ลมหนาวพัดพามาอีกรอบ หิมะเริ่มโปรยปรายลงมา
ไป๋เยว่ชิงกลับออกมาที่เรือนเล็ก และยังคงสงสัยเื่ของเสวี่ยฉินแห่งสำนักเทียนฉี รวมไปถึงพลังในกายิญญาที่มักปะทุออกมาในบางคราว เดิมทีมนุษย์อย่างพวกเขาแม้มีลมปราณ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมพลังมากมายขนาดนั้นได้ อีกอย่างเขายังไม่สำเร็จเป็เซียน หรือแม้แต่จอมยุทธ์ก็ยังไม่เคยััด้วยซ้ำ
เยว่ชิงเพียงแค่รู้วิธีเข้าฌานสมาธิ และฝึกควบคุมจิตก็เท่านั้น
“เหตุใดทำหน้าอย่างกับคนป่วยไข้”
“เ้าว่าเสวี่ยฉินมาในครั้งนี้ จุดประสงค์คงไม่ได้้ามาเยี่ยมเยียนพุทธองค์” ไป๋เยว่ชิงเอ่ยขึ้น ท่ามกลางสายลมหนาวที่โหมอยู่ด้านนอก “ข้ายังเห็นหลงเย่าด้อมมองอยู่แถวห้องตำรา”
จื่อหลิงเบิกตาขึ้นเล็กน้อย หลงเย่าไปวนเวียนอยู่หน้าห้องตำรา จากที่เขาแอบฟังก็จับใจความได้ว่าเสวี่ยฉินถามพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง เกี่ยวกับเคล็ดวิชาอะไรบางอย่าง แต่ก็เห็นว่าพุทธองค์ไม่ตอบกลับสิ่งใด
“หรือจะเป็เคล็ดวิชา!”
เยว่ชิงขมวดคิ้วของตนเองทันที “เคล็ดวิชาอะไร?”
“ก่อนหน้านี้ข้าได้เข้าไปช่วยพุทธองค์จัดห้องตำรา จริงสิเยว่ชิง! ข้าเองก็สงสัยว่าบางทีพุทธองค์หลี่จิ้งหยางจะมีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับยุทธภพมาก่อน”
“หือ?”
เอาหูมานี่ เกรงว่าเื่นี้ไม่ควรพูดซี้ซั้วให้ผู้ใดได้ยิน จื่อหลิงกวักมือเรียกให้เยว่ชิงยื่นใบหูมาใกล้ตน เสียงกระซิบแ่เบาที่แม้แต่มดแมลงก็ไม่มีทางได้รับรู้ ไป๋เยว่ชิงที่ได้ฟังจบก็มีท่าทีแอบแปลกใจอยู่บ้าง
“มันคืออะไรกันรึ?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน ใจจริงก็อยากลองแอบสืบดู แต่เ้าก็รู้ว่าไม่มีสิ่งใดปิดบังพุทธองค์ได้ กระทั่งศพของเ้าในตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดพบเจอ”
“หึ! คนตายในวิหารระฟ้าทั้งคน ศพไม่อยู่ในวิหารจะไปอยู่ที่ใดได้เล่า!”
“นี่เยว่ชิง อย่าหาว่าข้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ” จื่อหลิงถอนหายใจเมื่อมองเห็นความเคียดแค้นของสหายที่อยู่ตรงหน้า “ความจริงเท่านั้นที่เ้าต้องหาให้เจอ”
“หางั้นเรอะ?”
“อย่างที่เ้าเห็นมาแต่ต้น การตายของเ้ามันพิลึกชอบกล ข้าว่าบางทีเ้าอาจไม่ได้ตาย แค่ิญญาหลุดลอยออกจากร่าง มิอย่างนั้นคงข้ามไปเยือนยมโลกแล้ว”
“...”
“ข้ามองเห็นดวงจิตเ้าั้แ่วันแรก ทั้งที่ิญญากับโลกคนเป็มันแยกจากกัน เ้าเองก็รู้กฎของโลกใบนี้เป็อย่างดี”
“เช่นนั้นข้าจะบอกตอนนี้เลยจื่อหลิง ว่าข้านั้นจำวันที่ตัวเองสิ้นลมได้แม่นยำ มันชัดเจนทุกครั้งที่นึกถึง และข้าไม่้าความจริงอื่นใด นอกจากทำให้คนผู้นั้นชดใช้ความผิดบาปนี้”
“แปลว่าเ้ารู้ว่าผู้ใดทำให้เ้าต้องตาย? เ้าเชื่อความทรงจำที่มีแต่ความมืดบอดเนี่ยน่ะหรือ?”
“เราเป็สหายกันมาเท่าไร เ้าก็รู้ว่าข้าไม่เคยโป้ปดสักครั้ง”
จื่อหลิงมองลงไปในแววตาสีชาที่ดูหม่นหมอง มาถึงตอนนี้เยว่ชิงก็ยังปิดปากไม่ยอมพูดสิ่งใด เขาห่วงเื่การแก้แค้น วิหารระฟ้าคงไม่ปล่อยเยว่ชิงไปอย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าจื่อหลิงจะพูดสิ่งใดเยว่ชิงก็ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจตนสักครั้ง
ถึงจะเป็คนโปรดของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง แต่หากเยว่ชิงเปิดศึกขึ้นมา เกรงว่าพุทธองค์คงจะไม่เมตตาปราณียินยอมให้เยว่ชิงทำตามใจตนจนสำเร็จ และยิ่งเขากังวลมากเท่าใด จื่อหลิงยิ่งรู้สึกว่ามีสายตาของพุทธองค์คอยจับจ้องอยู่ทุกหนแห่ง
บนรถม้าที่กำลังวิ่งไปตามท้องถนน เสวี่ยฉินเอ่ยถามถึงเื่ที่อยู่ในวิหารระฟ้ากับหลงเย่า
“พบสิ่งใดบ้าง?”
“มีอยู่ห้องหนึ่งที่ข้าสนใจ แต่กลับมีพลังป้องกันขั้นสูง หากฝืนเข้าใกล้คงหลอมละลายเป็ผุยผง”
“ห้องอะไร?”
“ถ้าให้ข้าเดา คงห้องส่วนตัวของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง”
เสวี่ยฉินพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ ในวิหารระฟ้ามีเขตป้องกันระดับสูง การจะเข้าไปสอดแนมหรือสืบหาเื่ราวนับว่าทำได้ยาก แต่เขาก็ยังมีเื่ที่สงสัยอยู่ในใจไม่หายเสียที
ผู้ใดกันที่มีพลังดาราดับ พุทธองค์หลี่จิ้งหยางกับคนผู้นั้นสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร!
เยว่ชิงตั้งใจเอาไว้แล้วว่าเขาจะสืบเื่ของเสวี่ยฉินก่อน สำนักเทียนฉีอันดับหนึ่งในยุทธภพนี้ กำลังวางแผนการเพื่อเอาอะไรบางอย่างจากพุทธองค์หลี่จิ้งหยางแน่นอน จื่อหลิงส่ายหัวของตนทันทีเมื่อฟังสหายพูดจบ มันเสี่ยงอันตรายเกินไปสำหรับเยว่ชิง
“เสวี่ยฉินมีเนตรจักรดารา เขาย่อมมองเ้าทะลุไปยันลำไส้”
“อย่าห่วงไปเลยน่า”
“บอกตามตรงเลยเยว่ชิง สืบแค่เื่การตายของเ้าเนี่ย ข้าว่าเราก็แทบขยับไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว”
เห็นจื่อหลิงถอดใจกับเื่ของเขา เยว่ชิงก็หลุดขำออกมา มันก็จริงอย่างที่สหายเขาเอ่ยมา แต่เื่มันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว เยว่ชิงไม่อาจหันหลังกลับได้เช่นกัน
“ข้าไม่มีวันยอมให้เสวี่ยฉินเข้ามายุ่งวุ่นวายแน่!”
“อย่าบอกนะว่าเ้าห่วงพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง? ที่เ้าอ้างความโกรธแค้นเพื่ออยู่ปกป้องท่านรึ?” ไป๋เยว่ชิงตวัดสายตาหาจื่อหลิงทันควัน
“พูดบ้าอะไรของเ้า!”
“พุทธองค์สำเร็จฌานขั้นสูงสุดแล้ว อย่างเสวี่ยฉินท่านแทบไม่ต้องออกแรงอะไรด้วยซ้ำ”
“เ้ารู้หรือว่าเสวี่ยฉินมาไม้ไหน?”
“หือ?”
เยว่ชิงกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “เสวี่ยฉินรับตำแหน่งเ้าสำนักั้แ่วัยแรกรุ่น อัจฉริยะที่ยังไม่มีผู้ใดโค่นล้มได้ สำเร็จเนตรจักรดารา เคล็ดวิชาขั้นสูงจากสำนักเทียนฉีเพียงผู้เดียว ข้าจะบอกให้นะจื่อหลิง คนผู้นี้ฉลาดมากพอที่จะไม่เอาตัวเองมาตายแบบโง่ๆหรอก”
“มันก็จริงอย่างเ้าว่า...”
“และข้าก็ไม่ได้มาเพื่อปกป้องพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง อันที่จริงข้าไม่ห่วงเลยสักนิดว่าเขาจะเป็หรือตาย” ดวงตาสีชามองไปนอกหน้าต่างที่มีหิมะสีขาวร่วงหล่นไม่ขาดสาย “เื่ของข้ายังอีกยาวไกลนัก ข้าจำเป็ที่ต้องสะสางเป็การส่วนตัวกับพุทธองค์ จะให้ผู้อื่นมามีส่วนร่วมด้วยไม่ได้”
“หมายความอย่างไร?”
“เ้าน่ะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ใช้ชีวิตมนุษย์ให้มีความสุข ในตอนนี้เ้ายังมีโอกาสมากมายให้ทำ อย่ามัวมาเสียเวลากับิญญาอย่างข้าเลย”
“จงอย่าลืมว่าข้ามีเ้าเป็สหายเพียงผู้เดียวนะเยว่ชิง หากข้ายังมองเห็นเ้าอยู่ นั่นก็แปลว่าข้าควรช่วยเหลือเ้า อยู่เคียงข้างเ้าแม้ในวันที่เป็เพียงิญญา”
“...”
“หากการเป็มนุษย์ของข้าเพื่อเที่ยวเล่นหาความสุข แล้วปล่อยสหายให้เผชิญความลำบาก เช่นนั้นข้าก็ไม่คู่ควรที่จะมีลมหายใจต่อไปอีกแล้ว”
ไป๋เยว่ชิงมองสหายด้วยความชื่นชม จื่อหลิงเติบโตขึ้นมาจากวันแรกที่พบเจอ ทว่าก็ไม่อยากพูดชมให้อีกฝ่ายได้ใจนักหรอก “ชิ! เ้าพูดมากเสียจริง”
รอยยิ้มของทั้งสองผุดขึ้นมาโดยไม่ได้นัด จื่อหลิงเบนสายตามองออกไปด้านนอก อีกแล้วที่เขาเห็นพุทธองค์ยืนสมาธิอยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ สายลมโหมจนกิ่งไม้เอนไหว แต่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางกลับยืนสงบนิ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาว เสมือนว่าพุทธองค์กำลังยืนอยู่ในห้องก็มิปาน
“ข้าอยากรู้เสียจริง ที่ว่าพุทธองค์สำเร็จฌานขั้นสูงนั้น ต้องสูงเพียงไหนจึงจะสงบได้เช่นนี้”
อีกครั้งที่มุมปากของเยว่ชิงยกขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาสีชามองตรงไปยังนักบวชผู้งดงาม อากัปกิริยาที่เฉยเมยนั้นเป็เสน่ห์ที่ชวนมอง
ใครว่าพุทธองค์กำลังสงบ ใต้ใบหน้าที่ทรงอานุภาพะเืฟ้าะเืดินนั้น เยว่ชิงกลับมองเห็นเพียงความคิดไม่ตก ความวุ่นวายใจที่ยังหาทางระงับไม่ได้ และความกังวลเกี่ยวกับทางข้างหน้าที่จะต้องเดินต่อไป
น่าชื่นชมเสียจริงยามได้เห็นสังฆาฏิสีทองพาดบ่า บรรจุมนตราที่ทรงพลังไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ไร้การเคลื่อนไหวของลมปราณ แม้จิตกำลังว้าวุ่นแต่กับไม่มีผลต่อร่างกาย เยว่ชิงเคยได้ยินพุทธองค์บอกเอาไว้ว่า ทุกอย่างแบ่งเป็ส่วน อย่าได้เอามารวมกัน
ในขณะเดียวกันนั้นดวงตาสีอำพันกลับหลับไม่ลงขึ้นมา พุทธองค์หลี่จิ้งหยางทำสมาธิท่ามกลางความหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจนี้ เขาเคยย่อท้อต่ออุปสรรคเสียที่ไหนกัน มิเช่นนั้นจะสำเร็จมาจนถึงวันนี้หรือ
เพียงแต่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางคงลืมไปว่า ก่อนหน้านี้นั้นเขายังไม่ได้พบกับไป๋เยว่ชิง ทุกอย่างเลยดูง่ายดายไร้ซึ่งอุปสรรค ยามใดที่พุทธองค์หลับตาลง ยามนั้นจะได้พบเจอกับบุคคลผู้นี้อยู่ร่ำไป
เ้าของดวงตาสีชา มาพร้อมรอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้ผลิบาน
และมีใบหน้าเดียวกันกับใครบางคนที่จากไปแล้วเนิ่นนานมากจนแทบลืมเลือน...
สดับเพียรหมื่นภพชาติ