ท่านสามี อย่าโอหัง

    ตอนที่ 52 ทำลาย

    ตอนที่ 52 ทำลาย


       หลิงซานฉิงชะงักฝีเท้าทันที และรีบพุ่งไปที่ประตูหน้าบ้าน


       ฉาจื่ออันที่อยู่ในห้องได้ยินว่ามีขนห่านแล้ว กำลังจะก้าวออกไปดู แต่ครั้นนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาก็หยุดลง และหมุนตัวเดินไปดูที่หน้าต่าง


       ด้านนอกประตูมีห่านอยู่เต็มรถม้า แต่ละกรงขังไว้สองตัว เมื่อกวาดสายตามองไป รถม้าคนนี้บรรทุกห่านสีขาวมาเกือบหนึ่งร้อยตัว


       แววตาหลิงซานฉิงสั่นระริก มองไปยังท้ายรถม้า ก็เห็นรถม้าแต่ละคันขับมาบ้านนางต่อ ๆ กัน


       ห่านที่อยู่รอบ ๆ นี้ไม่ได้ถูกอวี๋ซิ่งเยี่ยเอาไปหมดแล้วรึ แล้วไปเอาห่านมากมายขนาดนี้มาจากที่ใดกัน แถมยังมาส่งถึงหน้าบ้านนาง นี่เอามาส่งนางหมดเลยรึ? ไม่ แม้จะไม่ส่งมาให้นาง เสียงเงินเท่าไหร่นางก็ยอมซื้อ!


       ทันใดนั้น ก็มีร่างเงาหนึ่งแวบผ่านสายตานาง ร่างที่คุ้นเคยค่อย ๆ เดินลงมาจากท้ายรถม้า บุคลิกที่แกว่งพัดไปมา พลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ข้าผู้นี้ก็เรียนรู้จากคนสมัยโบราณ เดินทางพันลี้เพื่อมอบ...ห่าน อันที่จริงแล้วข้าไม่รู้ว่าเจ้าต้องการขนห่านแบบไหน จึงจับห่านตัวใหญ่จากชุมชนอื่นมาให้ รอเจ้าถอนขนมันเสร็จเมื่อไหร่ ข้าค่อยให้คนไปส่งห่านเหล่านี้กลับไปอีกที”


       ราวกับเขากำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา ๆ อยู่ หลิงชานชิงทอดสายตามองออกไป นี่อย่างน้อยมันก็มีห่านเกือบพันตัว แล้วนางจะถอนขนมันเสร็จเมื่อไหร่กัน แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือในที่สุดนางก็ไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องไม่มีขนห่านใช้แล้ว


       นางรู้สึกฮึกเฮิมมาก พลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก บอกไม่ได้ว่านางอยากร้องไห้ด้วยความดีใจหรืออยางแสดงอะไรบางอย่างออกมากันแน่ ครู่หนึ่งถึงได้หัวเราะขึ้นมาเบา ๆ และเอ่ยด้วยความจริงใจ “คุณชายซือ เจ้าช่วยข้าไว้มากจริง ๆ”


       ขอเพียงแค่มีขนห่าน แม้ภายในสามวันพวกเขาจะไล่ส่งสินค้าไปตามคำสั่งไม่ทันก็ตาม...ไม่ ไม่มีแม้แต่ พวกเรามีขนห่านแล้ว จะต้องทำออกมาให้ทัน ไม่เช่นนั้นจะไม่เพียงแต่ทำให้เหล่าผู้ร่วมมือกับนางผิดหวัง แต่มันยังทำลายน้ำใจที่เดินทางพันลี้เพื่อมอบห่านของซือหงหยวนด้วย


       ซือหงหยวนส่งเสียงจิ๊ปากออกมา และไม่อยากเกิดความรู้สึกกับนางที่นี่ “รีบไปถอนขนเถอะ เจ้าเหลือเวลาอีกสามวันเท่านั้น อยากได้อะไรขอให้บอก อะไรที่ข้าทำได้ข้าจะทำให้เจ้า”


       คำพูดเหล่านี้ช่างใจกว้างจริง ๆ แต่หลิงซานฉิงไม่มีเวลามารู้สึกขอบคุณ เขาพูดถูก สำหรับนางตอนนี้ จะต้องแข่งกับเวลา


       คนรับใช้ที่ซือหงหยวนพามาด้วยย้ายกรงห่านออกจากรถม้า เมื่อนางถอนขนเสร็จเมื่อไหร่ ก็ทำเครื่องหมายห่านที่ถูกถอนขนแล้ว และกลับเอาไปใส่ไว้บนรถม้าอีกครั้ง


       ต้องยอมรับว่า คนใช้ที่ซือหงหยวนพามาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว มีความคิดระเอียดรอบคอบ รู้ได้เลยว่าเขาตั้งใจเลือกมาอย่างดี


       หากบอกว่าเขาเดินทางพันลี้มามอบห่านเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง แสดงว่าเขาต้องใช้ความคิดอย่างมากในการเลือกคนรับใช้เหล่านี้ ซึ่งเป็นการพิจารณาว่ามีเพียงสหายเท่านั้นที่ทำให้ได้


       ภาพทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของฉาจื่ออันที่อยู่ตรงหน้าต่าง เขามุ่ยปากอย่างไม่ชอบใจ และอดมองหลายครั้งไม่ได้


       คุณชายซือผู้นี้คือใครอีก เหตุใดเขาถึงไม่เคยได้ยินนางพูดถึงเลย? ไม่ได้การล่ะ เขาต้องออกไปดูว่าผู้ชายคนนั้นคิดจะทำอะไรกันแน่ บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน


       เดี๋ยวก่อน เขาไม่ได้ชอบหลิงซานฉิง แล้วเขาจะออกไปทำไมกัน ช่างเถอะ ปล่อยนางไป


       หลิงซานฉิงถอนขนห่านด้วยความเร็วที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแจ้งออกไป ว่านางสามารทำพู่กันขนห่านให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนดได้


       ครั้นอวี๋ซิ่งเยี่ยได้ยินข่าว เขาก็ชกหมัดเข้ากับหน้าต่าง ดวงตาดุจเหยี่ยวอึ้มครึ้มไปสามส่วมดุร้ายไปเจ็ดส่วนทั่วร่างแผ่ไอดุร้ายออกมา เส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผาก "ได้ ซือหงหยวน เจ้ากล้าช่วยนาง!”


       หากไม่ใช่เพราะซือหงหยวน ครั้งนี้หลิงซานฉิงจะต้องล้มเหลวแน่!


       ลู่สิงยืนอยู่ด้านหลังเขาห่างออกไปอสมควร เพราะกลัวว่าเขาจะพาลโกรธใส่ ลู่สิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล้าแสดงความคิดเห็นออกมา “คุณชายใหญ่ คุณชายใหญ่ตระกูลซือกล้าช่วยแม่นางหลิง แสดงว่าเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อเรา ไม่เช่นนั้นเรา…”


       “ทำไม?” น้ำเสียงเย็นชาไร้ความอ่อนโย ลู่สิงรู้ทันทีว่าเขาพูดอะไรผิดไป แต่ก่อนที่เขาจะอธิบาย สีหน้าของอวี๋ซิ่งเยี่ยก็เคร่งขรึมขึ้น “ตระกูลซือเป็นแค่ตระกูลเล็ก ๆ พวกเราไม่ต้องกลัวหรอก ห่านของเขาส่งไปไม่ถึงบ้านหลิงซานฉิงแน่นอน”


       คล้ายกับเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้ายึ่งเผยความเคร่งขรึมขึ้น “ตระกูลซือไม่ใช่ตระกูลที่จะยุแหย่ได้ง่าย ๆ ชายชราอย่างข้าเคยถูกเตือนมาก่อนว่า หากไม่จำเป็นอย่าไปเผชิญหน้ากับตระกูลซือเด็ดขาด มันจะนำปัญหาที่ไม่จำเป็นมาสู่ตระกูลอวี๋ของเรา โปรดฟังที่ชายชราอย่างข้าพูดด้วย”



       ความหมายในคำพูดนั้นคือ หากไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พวกเขาจะไม่ไปยุ่งกับตระกูลซือ ตระกูลซือเป็นตระกูลเก่าแก่หลายร้อยปี มีเรื่องราวสลับซับซ้อน แม้จะเป็นตระกูลที่ทำการค้า แต่กลับมีอำนาจที่ไม่มีใครรู้


       สรุปคือ พวกเขาไปยุแหย่กับตระกูลซือไม่ได้ และความแค้นทั้งหมดจะต้องตกไปอยู่ที่หลิงซานฉิง


       เขาไม่ใช่คนเดียวที่รอดูเรื่องตลกของหลิงซานฉิง หลังจากที่ชิวซิ่วเหมยรู้ว่าหลิงซานฉิงส่งสินค้าไม่ทัน ก็รอดูว่านางจะขายขี้หน้าอย่างไรมาตลอด แต่จู่ ๆ ก็มีข่าวเช่นนี้แพร่ออกมา และยิ่งไปกว่านั้น ลูกพี่ลูกน้องของนางเป็นคนช่วย !


       “เหตุใดพี่หงหยวนถึงได้เลอะเลือนขนาดนี้ เหตุใดต้องนังสารเลวคนนั้นด้วย ก็เห็นอยู่ว่านางแต่งงานมีสามีแล้ว มีสิทธิ์อะไรมายั่วยวนพี่หงหยวนของข้า ดูเหมือนบทเรียนครั้งก่อนจะยังไม่พอ” นางเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้อง แทบจะอยากหาธีทุบหลิงซานฉิงให้เป็นหมื่นชิ้น


       ชิวเซียงก็เกลียดหลิงซานฉิงมากจนขบกรามแน่น เมื่อได้ยินคนพูดนี้ นางก็คิดอย่างรวดเร็ว “คุณหนู สิ่งที่หลิงซานฉิงภูมิใจมากที่สุดไม่ใช่พู่กันขนห่านหรอกรึ หากนางรับปากแล้วพลั้งปากพูดออกไป ต่อไปคงไม่มีใครร่วมมือกับนางแน่ ไม่สู้พวกเรา...”


       ชิวซิ่วเหมยชะงักฝีเท้า พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกับคิดว่ามันเป็นไปได้ มุมปากเรียวบางก็ยกยิ้มขึ้นมา “ชิวเซียง เวลาแบบนี้เจ้าคิดได้เร็วนัก พรุ่งนี้เราจะไปกัน หลิงซานฉิงเจ้ารอตะลึงได้เลย”


       ความชั่วร้ายแวบผ่านดวงตาของชิวเซียง นางพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม


       เช้าตรู่วันถัดมา


       หลิงซานฉิงทำพู่กันขนห่านทั้งวันทั้งคืน ยังเหลือคำสั่งซื้ออีกส่วนหนึ่งที่ยังทำไม่เสร็จ นางจึงไม่กล้าโล่งใจเลยแม้แต่น้อย


      “หลิงซานฉิง เจ้ากำลังทำอะไร?”


       ทันใดนั้นก็มีเสียงดังเข้ามาในหู หลิงซานฉิงไม่มีเวลาตอบใครเลยตอนนี้ นางไม่เงยหน้า และไม่หยุดมือที่ทำอยู่


       ชิวซิ่วเหมยถูกนางมองข้าม พลันโกรธเพราะความอับอาย ความคิดที่จะทำลายก็ยิ่งหนักแน่นขึ้น “หลิงซานฉิง พูดสิ เจ้าเป็นใบ้รึ!”


       นางมองไปรอบห้องงาน ก็เห็นชั้นวางหนึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ใส่พู่กันขนห่านไว้แน่นขนัดอยู่บนนั้น เพียงแต่พู่กันขนห่านนั้นดูแตกต่างจากที่นางเห็นเล็กน้อย ตามชั้นวางนั้นมีน้ำหยดลงมา


       นี่คือความลับในการทำพู่กันขนห่านรึ?


       คล้ายกับหลิงซานฉิงรู้สึกได้ถึงสายตานาง ก็หยุดการกระทำทั้งหมดและตะโกนออกไป “ฉาจื่ออัน มาไล่ผู้หญิงเกะกะคนนี้ออกไป!”


      “หลิงซานฉิงนังคนไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว เจ้ากล้าดีอย่างไรมาว่าคุณหนูอย่างข้าเกะกะ!” ดวงตาของนางฉายแววมุ่งร้ายออกมา และเดินไปที่ชั้นวางของ “ข้าว่าเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วสินะ”


       จู่ ๆ หลิงซานฉิงก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ก็หยุดทุกอย่างและลุกขึ้น


      ซือหงหยวนที่เดินมาถึงลานบ้าน ได้ยินเสียงนี้ก็ขมวดคิ้ว และย่างสามขุมเข้าไป เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู ก็เห็นชิวซิ่วเหมยยกเท้าถีบไปที่ชั้นวางของนั้น


       ก่อนที่เขาจะคิดอะไรมาก เขาก็เหวี่ยงแขน พัดก็หลุดออกไปจากมือ


       ชิวซิ่วเหมยยิ้มอย่างชั่วร้าย ตอนนี้หลิงซานฉิงได้จบเห่แน่


       เพียงแต่ก่อนที่เท้านางจะไปถึงชั้นวางของ ก็ถูกของบางอย่างกระแทกใส่อย่างแรง ความเจ็บปวดทำให้นางไม่สามารถยืนนิ่งได้ นางเอ่ยอย่างแยกเขี้ยวยิงฟัน “ใคร ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึ แม้แต่คุณหนูอย่างข้าก็กล้าตีรึ!”


       น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธและความเจ็บปวด เมื่อชิวเซียงเห็นว่านางล้มเหลว ก็รู้สึกโกรธมาก นางถลึงตาหันกลับไปมอง และกำลังจะเอ่ยด่า แต่เมื่อเห็นคนที่มาอย่างชัดเจน เสียงก็ติดอยู่ที่ลำคอ


       หลิงซานฉิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่โชคดีที่รักษาพู่กันขนห่านไว้ได้


       ชิวซิ่วเหมยกัดฟัน พยายามลุกขึ้นจากพื้น และไม่เห็นชิวเซียงเข้ามาช่วยนางสักที ก็มีไฟบางอย่างสุมขึ้นอยู่ในอก “ชิวเซียง เจ้าตายแน่ ยังไม่มาช่วยพยุงข้าอีก!”


       หากไม่ใช่เพราะขาที่เจ็บปวดราวกับจะหักของนาง นางจะดุด่าระบายความเกลียดชังอย่างแน่นอน


       ชิวเซียงได้สติกลับมา ก็รีบถอยกลับไปอยู่ข้างนาง และก้มตัวพยุงนางขึ้น ท่าทางดูร้อนรนเล็กน้อย และเหมือนจะแฝงไปด้วยความประหม่าเล็กน้อย “คุณ คุณหนู คุณชายใหญ่…”


       “คุณชายใหญ่อะไร รีบมาช่วยพยุงข้าลุกขึ้น!” ในเวลานี้จะใครนางก็ไม่สนทั้งนั้น นางไม่ปล่อยหลิงซานฉิงไว้แน่นอน


       นางที่ถูกพยุงขึ้นมาได้ครึ่งทาง จู่ ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ คุณชายใหญ่?


       นางผงะ คนที่ถูกชิวเซียงเรียกว่าคุณชายใหญ่ ก็มีเพียงแค่คนเดียว


       นางค่อย ๆ ได้สติกลับมา ทอดมองพัดที่อยู่บนพื้น มันคือซือหงหยวนมิใช่รึ


       นางรีบหยิบพัดบนพื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เวลานี้นางไม่สนว่าขาจะเจ็บหรือไม่ ชิวซิ่วเหมยจัดกระโปรงให้เรียบร้อย พลางเม้มริมฝีปาก มองไปทางซือหงหยวนที่อยู่หน้าประตู “พี่ พี่หงหยวน เค้าเจ็บขามาก พี่หงหยวนพี่เป็นอะไรรึ?”


       เวลานั้นที่ถูกกระแทกเมื่อครู่นางยังไม่เจ็บจนอยากจะร้องไห้เลย แต่ตอนนี้เมื่อเห็นซือหงหยวน ราวกับเจ็บปวดจนยืนไม่ไหว พิงอยู่ที่ไหล่ของชิวเซียง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตา และร้องออกมาอย่างน่าสงสาร


      ซือหงหยวนเพิ่งเห็นด้านที่ดื้อและเผด็จการของชิวซิ่วเหมย  เหตุใดเขาถึงได้ถูกนางหลอกด้วยท่าทางเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไป และเสียงแฝงไปด้วยความเย็นชาราบเรียบ “เจ้ายังรู้ว่าข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องเจ้า ตระกูลชิว นี่คือสิ่งที่ตระกูลชิวสอนเจ้าหรือ?” น้ำเสียงเคร่งขรึมเล็กน้อย


       น้อยมากที่เขาจะโกรธ และส่วนใหญ่เขาจะมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ในขณะนี้เขามีสีหน้าเคร่งขรึม และมีท่าทางน่ากลัวมาก


       หลิงซานฉิงตกใจเล็กน้อย นางไม่เคยเห็นเขาโกรธมาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรก


       และก็เป็นครั้งแรกที่รู้ว่า เขาก็โกรธเป็นเช่นกัน


       ชิวซิ่วเหมยกัดริมฝีปาก มองเขาตาปริบ ๆ พลางสูดหายใจเข้า “พี่หงหยวน เหมยเอ๋อร์ผิดไปแล้ว…” ปากพูดอย่างนั้น แต่ในใจนางกลับสาปแช่งหลิงซานฉิงอย่างเคียดแค้น


       ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลิงซานฉิงนังสารเลวนั้นคนเดียว นางไม่เพียงแต่ยั่วยวนลูกพี่ลูกน้องนาง และตอนนี้ยังปล่อยให้ลูกพี่ลูกน้องนางเห็นท่าทางนางเช่นนี้อีก หลิงซานฉิงต้องตั้งใจทำแน่ ๆ !


       หลิงซานฉิงแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าถูกปรักปรำ และท่าทางร้องไห้น่าสงสารของนางนั้นจริงใจและเจ้าเล่ห์ เหมยเอ๋อร์? จุ๊จุ๊ ตั้งชื่อนี้ให้นางช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ 


       ซือหงหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย “รู้ว่าผิดมันจะมีประโยชน์อะไร ขอโทษแม่นางหลิงเสีย” น้ำเสียงของเขาไม่อาจต้านทานได้


       คล้ายกับชิวซิ่วเหมยไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน นางเบิกตากว้าง ร่างกายของนางสั่นคลอน


       ให้นางขอโทษ? ไม่ นางไม่อยากขอโทษ นางจะขอโทษผู้หญิงเลวอย่างหลิงซานฉิงได้อย่างไร นางไม่ทำ


       นางรีบส่ายหน้า น้ำตาไหลลงมาเหมือนไม่ต้องการเงิน “พี่หงหยวน เหมยเอ๋อร์ไม่เห็นพี่เมื่อครู่ เหมยเอ๋อร์ขอโทษ เหมยเอ๋อร์ ไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดจะต้องขอโทษนังสารเลวคนนี้ด้วย? เหมยเอ๋อร์ไม่ทำ ท่านเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้หรือเปล่า?”


       นางไม่สำนึกผิด ซือหงหยวนก็ยิ่งเผยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเมื่อได้ยินคำว่านังผู้หญิงสารเลว แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย และผลักความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้กับหลิงซานฉิง

    คล้ายกับเรื่องท่านสามี อย่าโอหัง ที่คุณอ่าน