..... ณ โบสถ์ชนบทแห่งหนึ่งในกรุงโรม
ช่างเป็สถานที่ที่เงียบสงบมีบ้านเรือนน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายอย่างเหมาะ แต่ก็ไม่ติดกันกับเหมือนกับกองขนมปังแห้งที่วางขายพะเนินเทินเทอะที่มีให้เห็นกันอยู่ทั่วไปมีเว้นช่องไฟให้สายลมได้วิ่งเล่นมาพบปะผู้คนมองไปทางเมืองก็มีน้ำพุใหญ่ให้หนุ่มสาวได้มานั่งชอบนั่งชมกันมีแบล๊คกราวข้างหลังเป็น้ำที่พุ่งขึ้นมาเหมือนน้ำตกที่ถูกสรรสร้างมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะกล่าวมาโดยรวมๆช่างเป็ที่ๆมีความสุข และสร้างความประทับใจเกือบทุกผู้ทุกคนเว้นแต่คนๆหนึ่ง เขาส่งสายตามาจากท้ายเมืองมองตรงมายังลานน้ำพุแล้วเบ้ปากเล็กน้อยพอเป็จริตจะก้านจากนั้นก็สะบัดหน้าเหมือนสะบัดบ๊อบแล้วเปิดประตูบานใหญ่เดินหายเข้าไปในโบสถ์หลังโตที่เป็สถานที่เงียบสงบที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้และเื่ราวที่คุณจะได้รับรู้ต่อจากนี้คือเื่ราวสุดอัศจรรย์ของชายหนุ่มผู้ไม่ชอบในความรักแต่ดันได้มาทำหน้าที่เป็ผู้ส่งสารแห่งความรักจากพระเ้าด้วยโชคชะตาหรือฟ้าสาปอันนี้นี้ไม่ทราบ
“โอ้ยยยยยออกไปใหนก็เจอแต่พวกรักกันแบบปลอม รักเปลือก ทำเป็ยิ้มหวานปากพาใส ใจสีน้ำตาลใหม้เป็ตอตะโกทำไมฉันต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย” ชายหนุ่มบ่นพลางนั่งบนเก้าอี้แล้วยกเท้าขึ้นมาพาดกับเก้าอี้อีกตัว
เขาคือชายหนุ่มชื่อว่า โอลิเวอร์ดากามัส รูปร่างเล็ก สูงแค่ร้อยหกสิบกว่าๆผมสีบรอนด์เงินธรรมชาติอันที่จริงจะบอกว่าธรรมชาติมันก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะมันผิดธรรมชาติของคนทั่วไปเขาั้แ่เกิดมาก็มีผมสีนี้เลย มีผิวขาวสดใส ดวงตาสีฟ้าแบบชาวตะวันตกและพิเศษกว่าคนปกติทั่วไปเลยก็คือการมองเห็น ไม่ใช่เขามองเห็นด้วยเสียงแบบหนัง”แดร์เดวิล”นะ แต่เขาสามารถเห็นความรู้สึกของคนอื่นเป็สีออร่าออกมาจากตัว
ออร่าสีขาว – ความบริสุทธิ์ใจที่บริสุทธิ์
ออร่าสีน้ำเงิน – ความ้าทางเพศเกิดอารมณ์
ออร่าสีส้ม – ความหิว ความกระหาย
ออร่าสีเหลือง – ความอยากได้ทะเยอทะยาน
ออร่าสีคราม – ความเบื่อ ไม่สนใจใยดี
ออร่าสีแดง – ความโกรธ แค้น
ออร่าสีเขียว – ความอิจฉา ไม่ยอมรับ
ออร่าสีม่วง – ความเย่อหยิ่ง
ออร่าสีชมพู – มีความรัก
ออร่าสีเทา – รู้สึกกลัว หดหู่เศร้าหมอง
ออร่าสีน้ำตาล – หมดรัก เบื่อหน่าย
และออร่าสุดท้ายออร่าที่เขาไม่อยากพบเจอเลย ออร่าสีดำ – ออร่าแห่งความรู้สึกอยากฆ่า
ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
โอลิเวอร์มองเห็นสีพวกนี้ั้แ่เด็กเมื่อพูดให้ใครฟังก็จะไม่มีใครเชื่อแม้กระทั่งพ่อกับแม่ของเขาและหลายครั้งที่โอลิเวอร์ช่วยบอกคนในที่เขาพบเจอถึงเหตุการณ์ข้างหน้าว่าจะมีคนรักกันคนทำร้ายกัน คนฆ่ากันตาย หลายๆคนเริ่มเชื่อเขา แต่แทบทุกคนก็กลัวเขาเช่นกันมนุษย์กลัวในสิ่งที่เขาไม่รู้มาเนินนานและเมื่อเจอกับโอลิเวอร์ เขาก็ยังกลัวทุกคนมองเขาเป็ตัวประหลาดเป็เด็กที่ถูก์สาป ไม่เว้นแม้กระทั่ง พ่อกับแม่...... อาจเป็เพราะเขามองเห็นสีเทาที่ออกมาจากพ่อแม่จากสีชมพูสีขาวที่เขาเคยเห็นบัดนี้ไม่มีอีกแล้ว ท้ายที่สุดพ่อแม่เอาเขามาฝากไว้กับบาทหลวงโจเซฟ ที่โบสถ์ซึ่งไกลจากหมู่บ้านที่เขาเกิดแล้วเดินหายไปไม่ทิ้งคำลาแม้แต่คำเดียว ตอนนั้นโอลิเวอร์เพียงสิบขวบแต่เขาอยากให้ทุกคนมองเห็นสีแบบที่เขาเห็นและหันมามองที่ตัวเขา ว่ามันแสนจะเทาหม่นหมองแค่ไหน
เด็กน้อยโอลิเวอร์หันไปมองบาทหลวงที่จูงมือเขาเข้าไปต่อหน้าพระเ้าและหันไปมองบาทหลวงอีกครั้ง “ทำไม ทำไม” เขาคิดอยู่ในใจเมื่อเห็นออร่าสีขาวที่ออกมาจากบาทหลวง
โอลิเวอร์ :“ทั้งๆที่ก็รู้ว่าผมเป็ตัวประหลาด ทำไมหลวงพ่อไม่เกลียดผมละทั้งที่ผมมันผิดปกติ ทำไมไม่กลัวผมละ”
หลวงพ่อ :“หนุ่มน้อยทุกคนเกิดมาเพื่อทำบางอย่างในชีวิตแล้วฉันจะเกลียดคนที่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่พิเศษกว่าคนอื่นได้ยังไง เธอน่าจะเห็นมากกว่าฉันอีกนะว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำมันมีมากกว่านั้น มากกว่านั้นมากมาย ฉันแค่ให้พระเ้าเปิดใจ ฉันแค่รักทุกสิ่ง”
บาทหลวงพูด พร้อมกับหันมายิ้มให้เด็กน้อยมันอาจเป็ยิ้มเล็กๆแต่มันเป็ไม้เพียงต้นเดียวที่ยังยึดเหนี่ยวจิตใจของเด็กน้อยเอาไว้ได้เขาไม่เคยได้รับความรักจากใครที่บริสุทธิ์และจริงใจแบบนี้มาก่อนบัดนี้โอลิเวอร์รู้แล้วว่าที่ของเขาคือที่ไหน นี่แหละคือบ้านของเขา
ปัจจุบัน
โอลิเวอร์โตขึ้นมาเป็หนุ่มหน้าตาพอใช้ได้ไม่ถึงกับหล่อมากแต่ก็ไม่ขี้เหล่สามารถไปโบสถ์ตอนเช้ามืดๆหน่อยได้ เขาคอยช่วยหลวงพ่อโจเซฟ ปัดกวาดเช็ดถูโบสถ์ให้เงาวับจนจะหลอกตาคนว่าเป็กระจกได้อยู่แล้วเขาเก็บตัวทำงานในโบสถ์ไม่ค่อยออกไปพบปะผู้คน ออกไปแค่ยามจำเป็หรือมีธุระจริงๆอยู่แบบหนังไทยก็คงเป็สโนน้อยเรือนแต่นี่เป็เวอร์ชั่นกรุงโรมก็คือโอลิเวอร์น้อยโบสถ์งามนอกจากเขาจะเก็บตัวแล้วที่สำคัญที่สุดเขายังเก็บใจไม่เคยมีความรักเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะแง้มให้สาวคนไหนอาจเป็เพราะเขาเห็นสีแห่งความรักของคู่รักที่เปลี่ยนจากสีชมพูปนกับสีน้ำเงินเป็สีเทา สีน้ำตาล เขาเห็นจากหนึ่งคู่ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็ร้อยๆคู่ เขารู้สึกถึงความไม่สมมาตรในความรักเอาซะเลยอีกคนรัก ทำไมอีกคนไม่รัก ทำไมมันไม่เท่ากันละ 18ปีมาแล้วเขาก็ยังหาคำตอบในข้อนี้ไม่ได้ เขาทนเห็นอะไรที่ไม่สมมาตรแบบนี้ไม่ไหวเขาตัดสินใจมองพื้นเดินไปไหนมาไหนก็มองเหมือนหาเศษตังว่าจะมีใครทำตกบนท้องถนนบ้าง
บาทหลวง : “โอลิเวอร์ ออกไปเอาจดหมายที่ไปรษณีย์ให้พ่อหน่อยลูก”
โอลิเวอร์ :“จดหมดอะไรครับหลวงพ่อ”
บาทหลวง : “เห็นบาทหลวงจากส่วนกลางที่ไปเจอมาเมื่ออาทิตย์ก่อนเขาบอกว่าศาสนจักรจะมีหนังสือส่งมาให้น่าจะถึงั้แ่วันก่อนแล้ว สงสัยคงทำตก โอลิเวอร์ไปดูให้พ่อหน่อยนะลูก”
โอลิเวอร์ :“…… ได้ ...ได้ครับ”
ถึงโอลิเวอร์จะไม่ค่อยอยากจะออกไปพบปะผู้คนสักเท่าไรแต่ถ้าเป็คำสั่งของหลวงพ่อโจเซฟ เขาถือว่าเป็บรรชาจากเทวดาจะไม่ขัดหรือปฏิเสธเด็ดขาด บาทหลวงหนุ่มหยิบเสื้อคลุมผ้าฝ้ายทออย่างดีตัวเก่งสวมเอาเข็มกลัดติดไว้ที่กระเป๋าข้าง เนื่องจากมีรอยเส้นด้ายที่แยกออกจากกันเล็กน้อย แล้วเดินออกมาจากประตูโบสถ์อย่างใจเย็นเขามองไปทางในเมืองอากาศเย็นกำลังดีค่อนไปทางหนาวนิดๆ แต่ยังไม่ถึงกับมีหิมะตกช่างเป็์บนดินจริงๆ เขาเดินไปยิ้มไปไปรษณีย์หมู่บ้านห่างจากตัวโบสถ์ไปแค่สองโค้งตึก ไม่พอให้เหงื่อออกได้ด้วยซ้ำไป
แต่แล้ว์ก็ต้องล่มลง เมื่อเห็นคู่รักเดินจู๋จี๋กันเต็มสองข้างทาง (โอ้ยยย อยากจะอาเจียนเหมือนคนแพ้ท้องตอนสองเดือนกว่าๆ ได้กลิ่นความรักแล้วคลื่นใส้)โอลิเวอร์คิดในใจเขารีบจ้ำอ้าวเดินจะให้พ้นจากตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด แต่ไอ้สายตาตัวดีมันก็ดันไปเห็นคนโทแจกันที่วางนอนไว้ิ่ๆขอบหน้าต่างจะร่วงไม่ร่วงแหล่มันไม่อยู่ตรงกลางที่ๆควรจะอยู่ มันจะตกอยู่แล้ว ซึ่งช่างจะพอดีกับการกลั่นแกล้งของฟ้าที่เสกให้มีสองคู่รักวัยรุ่น มายืนอยู่ตรงนั้นพอดี
สำหรับคนอื่นคงเดินไปโดยไม่สนใจแต่สำหรับคนกึ่งโรคจิตอย่างโอลิเวอร์ที่ทนไม่ได้กับการเห็นอะไรที่ไม่สมมาตรมันช่างทรมานจะเดินหนีก็เหมือนมีใครเอาทวนไจนัสมาทิ่มแทงข้างหลัง จะเดินเข้าไปหยิบก็มีคู่รักยืนอยู่แค่อยู่ใกล้ๆกลิ่นความรักมันก็ฟุ้งเหม็นตลบอบอวลเหลือเกินกลับตัวก็ไม่ได้ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง โอลิเวอร์อยู่ในสถานะการณ์นั้นเลยตอนนี้
*ทวนไจนัส คือหอกศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้แทงวีข้างพระเยซูขณะพระองค์ถูกตรึงกางเขน
หลังจากยืนครุ่นคิดวิตกพักใหญ่ๆ สายตาเขาก็พลันหันไปเห็นสุนัขกำลังเดินมาเขายิ้มมุมปากทันที (อาจต้องทำผิดใช้แผนชั่วกันนิดหน่อยนะเ้าหมา) เขาคิดในใจจากนั้นโอลิเวอร์ก็เดินไปหาก้อนหาก้อนหินขนาดพอดีๆไม่ใหญ่เกิน เศษ1ส่วน4 ของกำปั้นจากนั้นทำเป็เนียนๆเดินสะดุดเท้าเต๊ะหินใส่ก้นหมาโชคร้ายตัวนั้น หมาตัวนั้นโดนก้อนหินเข้าก็ใร้องวิ่งไปทางคู่รักหนุ่มสาวใแตกกระเจิงเดินไปคนละทิศละทาง
โอลิเวอร์ : “ขอบคุณนะ เ้าหมา”
แล้วรูปหัวหมาเบาๆจากนั้นก็เดินไปหยิบแจกันตั้งให้ตรงที่ๆควรจะอยู่
โอลิเวอร์ :“สมบูรณ์ที่สุด”
เขายิ้มมุมปากแล้วเดินตามถนนไปต่ออย่างสบายใจปนสะใจเล็กน้อย
เขาเดินต่อไปเรื่อยๆจนไปถึง ไปรษณีย์เป็อาคารไม้กึ่งเก่ากึ่งใหม่ ได้กลิ่นไม้เล็กน้อย ป้ายThe Post Office ป้ายแสดงตำแหน่งสำนักงานเบี้ยวลงมานิดหน่อยเขาตัดสินใจเดินย้อนกลับไปหาไม้มาเอามาเขี่ยให้มีความเท่ากัน
โอลิเวอร์ :“อ่าห์ ช่างสมบูรณ์แบบ”
จากนั้นก็เดินก็เดินยิ้มเปิดประตูเข้าไปในสำนักงานมีหญิงสาว 1 คน ชายหนุ่ม 1 คน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพนักงานสองคนนี้แอบกิ๊กกั๊กกันเพราะออร่าสีชมพูมันออกมาให้เห็นชัดเจน จนโอลิเวอร์แทบทนจะเบือนหน้าหนีไม่ไหวแต่เขาก็ต้องฝืนใจเพราะเป็คำสั่งจากท่านบาทหลวงโจเซฟ
โอลิเวอร์ :“ไม่ทราบว่ามีจดหมายส่งมาที่โบสถ์มั่งไหมครับ”
พนักงานหญิง :“ที่โบสถ์หรอค่ะ....เอ๋! เหมือนจะมีเลยนะ
แม๊ค! แม๊คๆๆ แปบนึงนะคะ เดี๋ยวถามคนที่ไปส่งเมื่อวานให้”
พนักงานแม๊ค :“ว่าไงรอล่า”
เสียงตอบมาจากหลังร้านอย่างเรียบๆ พร้อมกับมีชายหนุ่มพนักงานอีกคนเดินมาเมื่อโอลิเวอร์หันไปมองเขาถึงกับนิ่งตัวเกร็งไปขณะหนึ่งเลยเพราะเด็กหนุ่มที่ชื่อแม็คมี ออร่าสีดำออกมา และมันช่างเจิดจ้ารุนแรงอย่างมากบาทหลวงหนุ่มอย่างโอลิเวอร์เขาคิดว่าควรทำยังไงดีปล่อยๆไม่ไปยุ่งเหมือนที่ทำมาให้เป็ปกติดีไหม หรือจะพูดอะไรซักอย่างดี
พนักงานรอล่า :“แม๊ค นายเห็นจดหมายที่จ่าหน้าซองไปที่โบสถ์ไหม หลองพ่อโอลิเวอร์เขามาทวงแล้ว”
พนักงานแม๊ค :“เห็นซิ เห็นฉันลืมเอาไปส่งเมื่อวาน ว่าจะไปส่งวันนี้”
แม๊คตอบแบบเรียบๆและตอบแบบช้าๆพลางมองหน้าลอล่าแบบเศร้าๆ จากนั้นเขาก็เดินไปอย่างช้าๆหลังร้านเพื่อหาจดหมาย เสียงดังกุกกั๊ก อยู่พักนึงแล้วเดินเอาจดหมายมายื่นให้กับโอลิเวอร์
พนักงานแม๊ค :“ขอโทษนะครับหลวงพ่อ ่นี้งานยุ่ง ผมเบลอๆเลยทำตกหล่นไปบ้างนะครับ”
โอลิเวอร์ : “ไม่เป็ไร แต่ลูกดูหน้าตาเครียดๆนะ”
ชายหนุ่มหันมายิ้มเล็กๆแต่ไม่ตอบโอลิเวอร์เขาอดทนไม่ไหวอีกครั้ง เขาไม่ใช่คนที่ชอบสุงสิงกับใครไม่มองโลกในแง่ดีเท่าไรนัก แต่เมื่อเห็นผู้เศร้าหมองเขาไม่เคยอดที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้แม้แต่ครั้งเดียวคงเป็นิสัยดีที่แก้ไม่หายซักที
โอลิเวอร์ :“ลูกเอ๋ย มนุษย์เกิดมาพร้อมความผิดพลาดบทเรียนถือเป็ประสบการณ์ของชีวิต ขอแค่ใจเรายังเปิดรับแสงอะไรดีๆก็จะโผล่มาแน่นอน”
โอลิเวอร์เอ่ยพร้อมกับภาวนาหวังว่าแสงสีดำนี้จะเบาบางลงและมันก็เป็ดั่งที่คิดจริงๆ ออร่าสีดำเริ่มเบาบางลง พอทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อยรู้สึกว่าลมเริ่มพัดให้หายใจหายคอได้สะดวกในหลังจากเมื่อสักพักอึดอัดเหมือนเข้าไปอยู่ในครัวห้องทำขนมปังที่ปิดทั้งลมทั้งของมากมายเบียดเสียดกันอยู่
เมื่อเขารับจดหมายมาจ่าหน้าซองจดหมายบอกว่า “ด่วน ถึงบาทหลวงโจเซฟ”
โอริเวอร์ออกจากประตูสถานีแล้วรีบเดินไปบนถนนเส้นเดิมไม่ถึงกับรีบแค่เขาเดินให้ไวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อเดินไปได้ยังไม่ทันถึงทางโค้งมุมตึกเขาเห็นไอ้เ้าหมาน้อยตัวเดิม มันเข้ามาขวางหน้า มันมีออร่าสีส้มออกมา
หมา : “แฮร่!!!!! แง๊มๆ!!!!!! แฮร่!!!!!”
มันขู่เขา โอลิเวอร์นึกขึ้นได้คงเพราะเข้าไปเตะก้อนหินใส่มันแน่ๆมันคงแค้นฝังหุ่น หนีไปรวบรวมความกล้ามาจะเอาคืนเขาแน่ๆขณะที่โอลิเวอร์กำลังจะทะเลาะกับหมาอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากตึกไปรษณีย์
เพร้ง!! ปัง!! ปัง!!ปัง!! ปัง!! เสียงดังสนั่นหวั่นใหวเขาหันกลับไปมองมีพนักงานหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มจาก สถานีไปรษณีย์วิ่งออกมาตามด้วยชาวบ้านบริเวณนั้นวิ่งออกมาเต็มไปหมด วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เขาเห็นแต่รังสีสีเทาเต็มไปหมด เขายังยืนงงๆเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพ่งมองที่ตรงนั้นสักประเดี๋ยว เขาก็เห็นผญ.คนหนึ่งใส่ชุดยูนิฟรอมไปรษณีย์ ใช่แล้ว หล่อนคือ ลอล่าเธอนั่งอยู่กลางถนนมือยันพื้นอยู่ขามีเืใหลนองปากก็ะโร้องเรียกคน
รอล่า : “ช่วยด้วย!! ช่วยด้วย!!”
แม๊ค : “ไม่มีใครช่วยแกหรอก ฉันรักแกมาเป็ปี คอยช่วยเหลือ ดีกับแกทุกอย่างแกกับไปรักมัน แถมยังไม่แคร์สายตายฉันเลย แกฆ่าให้ฉันตายทั้งเป็ แกก็ต้องตายด้วย”
เสียงพูดของแม๊คต่างออกไป มันเป็เสียงที่แหบแห้งและหนักแน่นน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
เขาชูปืนขึ้นมาและเตรียมยิง ในที่นี้โอลิเวอร์มั่นใจได้เลย ว่าแม๊คต้องยิงแน่เพราะรังสีสีดำมันเบ่งบานเจิดจ้าออกมาซะเหลือเกินเขาเกลียดความรักก็ตรงนี้ (ไม่ใช่ทุกคนที่จะสมมาตร ที่จะรักแล้วได้แล้วถูกรักตอบแทน รักในตัวมนุษย์มันมีอะไรที่มากกว่านั้นแล้วผู้หญิงคนนั้นแค่เธอไม่รักทำไมต้องถูกยิงด้วยละ ยิ่งเห็นยิ่งสับสนใช่แล้วเขาควรหนีอยู่ไปอาจถูลูกหลง หลีกไปมันไม่ใช่หน้าที่เราเรามันแค่บาทหลวงทำอะไรไม่ได้หรอกน่า) โอลิเวอร์คิดในใจแต่สายไปแล้วร่ายกายเขาไปไวกว่าความคิด เขาวิ่งเขาไปะโคว้าตัว รอล่า
ปัง!! ปัง!! สิ้นเสียงปืน บาทหลวงผู้บอบบางนอนจมกองเื เขาพลิคตัวนอนหงายเขาไม่รู้สึกหนาวหนาวไปถึงกระดูกมันเป็เช่นนี้นี่เองไม่มีความเจ็บใดๆมีแต่ความชาไปทั่วทั้งร่างกาย เขามองไปไปที่ แม๊คดวงตาของเขามีสีเทาไม่มีเหลือตาขาวซักเพียงจุดเดียวแต่เขาไม่้าคำตอบใดๆอีกแล้ว เขาเริ่มหมดแรง... หมดแรงลงทุกทีสำนึกสุดท้ายของเขานึกไปถึง คำพูดบาทหลวงโจเซฟ
“หนุ่มน้อยทุกคนเกิดมาเพื่อทำบางอย่างในชีวิตแล้วฉันจะเกลียดคนที่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่พิเศษกว่าคนอื่นได้ยังไง”
สติเขาก็หลุดดับวูบไป
.....................................................................................................................................................................
เขาลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้ต้นไม่ใหญ่ทุ่งหญ้าเขียวสุดลูกหูลูกตาอากาศเย็นสบายดูปลอดโปร่งอย่างไม่เคยเจอมาก่อนและเขาเห็นชายแก่ผมขาวยาวเหมือนพ่อมดแกรนดาฟ ในเดอะลอด ออฟเดอะริงไม่ผิดไม่เพี้ยนเลยเขาหันซ้าย มองซ้ายมองขวาเหมือนลูกนกที่พึ่งฟักออกมาจากไข่ แล้วหันไปถามชายแก่ว่า
โอลิเวอร์ :“คุณ! คุณครับที่นี่ที่ไหนผมมาอยู่ทึ่นี่ได้ยังไง”
ชายแก่มองดูยิ้มๆแล้วตอบโอลิเวอร์ไปอย่างนุ่มนวลว่า
ชายแก่ : “ที่นี่คือที่พักสุดท้ายสำหรับคนที่ถูกเลือก”
แล้วจากนั้นเขาก็เดินออกไปจากใต้ร่มไม้ใหญ่ก่อนจะหยุดหันมายิ้มให้โอลิเวอร์แล้วพูดขึ้นว่า
ชายแก่ : “เอ่อ ลืมบอกไป ฉันคือ พระเ้า”