ตระกูลโจว
มีบุรุษรูปร่างผ่ายผอมทว่ายังมองเห็นเค้าโครงความหล่อเหลากำลังนอนลืมตาอยู่บนเตียง ด้านข้างมีคนสนิทอย่างชุยเหลียงคอยรายงานข่าวคราวให้เขาฟัง
“เ้าบอกว่าตระกูลหลินไม่ยอมรับนางเข้าจวนอย่างนั้นรึ”
“ขอรับคุณชายใหญ่พวกเขาอ้างว่าดวงชะตาของนางไม่เป็มงคล มีผลให้ตระกูลหลินตกต่ำหรือล่มจมลงได้จึงให้นางพักอาศัยอยู่นอกจวน ห่างจากจวนใหญ่ไปหลายตรอกอยู่เหมือนกัน”
“นางคงเหมือนกับข้าสินะเมื่อไร้ค่าก็หมดประโยชน์”
“ตระกูลหลินทำไม่ถูกเหตุใดถึงได้มอบสตรีปัญญาอ่อนผู้นั้นมาแต่งงานแทนหากท่านไม่ให้ข้าไปตามสืบก็คงไม่รู้ว่าตอนเด็กนางได้รับอุบัติเหตุจนมีอาการปัญญาอ่อนขึ้น”ชุยเหลียงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ นี่มันหยามหน้ากันเกินไปแล้ว
“ข้าพิการนางปัญญาอ่อนเหตุใดจะไม่เหมาะสมกันเล่า”
“คุณชายใหญ่ !”
“งานแต่งจะยังเกิดขึ้นหรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดบอกได้ชุยเหลียงเ้าอย่าได้กังวลไปนักเลยไม่ใช่ว่าวันนี้ท่านหมอเจินต้องเข้ามาดูอาการของข้าหรือ”
“ขอรับ สักพักคงมาถึงแล้วคุณชายใหญ่้าย้ายไปอยู่ที่ตั่งนอกเรือนหรือไม่”
“ไม่ต้อง อยู่ในห้องนี่แหละสะดวกแก่ทุกคนดี”
“ขอรับ”
ชุยเหลียงเดินออกจากห้องนอนของโจวจื่อถงไปเขาก้มหน้าลงดวงตาแดงก่ำ รู้สึกสงสารผู้เป็นายเหลือเกินหากไม่ได้รับาเ็จนต้องป่วยหนักเช่นนี้มีหรือคุณชายใหญ่ของเขาจะต้องได้รับความอยุติธรรมกระทั่งภรรยายังไม่สามารถหาที่คู่ควรได้
หลังจากท่านหมอเจินได้เข้ามาดูอาการของโจวจื่อถงเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาต้องนำเื่เข้าไปรายงานแก่จางฮูหยิน ผู้เป็มารดาของโจวจื่อถงทุกครั้ง
สตรีในวัยสี่สิบห้าปีใบหน้าของนางแลดูแก่ชราเกินกว่าวัย นับั้แ่ที่บุตรชายของนางต้องนอนเป็คนป่วยท่อนล่างไม่สามารถขยับเขยื้อนได้สามีของนางโจวหลี่จวินก็หมดหวังในตัวของบุตรชายคนโต หันไปสนับสนุนคนบ้านรองแทนกระทั่งมาหานางที่เรือนยังนับครั้งได้ นานวันเข้าก็แทบจะลืมเลือนกันไป
“อาการของคุณชายใหญ่ยังคงเหมือนเดิมขอรับฮูหยินข้านั้นไร้ความสามารถยิ่งนัก รักษามาสองปีกว่าแล้วยังไม่อาจช่วยคุณชายใหญ่ได้”ท่านหมอเจินถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา“ได้โปรดฮูหยินหาหมอท่านอื่นมารักษาคุณชายใหญ่ด้วยเถิด”ท่านหมอเจินไม่อาจเหนี่ยวรั้งการรักษานี้ได้อีกต่อไป
“ท่านจะให้ข้าไปหาหมอที่มากความสามารถมาจากไหนกัน”จางฮูหยินแค่นขำเบา ๆ กระทั่งหมอหลวงที่สามีของนางไปขอร้องฮ่องเต้ให้ช่วยเมตตาพวกเขาก็ไม่อาจรักษาอาการป่วยของโจวจื่อถงได้อีกทั้งยังบอกว่าเขาไม่อาจมีชีวิตรอดได้เกินสามเดือน มีเพียงท่านหมอเจินผู้นี้ที่ยังรั้งชีวิตของโจวจื่อถงมาได้ถึงสองปีกว่า
ท่านหมอเจินเองก็จนใจเขานั้นพยายามเสาะแสวงหาหมอเทวดาในใต้หล้ามารักษาสุดท้ายก็เจอเพียงพวกหลอกลวงไปวัน ๆ หามีความสามารถแท้จริงไม่
“เทียบยาของท่านยังใช้ได้อยู่ขอเพียงประคองอาการของถงเอ๋อร์ต่อไปได้...” จางฮูหยินลูบถ้วยชาแ่เบา
แม่นมอีเห็นนางไม่อยากเอ่ยสิ่งใดอีกต่อไปจึงหันไปทางท่านหมอเจิน “เชิญท่านหมอทางนี้เ้าค่ะ”
แม่นมอีมอบค่ารักษาให้พร้อมกับส่งเขาที่ประตูทางเข้าจวน ระหว่างทางก็เห็นฮูหยินรองฮู๋ซื่อเหมี่ยวกำลังเดินหน้าเชิดไปที่เรือนของแม่ทัพโจว มีสาวใช้สี่คนเดินตามหลังไปด้วยหากคนไม่รู้คงคิดว่านางเป็ฮูหยินใหญ่ของจวนไปเสียแล้วแม่นมอีได้แต่กำหมัดใต้แขนเสื้อจนแน่น หากไม่เกิดเื่กับคุณชายใหญ่ของตนมีหรือฮูหยินรองจะได้มีโอกาสเชิดหน้าชูตาเช่นนี้
ถนนหยางฮัวใจกลางเมืองหลวง
หลินซือเยว่แต่งตัวในชุดผ้าป่านสีขาวเรียบง่ายมวยผมเป็ก้อนปล่อยยาวสยายด้านหลัง ปักปิ่นไม้เพียงหนึ่งอันมีเผิงฉือกับหลินอ้ายเดินตามหลังมาติด ๆ
“ตรงนี้เป็ถนนหยางฮัวขอรับคุณหนูรองที่นี่เป็แหล่งค้าขายอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวง มีตรอกแยกย่อยเข้าไปร้านค้าชื่อดังต่างก็อยู่ภายในตรอกเ่าั้ ไม่ทราบว่าคุณหนูรอง้าไปที่ใดถามข้าได้นะขอรับ” หลินอ้ายแนะนำด้วยความหวังดี
หลินซือเยว่ “เดินดูไปก่อน”
นางสำรวจพื้นที่บริเวณถนนหยางฮัวด้วยความสนใจหากนาง้าลงทุนทำการค้าขาย คงต้องเป็สถานที่แห่งนี้ ผู้คนมากหน้าหลายตาช่างคึกคักดีเหลือเกิน
“หลินอ้ายเหตุใดตรอกนี้เงียบเหงานัก”เผิงฉือถามยามเดินผ่านตรอกที่มีชื่อลี่เซียน
หลินอ้ายเกาศีรษะเล็กน้อยตอนตอบก็มีท่าทีเอียงอายราวหนุ่มน้อย “ตรอกนี้เป็แหล่งรวมของหอนางโลมท่านป้าเผิงตอนกลางวันก็เงียบเหงาเช่นนี้แหละ”
เผิงฉือกลอกตาใส่เขาหลังได้ยิน
หลินอ้ายรีบเอ่ย“ตรอกข้างหน้านั่นเป็แหล่งรวมภัตตาคารชื่อดังถัดไปอีกตรอกก็เป็ร้านจำหน่ายเสื้อผ้ากับเครื่องประดับตรงนั้นเป็หอโอสถกับโรงหมอขอรับ”
หลินซือเยว่เลือกภัตตาคารชื่อดังแห่งหนึ่งนางเลือกโต๊ะนั่งติดหน้าต่าง ที่สามารถมองดูผู้คนบนท้องถนนใหญ่ได้อย่างถนัดตานางนั่งโต๊ะคนเดียวเพราะ้าใช้ความคิดในบางเื่เผิงฉือจึงชวนหลินอ้ายไปนั่งอีกโต๊ะ
“ท่านป้าเผิงข้าไปรอข้างนอกก็ได้”
“เหลวไหล มาด้วยกันก็ต้องกินด้วยกันเ้านั่งลงกับข้านี่แหละ คุณหนูไม่ชอบให้ใครขัดใจนาง”เผิงฉือคุ้นชินกับนิสัยของหลินซือเยว่ดี นางมองมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้เท่าเทียมกันแต่หากอยู่ต่อหน้าผู้อื่น ก็ต้องทำตามธรรมเนียมปฏิบัติ
ขณะที่ทั้งสามกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่เสียงพูดคุยของบุรุษกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้น
“ฉีิข้าได้ยินมาว่าคุณหนูหลินหมั้นหมายอยู่กับพี่ชายของเ้าเหตุใดถึงได้ชวนนางไปเที่ยวงานชมบุปผาที่จะถึงนี้ได้ล่ะ”
“พวกเ้าตกข่าวแล้วล่ะ สตรีดี ๆที่ไหนจะยอมแต่งงานกับคนพิการเช่นนั้นได้” โจวฉีิกอดอกยิ้มเ้าเล่ห์
“หืม ท่านพ่อของเ้าจัดการเช่นไร”เสียงกระตือรือร้นของสหายผู้หนึ่งดังขึ้น
“ท่านพ่อข้าไม่ได้จัดการหรอกตระกูลหลินต่างหากที่เป็คนเปลี่ยนตัวเ้าสาว”
“เปลี่ยนตัวเ้าสาว ?”
โจวฉีิพยักหน้าลง “ใช่”
“แล้วเ้าสาวคนนั้นเขายอมได้อย่างไรต้องแต่งกับคนพิการท่อนล่างขยับไม่ได้ ทำเื่อย่างว่าก็ไม่ได้ ไอหยา !ข้าไม่อยากจะคิดเลย นางต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิตแน่”
“มันก็ไม่แน่หรอก ท่านแม่ของข้าให้คนไปสืบเื่ของนางแล้วพวกเ้ารู้ไหมว่าพบเจอเื่อันใดเข้า”
“รีบเล่า ๆ”
“ตอนเด็กนางเกิดอุบัติเหตุทำให้กลายเป็เด็กปัญญาอ่อนถูกส่งออกไปอยู่ข้างนอกน่ะสิ”
“ไอหยา !นี่ไม่เท่ากับว่าคนพิการแต่งงานกับคนปัญญาอ่อนหรอกรึพวกเขารังแกแม่นางปัญญาอ่อนผู้นั้นเกินไปหรือเปล่า”
“ใครว่ารังแกตระกูลหลินเสนอมาเองเช่นนี้ ท่านพ่อไม่รู้จึงตอบตกลงไป มารู้ภายหลังแล้วอย่างไรแก้ไขอันใดไม่ได้อีก เพราะตระกูลหลินไม่ยอมให้ยกเลิกบอกว่าเป็สัญญาหมั้นหมายของสองตระกูล หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำผิดต่ออีกฝ่ายเช่นนั้นงานแต่งก็ยกเลิกไม่ได้เด็ดขาด !”แน่นอนว่าย่อมเป็การย้อนคำของตระกูลโจวกลับคืนมาทำให้น้ำท่วมปากเอ่ยออกไปก็ไม่ได้
เสียงหยอกล้อของบุรุษโต๊ะด้านหลังยังดังขึ้นไม่ยอมหยุดหลินซือเยว่ฟังจนจบคิ้วนางก็ขมวดเข้าหากันแน่น
แม่นางปัญญาอ่อนผู้นั้นไม่ใช่หมายถึงข้าหรอกรึ
เื่ราวเป็เช่นนี้นี่เอง
ยามลุกออกจากภัตตาคารไปหลินซือเยว่ได้สำรวจใบหน้าของโจวฉีิ เป็ดวงเคราะห์ดอกท้อของจริงชีวิตจะตกต่ำลงด้วยเื่ของสตรี นางยิ้มเยาะเล็กน้อย สมน้ำหน้า !
หลินซือเยว่กลับมาถึงเรือนเฟยเฟิ่งในยามเย็นนางสามารถเปิดร้านทำนายดวงชะตาให้ผู้คนได้ส่วนเื่รักษานั้นนางคงทำได้เพียงแค่เขียนเทียบยาให้เพราะไม่ได้มีหอโอสถเป็ของตัวเอง แต่บางอย่างกลับกวนใจนางเหลือเกินราวกับว่ากำลังมีเื่ร้ายเกิดขึ้นกับผู้คนรอบตัวของนาง
ตกดึกหิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆนางนั่งอยู่ตรงหน้าต่าง ที่แง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อยไออุ่นภายในห้องปะทะกับความหนาวเย็นที่ผ่านซอกหน้าต่างเข้ามานางเริ่มทำนายดวงชะตาของตระกูลหลิน
นี่ไม่ใช่เื่ดีตระกูลหลินกำลังเจอเคราะห์หนัก
วันรุ่งขึ้นหลินซือเยว่เดินทางไปยังจวนตระกูลหลินขอเข้าพบบิดามารดาของนาง แต่คนเฝ้าประตูกลับปฏิเสธบอกว่าเป็คำสั่งของพ่อบ้านหม่าห้ามไม่ให้คุณหนูรองเข้าไปในจวน
“คุณหนูมีเื่อันใดสำคัญหรือไม่”เผิงฉือยังไม่เข้าใจการกระทำของหลินซือเยว่
“ไม่รู้สิข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันป้าเผิง หากข้าเข้าไปได้อาจจะมองปัญหาเื่นี้ออกแต่ช่างเถิดวาสนาของพวกเขานั้นไม่มี ไม่อาจฝืนลิขิตฟ้าไปได้”
นางเอ่ยเท่านั้นก็หมุนตัวกลับเผิงฉือเดินตามหลังนางไปติด ๆหลินอ้ายได้รับคำสั่งให้บังคับรถม้ากลับไปยังเรือนเฟยเฟิ่ง
“คุณหนูเ้าคะ”
“ชะตาพวกเขากับข้าผูกไว้ด้วยกันเคราะห์คราวนี้ข้าเองคงหนีไม่พ้น”
“คุณหนู !”เผิงฉือรู้ดีว่าคำทำนายของหลินซือเยว่แม่นยำเพียงใด หากหาหนทางแก้ไขไม่ได้มีเพียงต้องยอมรับมันเอาไว้