เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 32 ต้องให้คำอธิบาย!

            หรีดหริ่งเรไรร้องระงม สายลมยามราตรีพัดโชย

            หลังมื้อค่ำวันนี้เสิ่นเฉินรับหน้าที่เก็บกวาด ส่วนหลินซีเดิมทีนางตั้งใจจะพาเด็ก ๆ ออกไปเดินเล่นย่อยอาหาร แต่เพราะเมื่อกลางวัน เด็กน้อยทั้งสี่วิ่งเล่นกันจนเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้จึงอยู่ในสภาพอ่อนล้าไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกนัก

            หลินซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักก็มีความคิดดี ๆ เกิดขึ้น 

            “เช่นนั้นพวกเรามาเล่น ‘เหยี่ยวจิกไก่’ กันดีหรือไม่!”

            ต้าเป่าขมวดคิ้ว สีหน้างุนงง แววตากังขา “แต่พวกเราไม่มีเหยี่ยวนะขอรับ แล้วจะให้เหยี่ยวมาจิกไก่ได้อย่างไร? อีกอย่าง ลูกไก่พวกนี้ พวกเราอุตส่าห์ตั้งใจเลี้ยงมันมา”

            เอ้อร์เป่าได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งพรวดไปยังหน้าเล้าไก่ กางแขนสั้น ๆ ทั้งสองออกอย่างปกป้อง  สายตาหวาดระแวง ส่ายหน้าแรง ๆ แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด “พวกเราเล่นอันนี้ไม่ได้นะขอรับ ต้องรอให้ลูกไก่โตแล้วออกไข่ก่อน!”

            ซานเป่ากับซื่อเป่าก็พยักหน้ารับอย่างจริงจังและเห็นพ้อง

            หลินซีเห็นแล้วขำพรวดออกมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนกล่าวด้วยความเอ็นดู “ไม่ใช่ความหมายแบบที่พวกเจ้าคิด ข้าหมายถึง ข้าจะสมมติตัวเองเป็นเหยี่ยว ส่วนพวกเจ้าเป็นลูกไก่ ปกติเหยี่ยวจะจับลูกไก่กิน ดังนั้นจึงต้องมีแม่ไก่หนึ่งคนคอยปกป้อง…” 

            ฟังถึงตรงนี้ เจ้าตัวน้อยทั้งสี่ต่างก็ตกตะลึง จ้องมองหลินซีตาแทบถลน 

            ‘…ไม่อยากเชื่อเลยว่าหลินซีคิดจะจับพวกตนกินจริง ๆ! ดูท่าแล้ว หลินซีก็ยังคงเป็นหลินซีคนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด!’

            “…เช่น หากให้ต้าเป่าเป็นแม่ไก่ ต้าเป่าก็ต้องรับผิดชอบปกป้องน้อง ๆ ให้ดี ถ้าหากพวกเขาถูกข้าที่เป็นเหยี่ยวจับได้ ข้าก็จะเป็นฝ่ายชนะ พอเล่นรอบต่อไป พวกเจ้าก็ผลัดกันมาเป็นเหยี่ยวบ้างให้ข้าเป็นแม่ไก่หรือลูกไก่แทน”

            ทว่าพอได้ฟังคำอธิบายถัดมา ทั้งสี่เป่าก็พอจะเดาได้ว่ามันคือการละเล่น ใบหน้าน้อย ๆ ผ่อนคลายลง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงงุนงง มองหลินซีอย่างสับสน เห็นได้ชัดว่ายังไม่เข้าใจกติกาดีนัก อย่างไรก็ตาม ยามได้ยินว่าพวกตนสามารถเป็นเหยี่ยวได้ ดวงตาทั้งสี่คู่ก็พลันเปล่งประกาย โดยเฉพาะเอ้อร์เป่าที่ดวงตาวาววับมากกว่าใคร หลินซีจึงตัดสินใจให้เด็ก ๆ ลองเล่นดูด้วยตนเอง

            นางดึงตัวต้าเป่าให้มายืนหน้าสุด แล้วให้อีกสามคนยืนเรียงแถวยาวต่อไปด้านหลัง โดยแต่ละคนใช้มือจับเอวคนที่อยู่ข้างหน้าไว้

            “ต้าเป่า เจ้าต้องปกป้องน้อง ๆ ให้ดีนะ แล้วก็ต้องคอยขวางข้าไว้ อย่าให้ข้าจับน้อง ๆ ที่อยู่ข้างหลังได้ล่ะ”

            หลินซีแสร้งทำท่ากางกรงเล็บเตรียมจะโฉบ เด็กน้อยทั้งสี่ก็พลันตื่นตัว มีท่าทีระวังภัยขึ้นทันที

            “ข้าจะนับหนึ่งถึงสามแล้วเริ่มเลยนะ”

            “หนึ่ง… สอง… สาม— เริ่มได้!”

            สิ้นเสียง เหยี่ยวสาวก็ก้าวพรวดไปเบื้องหน้า ยื่นมือมาหมายจะคว้าลูกเจี๊ยบเล็ก ๆ ที่อยู่หลังแม่ไก่เด็กมากิน

            แม่ไก่ต้าเป่ามีปฏิกิริยาตอบสนองอันว่องไวและน่าทึ่ง เขากางแขนออกกว้างพร้อมกระโดดขวางไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ ส่งสามลูกเจี๊ยบที่เกาะอยู่ด้านหลังให้เคลื่อนหลบตามไปเป็นพรวน

            หลินซีเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมา นางเคลื่อนตัววูบไปยังอีกด้านของต้าเป่า

            ต้าเป่าปฏิบัติหน้าที่แม่ไก่อย่างแข็งขัน รีบขยับตามไปขวางทางไว้ได้ทัน เหล่าลูกไก่ด้านหลังส่งเสียงร้องจ๊ากด้วยความตกใจดังลั่น และเกือบถูกเหวี่ยงหลุดจากแถว แต่ไม่นานสามลูกไก่ก็เริ่มจับจังหวะได้ ขยับหลบหลีกตามแม่ไก่อย่างตื่นเต้น

            “ข้าจะไปแล้วนะ!”

            “กรี๊ดดด~” / “มาแล้ว”

            “ทางนี้… ไม่ใช่สิ ทางโน้น!”

            หลินซีแสร้งส่งเสียงขู่ พลางทำท่าจะโฉบซ้ายทีขวาที

            นางหาได้ต้องการเอาชนะจริงจัง หรืออยากรังแกเด็ก ๆ เพียงทำทีเคลื่อนไหวซ้ายขวาหลอกล่อ มองดูพวกเขาหลบหลีกอย่างตื่นเต้นระทึกใจ และสนุกสนาน ครั้นยื่นมือไปจับได้ ก็แสร้งปล่อยให้พวกเขาหลุดรอดไปในจังหวะสุดท้ายทุกที

            ซึ่งเหล่าลูกไก่ก็จะไชโยโห่ร้องอย่างดีใจ 

            “ท่านจับไม่ได้หรอก!” / “เหยี่ยวก็ไม่ได้เก่งเท่าไหร่นี่นา! พวกเราต่างหากที่เก่งที่สุด!”

            แม้แต่ซานเป่าผู้เงียบขรึมและค่อนข้างเก็บตัว ยามนี้ก็ยังพลอยคึกคักไปด้วย ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใส ส่งเสียงกรีดร้องไปพร้อม ๆ กับพี่น้อง

            หลินซีคาดคะเนระยะเวลา เมื่อคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว จึงก้าวพรวดเดียวอ้อมผ่านตัวต้าเป่าไปคว้าตัวซื่อเป่าที่อยู่ท้ายสุด มาไว้ในอ้อมแขนได้สำเร็จ

            “อ๊า…ข้าถูกจับแล้ว! พี่ใหญ่ช่วยด้วย…”

            ซื่อเป่าดิ้นรนขาปัดป่าย หวังจะหลุดจากอ้อมแขนของเหยี่ยวสาวเพื่อกลับไปรวมกลุ่มกับเหล่าพี่ชาย

            หลินซีจึงใช้นิ้วเขี่ยสีข้างเล็ก ๆ นั่นทันที ซื่อเป่าหัวเราะคิกคักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ บิดตัวกระดุกกระดิกเพราะความจั๊กจี้

            หลินซีวางนางลงนอกวงพื้นที่ที่ใช้เล่นพลางประกาศว่าลูกไก่ซื่อเป่าตายแล้ว จากนั้นกางมือออกแล้ววิ่งเข้าหาต้าเป่าอีกครั้ง 

            “แม่ไก่ต้าเป่า ตอนนี้เจ้าเหลือลูกไก่แค่สองตัวแล้วนะ ข้า~ มา~ แล้ว!~”

            ต้าเป่ามีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เอ้อร์เป่าและซานเป่าเองก็เตรียมพร้อมตั้งรับเต็มกำลัง

            ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งเหยี่ยวสาวและเหล่าไก่ ๆ ต่างวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน กระโดดโลดเต้นไปมา ซื่อเป่าตัวน้อยซึ่งถูกจับได้ก่อนก็ยืนชูกำปั้นเล็ก ๆ ส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ บรรยากาศในลานบ้านพลันเปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะอันสดใส

            แต่ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเพลิดเพลินกับการวิ่งหลบหลีกซ้ายขวา เสิ่นเฉินก็เดินถือถาดผลไม้ป่าที่เพิ่งล้างสะอาดออกมาจากห้องครัวพอดี—-

            ต้าเป่าไม่ทันระวัง เกือบจะวิ่งชนร่างของบิดา—-

            คนโตกว่ารีบถอยหลังหลบไปหนึ่งก้าว ถาดในมือโคลงเคลงและเกือบจะร่วงหล่น —-

            ชั่วพริบตาอันน่าตกใจ  ร่างเล็ก-ใหญ่ชะงักกึก สองพ่อลูกยืนเผชิญหน้ากันนิ่ง 

            บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงในบัดดล!

            หลินซีและซื่อเป่าที่อยู่ใกล้ ๆ ก็นิ่งค้าง รีบพากันขยับตัวไปหลบอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบเชียบ

            เสิ่นเฉินนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ “เล่นกันพอแล้ว ก็เข้านอนเสียแต่เนิ่น ๆ”

            “ขอรับ ท่านพ่อ”

            เด็กชายทั้งสามขานรับพร้อมกันเสียงสลด ซื่อเป่าเองก็รีบพยักหน้าอย่างว่าง่าย

            ดวงตาของหลินซีกลอกไปมา ทันใดนั้นนางก็คิดบางอย่างได้ หรี่ตามองชายหนุ่มด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “เสิ่นเฉิน เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับลูก ๆ เจ้าก็มาเล่นด้วยกันสิ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พวกเราเป็นเหยี่ยว เจ้าเป็น… แม่ไก่?”

             “…” เสิ่นเฉินหันขวับมามองนาง อ้ำอึ้งเอ่ยไม่ออก

            “!!!” เจ้าตัวน้อยทั้งสี่ก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน ดวงตาไร้เดียงสามองหลินซีด้วยแววตื่นตระหนกระคนทึ่งในความกล้าหาญ

            ‘โห กล้าให้ท่านพ่อเป็นแม่ไก่เชียวหรือ??’

            แต่…ในใจกลับรู้สึกอยากลองขึ้นมาอย่างประหลาด!

            เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาคาดหวังทั้งห้าคู่ ใบหน้าของเสิ่นเฉินพลันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ หลบสายตา “…เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว”

            เจ้าตัวน้อยทั้งสี่และหลินซีแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ จ้องมองเสิ่นเฉินที่เดินไปวางถาดผลไม้ป่า เตรียมพร้อมจะเริ่มเล่นกันอย่างกระตือรือร้น ทว่าพลันมีเสียงตะโกนขัดจังหวะดังมาจากด้านนอก

            “เสิ่นเฉิน! หลินซี! พวกเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”

            หลินซีหยุดชะงัก ‘ค่ำมืดป่านนี้จะมีผู้ใดมาอีก?’

            เสิ่นเฉินหมุนกายเดินตรงไปหน้าบ้าน

            ต้าเป่าและน้อง ๆ ทั้งสามรู้ความ เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รีบพากันกลับเข้าห้องไปรออย่างเงียบเชียบ หลินซีบอกให้พวกเขาเอาผลไม้ป่าเข้าไปกินระหว่างรอ แล้วจึงเดินตามเสิ่นเฉินออกไป

            เสิ่นเฉินเปิดประตูรั้วออก ด้านนอกมีแสงไฟจากคบเพลิงหลายดวงส่องสว่าง เผยให้เห็นกลุ่มชาวบ้านจำนวนมากที่พากันมายืนออกันอยู่ โดยผู้ที่นำหน้ามาคือท่านลุงผู้นำหมู่บ้านและป้าจาง

            เสิ่นเฉินกวาดสายตามองรอบหนึ่ง เอ่ยถามเสียงเรียบ “พวกท่านมากันมากมายมีธุระอะไรหรือขอรับ?”

            “ใช่เจ้าค่ะ มีเรื่องสำคัญอะไรหรือ ถึงต้องมาหากันมืดค่ำป่านนี้?” หลินซีสำทับอย่างแปลกใจ

            ‘หรือว่าเป็นเพราะเรื่องที่คุยกันเมื่อตอนเย็น พอท่านผู้นำหมู่บ้านกับป้าจางกลับไปแล้วเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา? แต่นี่ก็เป็นเรื่องของพวกเขาเอง เหตุใดต้องพาชาวบ้านมาด้วยเล่า?’

            หลินซีคิดได้เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องที่ว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ มาเกี่ยวข้องด้วยได้อย่างไรนั้น นางนึกไม่ออกเลยจริง ๆ

            ลุงจางและป้าจางมีสีหน้าคล้ายกลืนยาขม บุรุษผู้นำหมู่บ้านอ้าปากยังไม่ทันจะเอ่ย สตรีร่างท้วมเอวหนาผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ก้าวพรวดมาข้างหน้า พลางส่งเสียงดังขึ้นเสียก่อน

            “พวกเจ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว! เรื่องทั้งหมดพวกข้ารู้กันหมดแล้ว!”

            หลินซีเพ่งมองให้ชัด… ที่แท้ก็คือนางหลี่นั่นเอง ได้ยินว่าช่วงก่อนหน้านี้นางมัวแต่วิ่งวุ่นหาหมอมารักษาคนที่บ้านซึ่งถูกโบย ต้องสิ้นเปลืองเงินซื้อยาห่อใหญ่ไปหลายเทียบ หมดทรัพย์สินไปมากโข ต้องเร่งหาเงินไม่มีเวลาระรานผู้ใด จนหลินซีเองก็เกือบจะลืมเลือนคนผู้นี้ไปแล้ว

            ข้างกายนางหลี่ มียายเฒ่าท่าทางปากร้าย หน้าตาบูดบึ้งผู้หนึ่งก้าวออกมายืนเคียงข้าง นางใช้นิ้วเหี่ยวย่นกวาดชี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เป็นเพื่อนบ้านกันแท้ ๆ พวกเจ้าทำเช่นนี้มันไม่เห็นแก่หน้ากันสักนิด มีสิ่งดีไม่ยอมบอกกล่าวกันสักคำ นี่ไม่เท่ากับระแวงพวกข้าเหมือนเป็นหัวขโมยหรอกรึ?”

            หลินซีจำได้เช่นกัน นี่คือยายเฉิน หญิงเฒ่าผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ประจำหมู่บ้านเฉินหยาง กล่าวกันว่าเป็นนักเลงหัวไม้ในหมู่สตรี

            เสิ่นเฉินขมวดคิ้ว “ข้าไม่เข้าใจว่าพวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไร มีธุระก็ว่ามา ไม่มีก็เชิญกลับไป”

            “เจ้ายังจะมีหน้ามาทำไขสืออีกรึ? ที่พวกข้ามาที่นี่… เอ่อ… เอ่อ…”

            เสิ่นเฉินตวัดสายตาเย็นเยียบไปมอง ยายเฉินเผลอสบดวงตาน่ากลัวคู่นั้น พลันถูกแรงกดดันรุนแรงบีบรัด ทั้งร่างสั่นเทิ่ม คำพูดที่เหลือติดอยู่ในลำคอ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมาอีก สุดท้ายจึงได้แต่กัดฟันกล่าว “หยะ… อย่างไรเสีย วันนี้พวกเจ้าต้องมีคำอธิบายให้พวกเรา!”

            “ใช่แล้ว! อธิบายมา!”

            “ใช่ ๆ เก็บงำซ่อนเร้นเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร? ยังเห็นพวกเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันอยู่หรือไม่!”

            “ถ้าไม่พูดให้ชัดเจน คืนนี้เรื่องไม่จบแน่!”

            ชาวบ้านเฉินหยางที่อยู่ด้านหลังต่างส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุนด้วยความโกรธแค้น

            ลุงผู้นำหมู่บ้านและป้าจางยิ่งรู้สึกอับอายจนแทบไม่กล้าสู้หน้าเสิ่นเฉินและหลินซี

            กระทั่งทนไม่ไหว ผู้นำหมู่บ้านจึงตวาดเสียงดัง “พอได้แล้ว! หยุดพูดกันได้แล้ว! ที่พาพวกเจ้ามา ไม่ใช่ให้มาทะเลาะวิวาทกัน!”

            ปกติแล้ว ท่านผู้นำหมู่บ้านเป็นที่นับหน้าถือตา ชาวบ้านทั้งหลายต่างเคารพยำเกรง เมื่อเขาส่งเสียงดังออกคำสั่ง ผู้คนที่มาชุมนุมกันด้านหลังจึงค่อย ๆ เงียบเสียงลง แต่ยังคงจ้องมองสองสามีภรรยาบ้านสกุลเสิ่นด้วยแววตาขุ่นเคือง 

            ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาและคมกริบของเสิ่นเฉิน หลายคนก็รีบก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้ามองตรง ๆ อีก

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย ที่คุณอ่าน