บทที่88
ลู่หยางเดินทางถึงเมืองหลวง
การเดินทางต่อกันหลายต่อหลายวันในที่สุดในตอนนี้บวนการเดินทางที่เดินทางมาอย่างยาวนานมันก็ได้เดินทางมาถึงเป้าหมายปลายทางที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางดินแดนแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว
ขบวนการเดินทางของคุณชายเว่ยที่มีลู่หยางเดินทางติดมาด้วยตอนนี้ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว
มหานครแห่งความเจริญที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้ามันเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่
ลู่หยางที่นั่งอยู่ภายในรถม้าและยกม่านขึ้นใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองไปด้านหน้าเขามองเห็นว่าเมืองหลวงที่มันตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าในตอนนี้เมืองหลวงขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา
มหานครแห่งความเจริญรุ่งเรืองแห่งยุคสมัยเขาได้เดินทางมาถึงแล้วหลังจากที่ได้จ้องมองกำแพงเมืองสูงใหญ่ลานกลับกำแพงสวรรค์เขาก็ได้ใช้ดวงตาของตนเองกวาดไปมองบริเวณถนนเส้นเดียวกันกับที่เขากำลังวิ่งอยู่
บนถนนเส้นนี้จากการใช้ดวงตาของตนเองกวาดสายตาไปมองบริเวณรอบๆจะมองเห็นว่ามีรถม้าอีกจำนวนมากที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน
รถม้าจำนวนมากที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนเส้นนี้กำลังมุ่งตรงไปด้านหน้าจุดหมายปลายทางของพวกเขามันก็คือสถานที่ที่เดียวกับที่เขานั้นกำลังจะมุ่งตรงไป
ลู่หยางเขาจ้องมองทัศนียภาพที่อยู่บริเวณรอบๆอยู่เช่นนั้นจนไปถึงบริเวณทางเข้าเมืองหลวง
เมื่อรถม้ามันวิ่งผ่านพ้นเข้าเขตเมืองหลวงเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้พบเห็นกับบริเวณเขตนอกเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
บริเวณเขตนอกเมืองเหล่านี้ก็มีผู้คนมากมายที่อาศัยอยู่ประชากรไทยในเมืองหลวงมีผู้คนที่อาศัยอยู่มากกว่าห้าสิบหมื่นคนอย่างแน่นอนบางทีจำนวนประชากรที่อยู่ภายในเมืองหลวงมันอาจจะมากถึง1 ล้านหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
สังเกตได้จากกองทัพของเมืองหลวงที่ถือได้ว่าเป็นกองทัพขนาดใหญ่มันเองก็เป็นกองทัพที่มีผู้คนอยู่ภายในกองทัพประมาณห้าสิบหมื่นที่เป็นทหารนั่นเป็นเพียงแค่ผู้คนส่วนเรื่องภายในเมืองหลวงทั้งนั้น
ถ้าลองคิดคำนวณกับเงินส่วนนั้นลองเอาจำนวนทั้งหมดมาลองคิดคำนวณดูจะรู้ได้ในทันทีว่าประชากรภายในเมืองหลวงมีมากกว่าห้าสิบหมื่นคนอย่างแน่นอน
หลังจากที่วิ่งผ่านถนนเส้นหลักบริเวณด้านนอกเมืองเข้ามาสู่บริเวณด้านในประตูเมืองขนาดใหญ่ถูกเปิดรับผู้คนอยู่ตลอดเวลาแต่ในขณะเดียวกันมันเองก็มีการตรวจตาที่แน่นหนาไม่ปล่อยให้ผู้คนผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ
สถานที่แห่งนี้คือเมืองหลวงบริเวณเขตภายในเมืองเป็นเขตการค้าที่ใหญ่โตที่สุดภายในราชวงศ์
เพราะแบบนั้นการที่จะปล่อยให้ผู้คนที่มีความประสงค์ที่ไม่ดีนักหลุดเข้าไปแน่นอนว่าย่อมไม่สามารถให้เกิดขึ้นได้
เพราะแบบนั้นบริเวณประตูทางเข้าเมืองหลวงย่อมมีตรวจการในระดับหนึ่งแต่ว่าเมื่อวิ่งไปถึงบริเวณประตูทางเข้ามันกลับเกิดสิ่งที่ลู่หยางคิดไม่ถึง
นั่นก็คือพวกทหารที่เฝ้ารักษาการณ์บริเวณตรงประตูยอมปล่อยให้พวกเขาเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอิทธิพลของตระกูลเว่ยจะมีอยู่บ้างภายในเมืองหลวงเช่นเดียวกัน
หลังจากที่ผ่านพ้นประตูเข้ามาด้านในคือเมืองหลวงลู่หยางดูตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากแม้ว่าโลกที่เขาจากมายุคสมัยนั้นจะพัฒนาไปไกลมากกว่านี้มากแล้วแต่ในขณะเดียวกันมันเองก็มีความงดงามและความตระการตาคนละแบบ
อย่างเช่นในตอนนี้เสน่ห์ของสิ่งก่อสร้างสูงใหญ่ที่เขามองเห็นมันคือสิ่งก่อสร้างที่ให้กลิ่นอายแห่งอดีตกาลของพวกนี้ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะมองเห็นมันได้ง่ายๆ
ถ้าเป็นพวกยุคสมัยของเขาพวกนักโบราณคดีได้มาพบเจอกับพวกสิ่งก่อสร้างพวกนี้คนพวกนั้นเองก็คงจะดีใจจนเนื้อเต้น
แต่เขาไม่ใช่พวกนักโบราณคดีหรือพวกที่คลั่งไคล้ในพวกวัตถุโบราณเขาใช้ดวงตาชื่นชมพวกมันเท่านั้นแน่นอนว่าตัวของเขาเองก็มองเห็นว่าเจ้าพวกนี้มันดูงดงามเหมือนกัน
ภายในเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองสิ่งก่อสร้างสูงใหญ่ภายในสถานที่แห่งนี้หรือว่าของต่างๆล้วนแล้วแต่ใหญ่โตและอาการตามากกว่าเมืองที่เขาเดินทางจากมาตั้งไม่รู้ตั้งกี่เท่า
รถม้าวิ่งผ่านถนนเส้นหลักที่อัดแน่นเต็มไปด้วยผู้คนเดินพลุ่งพล่านกันไปมาลู่หยางมองดูผู้คนเหล่านั้นที่เดินผ่านหน้าผ่านตาของเขาไปพวกมันล้วนแล้วแต่เป็นคนที่สวมใส่เสื้อผ้าดูดี
พวกมันล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีฐานะทั้งสิ้นโดยส่วนใหญ่คนที่อยู่ภายในเขตเมืองชั้นในล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีฐานะระดับกลางจนขึ้นไปถึงระดับสูง
คนที่ยากจนแร้นแค้นก็จะไม่ค่อยเห็นภายในสถานที่แห่งนี้เพราะว่าพวกเขาน่าจะอาศัยอยู่บริเวณเขตนอกเมืองหรือแถบชานเมือง
มันย่อมเป็นเช่นนี้อยู่แล้วถ้าเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ถือได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองมันเองก็ย่อมมีจุดแบ่งอย่างชัดเจน
จุดแบ่งชัดเจนที่กล่าวถึงมันคือการแบ่งซึ่งฐานะของผู้คนจำนวนมากออกเป็นชนชั้น
รถม้าที่วิ่งตรงผ่านเข้ามาภายในถนนเส้นหลักของเมืองมองเห็นเมืองแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองลู่หยางใช้ดวงตาของเขาเองมองดูเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองที่ตั้ง
ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่เส้นทางและถนนมากมายภายในเมืองแห่งนี้มีถนนมากมายที่ตั้งอยู่หลายร้อยแห่งเพราะแบบนั้นจะให้จดจำให้หมดในครั้งเดียวมันเองก็คงจะทำไม่ได้
เขาได้แต่เป็นผู้มองดูอยู่ไกลๆเท่านั้นหลังจากที่รถม้าวิ่งอยู่สักพักใหญ่ๆมันก็ได้วิ่งไปจอดตรงที่แห่งหนึ่งภายในเมือง
รถม้าได้หยุดนิ่งสนิทลู่หยางที่นั่งอยู่บนรถม้าได้ก้าวลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อเขาก้าวลงมาจากบริเวณด้านบนรถม้ามองเห็นว่าสถานที่ที่รถม้าคันนี้วิ่งมาจอดมันเป็นจวนแห่งหนึ่งที่มีขนาดกลางตั้งอยู่บริเวณทางด้านตะวันออกของเมือง
จวนแห่งนี้ถือว่าเป็นจวนที่มีขนาดกลางสำหรับผู้คนที่มีฐานะแต่ว่าสำหรับลู่หยางไม่ได้ร่ำรวยอันใดสถานที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่ใหญ่โต
เมื่อเขาก้าวลงมาคุณชายเว่ยพอได้ก้าวเท้ามาบริเวณด้านหลังของเขา
ลู่หยางใช้ดวงตาของตนเองหันไปมองอย่างรวดเร็วและก็เอ่ยถามขึ้นมา“ สถานที่แห่งนี้มันคือที่ใดอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
เว่ยเจ๋อจงยกยิ้มขึ้นแล้วก็ตอบกลับ“ จวนของข้าเองขอรับ!! ”
“ อันใดกัน ไม่คิดเลยว่าคุณชายเว่ยจะมีจวนในเมืองหลวงด้วย ”ลู่หยางมองว่ามันคือเรื่องที่แปลกเขาไม่คิดว่าคุณชายเว่ยจะมีที่พักอยู่ภายในเมืองหลวงด้วย
“ ซื้อเอาไว้ตั้งแต่เมื่อประมาณหลายปีก่อนแล้วขอรับคิดว่าวันนึงคงจะได้เดินทางมาที่เมืองหลวงอันที่จริงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าวันนึงถ้าจะนำพาธุรกิจของตระกูลเข้าขยับขยายมาภายในเมืองหลวงเลือกซื้อพวกมันเอาไว้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย”
“ เข้าไปด้านในกันเถอะขอรับวันพรุ่งนี้ข้าจะมาพาไปในวันนี้ก็เชิญครับผ่อนให้เต็มที่ ”
หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางเข้าไปภายในส่วนของคุณชายเว่ยลู่หยางนำสัมภาระของตนเองเดินทางเข้าไปบริเวณด้านในสิ่งที่เขานำติดมาด้วยมันก็คือสัมภาระของเขาที่อยู่ภายในห่อผ้าและก็กล่องกระบี่ของเขา
เมื่อเดินเข้าไปภายในนั้นห้องทุกอย่างมันก็ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้วภายในจวนแห่งนี้แม้ว่าคุณชายเว่ยไม่ได้เดินมาพักบ่อยนักแต่มันก็มีผู้ดูแลที่คอยดูแลสถานที่แห่งนี้เอาไว้ให้มันอยู่ในสภาพพร้อมตลอดเวลา
ลู่หยางเข้าพักภายในสถานที่แห่งนี้แต่เขาเองก็พักภายในสถานที่แห่งนี้ได้เพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเขาตัดสินใจออกไปเดินเล่นบริเวณด้านนอก
มันเป็นเพราะว่าเขานั้นอยากจะเปิดหูเปิดตาภายในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อเดินทางเข้ามาออกมาจากภายในจวนลู่หยางมาเดินเล่นภายในเมือง
บนถนนเส้นหลักที่เต็มไปด้วยผู้คนช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าสู่ยามเย็นแต่ว่าท้องนภานั้นยังคงจะจ้างไปด้วยแสงแดดยามบ่าย
ลู่หยางวันนี้สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินอ่อนดูดีมีระดับกลมกลืนกับผู้คนที่เดินไปมาภายในเมืองเขาเป็นบุรุษรูปงามร่างกายสูงโปร่งบริเวณผมยาวด้านหลังก็ถูกรวบมัดเอาไว้เป็นอย่างดีท่าทางจะงามเดินตัวตรงคงบุคลิกของตนเองเอาไว้แต่ในขณะเดียวกันถ้าผู้คนจะมองว่าแปลกก็คงเป็นเพราะว่ากล่องไม้ประหลาดประหลาดที่มีความยาวที่เขาสะพายอยู่ด้านหลัง
ลู่หยางเดินเล่นบนถนนอยู่สักพักใหญ่ๆในขณะที่กำลังเดินเล่นเขาเองก็คิดภายในใจของตนเองว่าภายในเมืองหลวงแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก
ความกว้างใหญ่ของภายในเมืองหลวงแห่งนี้ถ้าจะให้เขาเดินทางไปสำรวจภายในสถานที่แห่งนี้ทั้งหมดมันคงจะเดินทางสำรวจได้ไม่หมดในสิบวันยี่สิิบวันอย่างแน่นอน
ลู่หยางในขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่บนถนนมาสักพักเขาได้พบเจออะไรหลายอย่างมากมายในที่สุดเขาเองก็เดินมาพบกับร้านเครื่องประดับแผงนึงที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนน
มันเป็นร้านเครื่องประดับธรรมดาธรรมดาที่ตั้งเป็นแผงเครื่องประดับโดยเครื่องประดับที่ถูกวางเอาไว้บริเวณด้านบนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องประดับของสตรีอย่างเช่นพวกปิ่นปักผมหรือพวกกำไลข้อมือ
ลู่หยางถือโอกาสที่หยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองและก็ใช้ดวงตามองดูพวกเครื่องประดับที่ถูกตั้งเรียงรายเอาไว้บนแผง
“ นายท่านเชิญขอรับจะรับอันใดดี!! ”เถ้าแก่ร้านที่นั่งอยู่ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับมายืนข้างๆเขาเพื่อที่จะแนะนำสินค้า
ลู่หยางใช้มือของตนเองยื่นไปสัมผัสกับเครื่องประดับที่เขาเล็งเอาไว้ตั้งแต่ในตอนแรกมันเป็นปิ่นปักผมสีเงินแวววาวที่มีอัญมณีสีแดงประดับอยู่บริเวณตรงกลางปิ่น
ลู่หยางหยิบมันขึ้นมาจากนั้นเขาก็จ่ายเงินให้กับพ่อค้าเขาใช้ดวงตาของตัวเองมองปิ่นสีเงินที่มีอัญมณีสีแดงประดับอยู่บนตัวปิ่นอย่างงดงามยามที่จ้องมองปิ่นปักผมอันนี้มันทำให้เขานึกถึงไป๋เฟิ่งด้วยความรู้สึกบางอย่าง
หลังจากที่ซื้อมันเสร็จแล้วกำลังยืนจ้องมองของที่อยู่ภายในมืออยู่มีเสียงหนึ่งดังขึ้น“ ข้าขอซื้อต่อได้หรือไม่ ”
จบบท