บทที่ 2 งานเลี้ยง
น่าเบื่อ นี่คือสิ่งที่เว่ยเมิ่งคิด เชื่องช้า นี่คือสิ่งที่เว่ยเมิงรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นกระบี่แรกที่ปะทะกันหรือกระบี่สุดท้ายที่เข้าฟาดฟัน มันชั่งน่าชวนง่วงนอนเหลือเกินในความคิดของเว่ยเมิง “น่าเบื่อจริงๆ หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ข้าน่าจะไปขอดูแลสมุนไพร่กับลุงฟงเสียดีกว่า” เว่ยเมิ่งพูดกับตนเองเบาๆเว่ยเมิงไม่รู้ว่าเสียงกระซิบกับตนเองเบาๆ ดันไปถึงหูของตงเฉียนสือเข้าทำให้ริมฝีปากของตงเฉียนสือตอนนี้กระตุกนิดๆ ‘เจ้าเด็กนี้วันๆ ข้าไม่เห็นเจ้าจะคิดอะไรนอกวิ่งเล่นในป่ากับปลูกพืชผักสมุนไพร่แบบนี้แล้วยังมีหน้ามาบ่นเช่นนี้อีกรึ’ ตงเจี้ยนสือบ่นในใจ ไม่ได้การ ในฐานะอาจารย์ที่แสนดีข้าต้องดัดนิสัยเจ้าเด็กนี้ให้ได้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของ ตงเจี้ยนสือ เขาสะบัดฝ่ามือเบาๆโดยไม่มีใครเห็น ลมปราณจากฝ่ามือพุ่งเข้าไปหลอมรวมกับแรงปะทะระหว่างตงฟางเฉียนกับหลี่เยว์เอ๋อร์แล้วสะท้อนออกมาทางเว่ยเมิง ‘ลมปราณนี่ถึงจะไม่มีอันตราย แต่ก็สามารถส่งเจ้ากลิ้งไปไกลได้อยู่ หึหึ’ ตงเจี้ยนสือมองไปที่ลมปราณที่กำลังพุ่งไปหาเว่ยเมิงอย่างใจจดใจจ่อเว่ยเมิ่งที่กำลังตาปรือๆเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นการอะไรแปลกๆพุ่งมาหาตน ‘หีม? แรงปะทะของสองคนนั้นรุนแรงขนาดส่งผลมาทางข้าเลยรึ?’ เขาคิดในใจเงียบๆ ในจังหวะที่ลมปราณกำลังเข้าสัมผัสกับตนเอง มือขวาของเว่ยเมิงสะบัดเหมือนไล่แมลง พลังลมปราณที่พุ่งเข้ามาถูกมือขวาของเว่ยเมิงเปลี่ยนทิศทางไปทางท้องฟ้าโดยไม่มีใครสังเกตเห็น‘แปลกจริงๆ เหมือนมีคนจงใจส่งลมปราณมาหาข้าอย่างไรก็ไม่รู้’ เว่ยเมิ่งหันไปมองรอบๆ ก็มีเพียงแต่เด็กๆกำลังตื่นเต้นกับการประลองของตงฟางเฉียนกับหลี่เยว์อ๋อร์ หรือแม้แต่อาจารย์ตงก็กำลังยิ้มกว้างชื่นชมกับการประลองของทั้งคู่ ‘หรือว่าข้าจะคิดมากไปเอง?’ แน่นอนเว่ยเมิ่งไม่ได้รู้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มแฉ่งของตงเฉียนสือในภายนอกทว่าภายในใจของตงเฉียนสือกลับลอบปาดเหงื่อในใจ‘บิดามันเถอะ ฝ่ามือพลักฟ้าของข้าแม้แต่ยอดฝีมือระดับหกขั้นสูงเองก็ยังมีลอยไปซักสามสี่ก้าว ถึงข้าจะออกแรงไปแค่หนึ่งส่วนแต่กับเด็กแปดขวบที่พึ่งกระตุ้นลมปราณไปเนี่ยนะ สามารถปัดป้องมันได้’ ตงเฉียนสือรู้สึกเหมือนโดนผีหลอกและยิ่งต้องรีบปั่นหน้ายิ้มแฉ่งเมื่อเห็นสายตาของเว่ยเมิงกวาดมองไปรอบๆ และยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบเมื่อสายตาของเว่ยเมิ่งจ้องมองทีตน“อะแฮ่ม หยุดประลองได้!!” ตงเจี้ยนสือรีบหาเรื่องเบนความสนใจ“เอาละบทเรียนวันนี้จบลงเท่านี้ หวังว่าพวกเจ้าจะรู้ถึงข้อบกพร่องของตนเองในวันนี้และแก้ไขมัน ข้าไปละ” ยังไม่ทันที่เหล่าลูกศิษย์จะได้บอกลา ตงเจี้ยนสือก็ใช้วิชาตัวเบากระโดดไปไกลเสียแล้ว ‘ไปหาท่านลุงฟงดีกว่า’ เว่ยเมิ่งวางแผนในใจ ทว่าในจังหวะจะออกวิ่งนั้นเองกลับมีแขนมากอดรอบคอตนเองไว้ “เว่ยหมิ่งเจ้าจะรีบไปไหน อย่าบอกนะว่าเจ้าลืมไปแล้วว่าวันนี้มีกินเลี้ยงที่บ้านปู่รองน่ะ” เป็นตงฟางเฉียนนั้นเอง“พี่ใหญ่ ข้าจำไม่เห็นได้วันนี้ที่บ้านปู่รองมีกินเลี้ยงด้วย?” เว่ยเมิ่งถามด้วยน้ำเสียงสังสัย“จิ๊จิ๊ เจ้าเนี่ยน้าลืมไปแล้วหรอว่าวันนี้เป็นวันที่เจ้ารองกลับมานะ?”“เอ๋ พี่รองกลับมาวันนี้อย่างงั้นหรือ” ปู่ทวดของพวกเขามีบุตรชายสามคน ท่านปู่ใหญ่ ท่านปู่งรอง และก็ท่านปู่ของเว่ยเมิ่ง น่าแปลกที่ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน แทนที่จะยกให้บุตรชายคนโตอย่างท่านปู่ใหญ่กลับมอบให้ท่านปู่ของเขาแทน “พี่รองของเจ้าพึ่งกลับจากเมืองหลวงมาวันนี้เอง ตอนนี้คงคลุกอยู่ที่ตำหนักของปู่รองกระมัง จิ๊จิ๊ ไม่รู้ว่าไปอยู่เมืองหลวงมาสองปีตอนนี้กลายเป็นคุณเจ้าสำอางจากเมืองหลวงหรือยัง ฮาฮา ไม่ได้การข้าอดใจไม่ไหวแล้วไปกันเถอะเว่ยเมิง” ไม่รอฟังคำตอบจากเว่ยเมิ่ง ตงฟางเฉียนใช้วิชาตัวเบาลากเขาไปด้วยทันทีตำหนักของปู่รองนับว่าหรูหราที่สุดในหมู่บ้าน เขามักจะยินได้คนในหมู่บ้านคุยกันเรื่องความรำรวยของปู่รองที่ว่ากันว่าชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด ปู่รองมักจะเดินทางไปเมืองหลวงบ่อยอยู่บ่อยครั้ง ระหว่างทางพี่ใหญ่เล่าให้ฟังว่าครั้งนี้ปู่รองพาคนใหญ่คนโตในเมืองหลวงมาด้วย “เฉียนเอ๋อร์ เว่ยเมิ่งเข้ารีบเข้ามาได้แล้ว” เป็นปู่ใหญ่ที่ออกมารับพวกเขาเข้าไปในตำหนักของปู่รองข้าอยากกลับบ้าน....นี่คือความคิดแรกที่แว่บเข้ามาในหัวของเว่ยเมิ่ง งานเลี้ยงของปู่รองมีแต่สิ่งที่น่าเบื่อ ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในงานเลี้ยงเว่ยเมิงถูกบังคับให้นั่งฟังสุนทรพจน์ของปู่รองที่กล่าวกับแขกจากเมืองหลวง แต่ดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง เว่ยเมิ่งอยู่บ้างเมื่อปู่รองกล่าวขอให้ทุกคนทำตัวตามสบาย และขอตัวแยกไปคุยกับแขกจากเมืองหลวงก่อนเว่ยเมิ่งนั่งคีบอาหารกินอย่างเงียบๆ สายกวาดมองไปรอบๆ เขาเห็นท่านปู่และปู่ใหญ่ถูกปู่รองเรียกไป เห็นมารดาที่กำลังคุยกับฮูหยินจากบ้านต่างๆ ข้างๆเขาคือพี่ใหญ่ตงฟางเฉียนสือที่กำลังพยายามส่งสายตาขยิบๆให้หลี่เยว์เอ๋อร์“เฮ้อ..” เว่ยเมิ่งนั่งเคี้ยวอาหารอย่างเบื่อๆในตอนเองตงฟางโม่จือหรือปู่รองก็เดินออกมาพร้อมเด็กชายอายุราวๆ สิบเอ็ดปี ปู่รองไม่พยายามปกปิดความภาคภูมิใจเลยเมื่อมองไปยังหลานชายของตนเองหรือก็พี่รองของเว่ยเมิง ตงฟางโม่หลาง ทั้งสองเดินมาคาระแขกทีละโต๊ะ จนในที่สุดที่สุดก็มาถึงโต๊ะของเว่ยเมิง“สวัสดีปู่รอง” เว่ยเมิ่งกับตงฟางเฉียนและผู้เยาว์คนอื่นๆในโต๊ะลุกคารวะ“พี่รอง” เว่ยเมิ่งทักทายตงฟางโม่หลางพี่รองของตนปู่รองพยักหน้าตอบรอบในขณะที่ตงฟางโม่หลางยิ้มตอบรับเล็กน้อย“เฉียนเอ๋อร์ เว่ยเมิ่ง พวกเจ้าตามข้ามา ปู๋รองจะพาพวกเจ้าไปทำความรู้จักกับคณะฑูตจากเมืองหลวง”