ผมคิดตรองความหมายที่แกพูด แล้วตอบแกว่า“ป้าครับ ผมไม่ใช่คนปากมาก ใครบอกอะไรผม ผมจะปิดปากเงียบเสมอ”
ในเมื่อป้ากวนฉวยโอกาสมาตอนที่ในบ้านไม่มีใครต้องมีความลับบอกผมแน่นอน ผมแสดงท่าทีเช่นนี้ แกคงพูดได้ง่ายขึ้นมาก
“เธอเอาสักมวนไหม” ป้ากวนยื่นกล่องยาเส้นให้ผม
ผมสั่นหัว ยกมือขึ้นขวาง “ป้าครับผมไม่สูบบุหรี่”
ความมืดยามพลบค่ำเข้มขึ้นทุกทีเราไม่ได้เปิดไฟ มีเพียงเทียนสองเล่มที่ใช้แทนตะเกียงพิธีส่องแสงสีเหลืองสลัวแสงเทียนส่องสว่างเพลิงพิธีศพเพียงครึ่งเดียวดังนั้นผมกับป้ากวนแทบจะตกอยู่ในความมืดแล้ว แสงไฟนีออนค่ำคืนที่คึกคักและเมืองที่ไร้กลางคืน ผู้คนพลุกพล่านเป็เื่ของถนนฝูหรงถนนเฉวียนเฉิงและจัตุรัสเฉวียนเฉิง มีถนนสองสามสายกั้นอยู่เขตเมืองเก่าที่นี่ถูกซ่อนไว้ในความมืดของเมืองที่สว่างเจิดจ้าเมืองนี้ถูกชายหญิงในชุดหลากสีสันข้างนอกหลงลืมไปแล้ว
ที่นี่กับภายนอกค่ำคืนของสองแห่งนี้ราวกับอยู่ห่างกันหลายศตวรรษ ข้างนอกจมอยู่กับชีวิตที่หรูหราฟูเฟื่องของเมืองที่นี่โบราณคร่ำครึ
“ป้าครับ ที่ควรจำผมจำได้หมดที่ไม่ควรจำผมก็ทำเป็หูทวนลม” ผมบอกแก
“เด็กดี ฉลาดมาก” ป้ากวนพูดแล้วหันไปมองซากกำแพงเก่าด้านตะวันตก แล้วจู่ๆ เหมือนคิดอะไรขึ้นได้ “สือโถวั้แ่เด็กจนโตมีคนสอนเธอไหม กลางคืนมืดๆ ถ้าได้ยินคนแปลกหน้าเรียกชื่อเธออย่าขานรับเด็ดขาด”
ผมพยักหน้า “พี่ใหญ่เคยสอนครับ”
พี่ใหญ่เคยบอกว่าเสียงแปลกหน้าเ่าั้ถูกเรียกว่า“ผีร่อนเร่คร่าิญญา” พบเห็นได้ตามใต้สะพาน ริมแม่น้ำ สุสานร้างและตามป่าวิชามารของพวกมันร้ายกาจมาก ถ้ามันร้องเรียก แล้วคุณขานรับ ิญญาคุณจะถูกคร่าออกไปทันทีคุณจะกลายเป็ผีสมิง[1]ทำตามคำสั่งพวกมันทุกอย่าง
ั้แ่เล็กจนโตผมไม่เคยเจอเื่แปลกที่ว่า จึงถือว่าเป็แค่เื่เล่าเท่านั้น
“งั้นก็ดีแล้ว งั้นก็ดีแล้ว” ป้ากวนพูด
กำแพงเก่าทางด้านใต้สูงเพียงสองเมตรกันขโมยได้ไม่ดี แต่บ้านเราที่ดูเก่าทรุดโทรมอย่างนี้ ขโมยขี้คร้านจะมองเพราะคนพวกนั้นรู้ดีว่าเขตเมืองเก่าแบบนี้ถึงมาก็ไม่ค่อยได้อะไรต่อให้ลงมือขโมยสิบกว่าหลัง คงได้ไม่ถึงหมื่นหยวนดังนั้นผมจึงไม่มีแผนที่จะซ่อมแซมกำแพงบ้าน ปล่อยให้เก่าทรุดโทรมไป บนกำแพงมีวัชพืชนานาชนิดขึ้นคลุมรกอิฐส่วนใหญ่เก่าชำรุดหลวมหมดแล้ว ถ้าพายุมาก็อาจจะพังครืนได้
เช่นเดียวกันกับสามห้องทางทิศเหนือของบ้านก็ขาดการซ่อมแซมหลายปีแล้วฝนตกก็น้ำรั่ว ลมแรงกระเื้ัคาร่วงลงมา เป็เื่ที่พบเห็นเป็ประจำ ผมคิดแล้วว่ารอให้เสร็จงานศพปู่ก่อนจะเรียกช่างมาโบกปูนเปลี่ยนกระเื้ัคา เลี่ยงไม่ให้ผมไม่มีที่ซุกหัวนอนถ้าฝนตกหนัก
“เขตเมืองเก่ามีเื่แปลกๆ มากมายกลางคืนต้องระวังตัวหน่อย” ป้ากวนพูดอีก
กระถางธูปตั้งอยู่ระหว่างตะเกียงพิธีสองดวงปักธูปพิธีไว้ ธูปสามดอกไหม้ถึงฐานธูปแล้ว ผมจึงต้องลุกขึ้นไปจุดธูปชุดใหม่เฝ้าศพหนึ่งคืน อย่างน้อยต้องต่อธูปสิบครั้ง เปลี่ยนตะเกียงพิธีสองครั้ง งานพวกนี้สำหรับคนคนหนึ่งแล้วนับว่าหนักมากเพราะพอหลังเที่ยงคืนทุกคนจะง่วง ต้องมีคนมาผลัดเวร
ก่อนถังหว่านจะไปได้บอกไว้ว่าให้ผมอยู่เวร่ครึ่งแรกของคืนนี้พอตีสองเธอจะกลับมาเฝ้าศพแทนผม
พอผมนึกถึงถังหว่าน หัวใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นทันทีแขนขาที่อ่อนเปลี้ยมีแรงขึ้นมา
“สือโถว หมอถังดีต่อเธอมาก ฉวยโอกาสไว้อย่าให้หลุดมือนะ” ป้ากวนพูดอยู่ข้างหลังผม
ผมหันหลังให้แก ผงกหัวแรงๆ“ขอบคุณครับป้าที่ช่วยเตือน แต่เราสองคนเพิ่งรู้จักกัน ยังไม่เข้าใจกันลึกซึ้งมีหลายเื่ที่ต้องใช้เวลาทดสอบ”
ป้ากวนตบต้นขาดังฉาดแล้วพูดว่า“เด็กคนนี้นี่ หมอถังเป็คนของหัตถ์เทพสกุลถังเชียวนะ! เด็กสาวดีเลิศที่มาหาถึงบ้านอย่างนี้ยังต้องทดสอบอะไรอีก ถ้าเค้าคบหากับเธอแล้ว เท่ากับมียันต์ป้องกันตัวติดทั่วตัวยังจะมีใครคิดเล่นงานเธออีก แม้แต่ป้าเองก็พลอยได้หน้าไปด้วย!”
ผมจุดธูปแล้วค้อมคารวะรูปถ่ายปู่อย่างนอบน้อม จากนั้นจึงปักธูปลงในกระถางพอต่อธูปเสร็จก็คุกเข่าลงบนพื้น โขกศีรษะกราบสามที หน้าผากจดพื้นทุกครั้ง
“เซี่ยเทียนสือ...”มีเสียงเรียกผมที่ด้านหลัง เป็เสียงที่ไม่คุ้นหูเลย
ผมยังอยู่ในท่าคุกเข่ากราบอยู่จึงเหลือบตาขึ้นมองลอดใต้รักแร้ไปด้านหลัง
ด้านหลังนอกจากเสื่อฟางบนพื้นผ้าม่านรอบเพิงพิธีศพและป้ากวนแล้ว ก็เป็กำแพงสีเทาด้านทิศใต้ ผ้าคลุมเพิงพิธีไม่ได้ห้อยลงมาถึงพื้นแต่เหลือที่ว่างสูงจากพื้นหนึ่งศอก เพื่อระบายอากาศลดความร้อน
ในสภาพเช่นนี้ถ้ามีคนเข้ามา ผมสามารถมองเห็นเท้าเขาจากช่องที่สูงหนึ่งศอก
ที่จริงผมไม่เห็นอะไรเลยทางประตูบ้านก็ไม่มีใครเดินเข้ามา
“สือโถว สือโถว เซี่ยเทียนสือ”เสียงนั่นร้องเรียกอีก
ในเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นผม “สือโถว”ย่อมแสดงว่าเป็เพื่อนบ้าน คนคุ้นเคยหรือเพื่อน ผมขานตอบทันที “ไง ผมอยู่นี่ ใครกันเข้ามาสิ”
พอผมหลุดปากพูดออกไปก็รู้สึกว่าทำไม่ถูกแล้วรีบใช้สองมือยันพื้นลุกพรวดขึ้น หันไปทางทิศใต้
“มีอะไรหรือ” ป้ากวนถาม
“ผม...ผมได้ยินคนเรียก เลยขานรับครับ”ผมไม่กล้าชักช้า บอกแกตามตรง
ป้ากวนลุกขึ้นทันที เลิกผ้าม่านขึ้น
ลานบ้านกว้างสิบสองเมตร ลึกสิบห้าเมตรต่อให้หมอกลงก็ยังเห็นคนชัดเจน
ประตูบ้านอยู่ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้เป็ประตูแบบเก่าที่เป็บานประตูสองบาน ขณะนี้ประตูปิดแง้มอยู่ แสงจากโคมไฟถนนข้างนอกส่องสลัวผ่านช่องระหว่างประตูกว้างราวครึ่งศอกเข้ามา
“ไม่มีคนเรียกเธอ ป้าไม่ได้ยินเสียงคนเลย”ป้ากวนพูดเสียงหนักแน่น
ผมกำหมัดสองข้างแน่นอย่างไม่รู้ตัวสายตาค่อยๆ กวาดมองไปที่กำแพงด้านทิศใต้
“เป็เสียงแบบไหนหรือ” ป้ากวนถาม
ผมกระแอมแล้วพูดตอบเสียงเบาว่า“เป็เสียงที่ไม่คุ้นหูมากครับ ทีแรกเรียกชื่อผม ผมไม่ใส่ใจจากนั้นเขาก็เรียกผมว่าสือโถว ผมเลยคิดว่าเป็คนรู้จัก จึงขานรับไป ป้าครับ น่าแปลกไหม”
หญ้าหางหมาบนกำแพงโบกไหวไปตามลมไม่มีเงาคน ได้ยินเพียงเสียงลม
นอกกำแพงมีคนขี่รถจักรยานไฟฟ้าผ่านเป็ครั้งคราวมีเสียงกริ่งรถดังสั้นๆ
“ไม่มีคนนะ” ป้ากวนพูดอย่างหนักแน่น
ผมขบริมฝีปากดึงลิ้นชักใต้โต๊ะเซ่นไหว้ออก หยิบไฟฉายออกมา ส่องไปที่กำแพงด้านทิศใต้ ตรงนั้นสว่างจ้าขึ้นทันที
ไฟฉายแบบสามท่อนส่องสว่างมาก ลำแสงสว่างจ้ากวาดไปที่ยอดกำแพงใบของหญ้าหางหมาถูกส่องจนเขียววาว ดูราวกับดาบใบหลิ่วที่ลับคมกริบ
ผมส่องดูเจ็ดแปดรอบยังลุกขึ้นไปเปิดไฟในสนาม สุดท้ายจึงแน่ใจว่าไม่มีใครเข้ามาใกล้แต่เสียงนั้นดังขึ้นกะทันหัน ราวกับหูฝาด จู่ๆ ก็หายไป
“ไม่มีจริงๆ ไม่รู้ว่าผีหรือปีศาจจากไหนฉวยโอกาสที่เธอทำพิธีศพมากลั่นแกล้งมาหาถึงบ้านตอนที่เธออ่อนแอ เธอไม่ต้องกลัว ป้าอยู่ที่นี่...” ป้ากวนพูดแล้วจุดธูปสามดอก ถือธูปโบกไปมารอบตัวผม ปากท่องคาถาไม่หยุด
ถึงตอนนี้ผมจึงรู้ตัวว่าหลังตัวเองเหงื่อชุ่มแล้วเมื่อคิดทบทวนให้ละเอียด เสียงที่ร้องเรียกผมนั้นเปี่ยมไปด้วยเจตนาชั่วร้ายบอกไม่ถูกที่แปลกเป็พิเศษคือผมแยกไม่ออกว่าเป็เสียงผู้ชายหรือผู้หญิงกระทั่งฟังไม่ออกว่าเป็เสียงคนแก่หรือหนุ่มสาวในหูผมนั้นนั่นเป็แค่เสียงเสียงหนึ่งเท่านั้น เสียงที่เรียกชื่อผมไม่มีสีสันของอารมณ์ความรู้สึก เ็าและไร้กลิ่นอายของความเป็มนุษย์
ป้ากวนเดินรอบตัวผมสามรอบแล้วหันไปข้างนอก ปลายธูปชี้ไปที่กำแพงด้านทิศใต้ ตะคอกเบาๆ ว่า “ผีชั่วร้ายที่ผ่านทางมาฟังให้ดีนะ สกุลเซี่ยเป็ตระกูลที่จิตใจดีงาม ไม่เคยทำเื่ที่ผิดทำนองคลองธรรม ยิ่งไม่ทำเื่ชั่วร้ายดังนั้นถ้าผ่านทางก็ขอให้ผ่านไป ทำอะไรก็ขอให้ทำไปแต่อย่ารบกวนการที่ท่านปู่สกุลเซี่ยจะขึ้น์ทวยเทพทั้งในและนอกเมืองจี่หนานทั้งสี่ทิศเฝ้ามองอยู่ ขืนทำเื่บ้าๆจะถูกสายฟ้าลงทัณฑ์”
จากคำพูดของป้ากวนพอจะฟังออกว่าเสียงประหลาดที่เรียกผมนั้นไม่ใช่พวกที่มาดีแน่
ในลานบ้านนอกประตูและบนกำแพงไม่มีอะไรผิดปกติ ราวกับิญญาร้ายที่ร้องเรียกผมด้วยความมุ่งร้ายจะหนีไปไกลแล้ว
“เอาละ เอาละ ไม่มีอะไรแล้ว”ป้ากวนเป่าปาก แล้วปาดเหงื่อบนหน้าผากเบาๆ
“ผมสะเพร่าไปเอง แต่อยู่บ้านหลังนี้มานานยังไม่เคยเจอเื่อย่างนี้เลยครับ” ผมบอก
เขตเมืองเก่านี้ไม่มีบ้านใหม่อายุบ้านอย่างน้อยสามสิบปีขึ้นไปดังนั้นเพื่อนบ้านแถวนี้ล้วนอาศัยอยู่ในบ้านเก่ามานานมาก ล้วนเคยเจอมาแล้วไม่ว่าเื่แปลกตามยุคสมัยหรือเื่แปลกในชีวิตที่ควรจะพบเห็น
“เมื่อดวงชะตาอ่อนลงเื่แปลกจะมาเยือนถึงบ้าน นี่เป็กฎเกณฑ์ปกติเหมือนเมื่อคนคนหนึ่งร่างกายอ่อนแอก็จะป่วยไข้ ยังเหมือนโรคระบาดบางคนติดโรคแต่บางคนกลับไม่ติด หลักเหตุผลเดียวกันนั่นแหละ” ป้ากวนอธิบาย
แกดับธูปสามดอกนั้น วางกลับลงไปบนโต๊ะเซ่นไหว้
หลังจากใโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นสีหน้าแกไม่สู้ดีนักแล้ว
“สือโถว สือโถว...”มีคนเรียกชื่อผมอีกแล้ว แต่คราวนี้พออีกฝ่ายร้องเรียกผมก็ฟังออกทันทีว่าเป็เป็เสียงที่ดังมีพลังของเฒ่าซายอดนักมวยเพื่อนบ้านเรา
สกุลซาย้อนขึ้นไปสามรุ่นฝึกวิชามวยปล้ำหมัดมวยเล่ากันว่าปู่ของเฒ่าซายอดนักมวยเป็นักมวยปล้ำที่ถวายการรับใช้ฮ่องเต้กวงสู่ในสมัยชิงเชี่ยวชาญวิชามวยปล้ำเป็เพื่อนสนิทกับจางสื้อถงซึ่งเสียชีวิตในการปฏิรูปอู้ซวีและหวังอู่เยจอมง้าวที่หนีรอดไปได้ที่น่าเสียดายก็คือพอราชวงศ์ชิงล่มสลาย ตระกูลซาหนีออกจากเมืองหลวง ทรัพย์สมบัติของตระกูลตกไปอยู่ในมือของกองทัพพันธมิตรแปดชาติพวกเขามาตั้งรกรากใหม่ที่จี่หนานในสภาพที่สิ้นเนื้อประดาตัวแล้วจึงย้ายมาอาศัยในบ้านเก่าหลังนี้ในเขตเมืองเก่า
พอประตูใหญ่เปิดออก ร่างที่ใหญ่โตล่ำสันของเฒ่าซายอดนักมวยก็เดินอาดๆเข้ามา
แม้จะเป็ปลายฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่อุณหภูมิอยู่ที่เพียงสิบกว่าองศาเฒ่าซายอดนักมวยใส่ชุดนักมวยปล้ำแขนกุด เปิดแผ่นอกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นขนดำบนหน้าอกดูองอาจน่าเกรงขาม
“สือโถว สือโถวทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงขานรับนะ” เฒ่าซายอดนักมวยเลิกม่านขึ้น ก้าวยาวๆ เข้ามา
พอเฒ่าซายอดนักมวยเห็นป้ากวนถึงกับผงะใบหน้าที่ดำคล้ำดูอึดอัด
“อาซา” ป้ากวนยืนขึ้นคารวะ ท่าทางอ่อนน้อม
“อ้อ เธออยู่นี่หรือฉันคิดว่าสือโถวอยู่คนเดียว” เฒ่าซายอดนักมวยเดินมา จุดธูปสามดอกไหว้รูปถ่ายปู่แล้วค้อมคารวะสามที
“พี่เซี่ย ผมมาเยี่ยมพี่แล้วพี่จากไปอย่างกะทันหัน ถึงจะไม่ได้ฝากฝังเื่ข้างหลังกับพวกเราแต่พวกเราจะนิ่งเฉยไม่ได้ นับจากนี้ไปพวกเราจะถือว่าสือโถวเป็ลูกตัวเองจะช่วยดูแลเขา ไม่ให้ถูกคนนอกรังแก” เฒ่าซายอดนักมวยพูด
ผมยืนอยู่ด้านข้าง ค้อมคารวะตอบ
วันนี้ทั้งวันผมอยู่ในเพิงพิธีศพคุกเข่าคารวะตอบอย่างน้อยหลายร้อยครั้งจนหัวเข่างอไม่ได้แล้ว จึงต้องพลิกแพลงเป็การยืนค้อมคำนับแทน
เฒ่าซายอดนักมวยหันมามองผม แล้วมองป้ากวนจากนั้นจึงถอนหายใจยาวแล้วเดินออกไป
สัญชาตญาณบอกผมว่าเขาต้องมีเื่อยากพูดกับผมแต่ติดที่ป้ากวนอยู่ด้วย จึงไม่สะดวกปากที่จะพูด
“อาซา ถ้ามีเื่จะพูดคุยกับสือโถวฉันจะออกไปก่อน” ป้ากวนมีปฏิกิริยาไว ชิงพูดขึ้นทันที
เฒ่าซายอดนักมวยโบกมือโดยไม่หันกลับมา“ฉันไม่มีเื่อะไร ก็แค่มาเยี่ยมพี่เซี่ย พวกเธอคุยกันเถอะพรุ่งนี้ฉันค่อยมาใหม่”
ผมมองตามหลังเขาไป ดวงตาเปียกรื้นอีกครั้ง
ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างติดอยู่ที่หว่างคิ้วผมเจ็บจนปวดแสบปวดร้อน
ผมยื่นมือไปเช็ดออกบนหลังมือมีรอยเืหลายสายทันที
“ป้าครับ หน้าผมเป็อะไรไปไม่รู้”ผมหันมาถามป้ากวน
สายตาป้ากวนเบนมาที่หน้าผากผมแล้วหยุดนิ่งทันที
“ป้าครับ เกิดอะไรขึ้นบนหน้าผมหรือ” ผมถาม
“ดูเหมือน...น่าจะถูก...ผีสมิงเล่นงานแล้ว”แกยืนมือมาที่หน้าผากผม เสียงและตัวแกเริ่มสั่น
[1]ผีสมิง (伥鬼)เดิมหมายถึงคนที่ถูกเสือกัดตายแล้วกลายเป็ผี คอยลวงคนมาให้เสือกิน ต่อมาหมายถึงผีที่เป็ข้าทาสคอยรับใช้ผู้เป็นาย