนจับได้ก็แอบหาโอกาสหลบหนีตลอด

            หญิงสาวที่ถูกจับไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะได้เห็นหลวงจีนที่นี่ในภาพความทรงจำของพวกนางหลวงจีนคือตัวแทนของพระโพธิสัตว์ที่คอยช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พวกนางรีบคุกเข่ากับพื้นและวิงวอนให้ช่วยเหลือตนเอง

            “ท่านไต้ซือช่วงพวกข้าด้วย เราถูกคนร้ายลักพาตัวมาที่นี่ขอท่านไต้ซือได้โปรดช่วยให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย”

            “ท่านไต้ซือช่วยเราด้วย ช่วยเราด้วย!”

            สำหรับหญิงสาวที่ถึงตอนนี้ยังไม่พบความผิดปกติลั่วชีเหนียงเองก็จนใจไม่รู้จะพูดอย่างไร

            นางเอ่ยถามลั่วจิ่งเฉินเสียงค่อย “ใครมากับเจ้าบ้าง?”

            “มีท่านตากับยายโจว” พูดจบก็รู้สึกตื่นกลัวเขาบอกไว้ว่าจะมาพักที่ห้องรับรอง ประเดี๋ยวก็จะไปหาพวกเขาตอนนี้ผ่านมาหนึ่งก้านธูปแล้ว หากพวกเขารอไม่ไหวและมาตามหาตนเองเช่นนั้นไม่เท่ากับเข้ามาติดร่างแหเองหรอกหรือ

            ได้ยินว่าจ้าวจือชิงไม่ได้ตามมาไม่รู้เพราะเหตุใดชีเหนียงถึงสลดเล็กน้อย เห็นทีคงต้องพึ่งตนเองจึงจะดี

            ชีเหนียงพาจิ่งเฉินถอยหลังไปสองก้าวหลานไฉ่เตี๋ยที่คุกเข่ากับหญิงสาวเหล่านั้นแอบขยับไปทางนางสองก้าวอย่างเงียบเชียบ

            เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นตรงขาจากนั้นก็เห็นรอยยิ้มเอาใจของหลานไฉ่เตี๋ย ผู้หญิงคนนี้มีไหวพริบจริงๆ

            หากมีแค่ตนเองนางจะต้องหลุดพ้นจากหลวงจีนเหล่านี้แน่ แต่ตอนนี้ขาของจิ่งเฉินยังไม่เหมาะแก่การเคลื่อนไหวมากมายนักนางจำต้องคิดหาทางอื่น หวังว่าหลานไฉ่เตี๋ยผู้นี้จะเป็นคนดี

            “หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยก็ต้องให้ความร่วมมือกับข้า”

            ชีเหนียงพูดกับนางอย่างเรียบง่ายแล้วเริ่มพูดเรื่องเกี่ยวกับเจ้าอาวาสออกมา

            “พวกเจ้าเลิกขอร้องเขาได้แล้วพวกเจ้าไม่คิดว่าแปลกหรือ ทั้งที่เราถูกลักพาตัวมาแต่สถานที่หลบซ่อนกลับเป็นใต้ดินในวัดแห่งนี้ กระทั่งห้องเก็บของใต้ดินก็ปกปิดไว้เรื่องเช่นนี้หากไม่มีการร่วมมือจากคนในคน เดาว่าพวกโจรลักพาตัวก็ไม่มีทางพาคนเข้ามาได้อย่างโจ่งแจ้ง”

            เพียงคำพูดเดียวของชีเหนียงก็ทำให้หญิงสาวที่ขอความช่วยเหลือเบิกตาโตอย่างหวาดกลัว

            เจ้าอาวาสแสร้งทำเป็นพูด “อมิตาพุทธข้าแด่พระโพธิสัตว์ ที่สีกากล่าวมาคืออะไร อาตมาไม่ทราบเรื่อง”

            “เหตุใดพวกเจ้าจึงปรากฏตัวที่วัดของเราควรอธิบายสักหน่อยหรือไม่?”

            วิธีการโต้กลับของเจ้าอาวาสทำให้ชีเหนียงประเมินเขาสูงขึ้นอีกใครบอกว่าหลวงจีนล้วนเป็นคนดี

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน