ผ่านไป 1 วัน หลังเหตุการณ์กราดยิงในวัดตามที่รายงานออกสื่อ ผมกลับมารวมตัวกับลูกครึ่งแขกสันชัย และ... "ไหนแกลองแสดงอภินิหารให้ฉันดูหน่อยสิชิด" เสียงผู้หญิงแหลมเข้มออกโทนต่ำนุ่่มนวลยั่วที่ข้างหู
เอเลนัวร์ เบิร์น สาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าประเทศ และคู่หูคู่ชีพของผมเกาะไหล่แล้วลูบไล้ไปตามท่อนแขนขวาดำมืดของผม
"อ่า ถึงจะบอกให้แสดง แต่ก็ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้างอยู่ดี" ผมกล่าวตอบเรียบๆ "ว่าแต่ว่าเลิกนัวเนียได้แล้วมั้ง ไอ้เจมันจ้องตาวาวแล้วนั่น อีกอย่างที่นี่มันในโบสถ์เลยนะ"
พูดจบเธอก็ขมวดคิ้วเลิกั์ตาสีฟ้าขุ่นมองค้อน แล้วสะบัดก้นเดินออกไป เดี๋ยวดิ งอนเลยเหรอ?
ใช่แล้วครับ อาชญากรทั้ง 3 หน่อ มารวมตัวกันในโบสถ์คริสต์ โดยมีคุณหญิงเอลสวมชุดแม่ชีสีดำปิดทั้งตัวเป็ผู้ดูแล ถึงนางจะปกปิดซะมิดชิด แต่ปอยผมทองนิดหน่อยที่ลอดผ้าคลุมออกมากับส่วนเว้าส่วนโค้งที่โป่งเป็่ๆ ก็ชวนให้มองตามได้อยู่
"ไม่เห็นต้องสนเลย วันนี้โบสถ์ปิดให้บริการ" เธอพูดขึ้นหลังจากหย่อนก้นนั่งลงบนโซฟารับแขก นั่งแบบอ้าซ่าเอนสุดหน้าแหงนแผ่ตัวด้วย ไม่มีลักษณะของผู้เคร่งในศีลเลยสักนิด อาาาา ชีวิตนี้จะได้เจอนักบวชจิตปกติมั้ยเนี่ย เ้าอาวาสเมื่อวันก่อนก็มารศาสนา
"ไหนแกลองปล่อยลำแสงฮาเลลูย่าให้ดูหน่อยดิ" เธอไล่ต้อนต่อ
แล้วบักเจก็สอดขึ้นเป็ลูกคู่ "ใช่ๆ อย่ามาโม้ไปหน่อยเลย เวทมงเวทมนต์อะไรวะ? ดูการ์ตูนมากไปแล้ว"
ได้เลยไอ้สันขวาน เจอกับท่านี้หน่อย!
ผมแสยะยิ้ม ย่อตัวลง เกร็งข้อมือเข้าประกบกันแล้วดึงไปข้างหลังช้าๆ
"แล้วอย่าเสียใจนะเว้ย!" ไอ้เจทำหน้าอึ้งส่วนแม่ชีสาวหาวหวอดนึงช่วยตื่นเต้นหน่อยสิ "พลัง.. คลื่น!"
แล้วแขนขวาก็สั่นเทา! เดี๋ยวๆ อย่าบอกนะว่ายิงลำแสงได้จริง! ผมรีบหันทิศมือออกไปทางหน้าต่างแล้ว
"กระเส่าสะท้านฟ้าาาาาาา" ะโสุดเสียงพร้อมอัดแรงดันมือคู่ไปข้างหน้า ไปเลย!!!
ปู้ดดดดดดด "หือ?" ไม่มีลำแสง แต่มีเสียงประหลาดออกมาแทน
"โทษทีฉันตดน่ะ" เอเลนัวร์เกาผ้าคลุมหัวแล้วปิดปากขำ แหะ แหะ
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า พลังส้นตีนไรวะ ทำผู้หญิงตดได้" ไอ้แขกดอยขำสุดท้อง
ส่วนแขนขวาผมหยุดสั่น เป็อะไรบางอย่างในกระเป๋าข้างเอวที่สั่นแทน... ตกลงที่มันสั่นๆ ตะกี้คือไปโดนโทรศัพท์เข้าสินะ
"สารวัตรโทรมา" เจเดินเข้ามายืนข้างผมแล้วสอดหน้าให้เข้ากล้อง ผมรับสายเปิดวิดีโอมองหน้ากัน "หวัดดีท่านผู้แทนราษฎร"
'คืนนี้ 3 ทุ่มออกมาเจอกันหน่อย' ใบหน้าคมเข้มคางเหลี่ยมหนาแง้มปากมุมซ้ายล่างพูด 'ร้านบุฟเฟต์สี่แยกลาดพร้าว เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง'
"ผมต้องไปด้วยป่ะ" สันชัยเอ่ยถามแบบเกรงๆ
'เอ็งต้องมาอยู่แล้วเจ... เอาแม่ชีเถื่อนนั่นมาด้วยเลยก็ได้'
คำนั้นทำให้เอเลนัวร์ยกสะโพกขึ้นโยกตัวออกไปหลังโบสถ์พร้อมทิ้งท้าย "ไม่ล่ะค่ะ ฉันต้องดูแลเด็กๆ วันนี้ฉันเฝ้าคนเดียวรุ่นพี่ไม่อยู่"
เด็กๆ ที่ว่าคือพวกเด็กน้อยที่พ่อแม่มาฝากเลี้ยง โบสถ์คาทอลิกนี้เปิดเป็สถานรับเลี้ยงเด็กด้วย เพื่อหารายได้สุจริตบังหน้า ส่วนรุ่นพี่ที่ว่าคือซิสเตอร์รุ่นป้าที่คอยดูแล
ลุงเจี๊ยบเงียบไปสักครู่กับเสียงอืมในลำคอ '...ไม่เป็ไร ไม่มาก็ได้ ตอนนี้พวกนักเวทในประเทศยังไม่รู้เื่ของพวกแก'
"โห พอลุงพูดเองแล้วน่าเชื่อกว่าไอ้ชิดเยอะเลยว่ะ" ไอ้เจเหน็บผม
"คงไม่ได้เตรียมมือปืนไว้เก็บผมหรอกนะลุง" ผมสอดเข้าไป
'จะฆ่าตัวอันตรายอย่างเอ็งต้องใช้คนเยอะ มีแต่เสียกับเสีย' เขายิ้มเยาะ 'ไอ้เด็กบ้า' แล้ววางสายไป
อะไรกัน ยังไม่ทันจะได้กวนประสาทแบบทุกทีเลย ผมหันไปมองหน้าบักสันชัย และมันก็พยักหน้าให้ผมแล้วพูดขึ้น "ชิด รอบนี้พกะเิไปด้วยดีกว่-"
"หยุดเลย ไอ้พวกบ้า" เอเลนัวร์ยิงตัดบท "แล้วถ้าไม่คิดจะช่วยฉันเลี้ยงเด็กก็ใสหัวไปได้แล้ว"
"เดี๋ยวดิ" ผมง้อกลับไป "เธอจะรีบไล่ฉันไปไหนเนี่ย เมนส์มารึไง"
เธอทำเสียงแข็งใส่ผมแล้วหยิบกระดาษใบนึงมาโปะที่กลางหน้า "ไปซื้อของเข้าบ้านซะ ถูบ้านด้วย แล้วถ้าฉันกลับไปแล้วเห็นถุงขยะที่หลังบ้าน..." คำสุดท้ายกดเสียงขู่อีกด้วย
แล้วเธอก็เดินออกหลังโบสถ์ไปทางห้องเลี้ยงเด็ก
โอเค จะโกรธกันก็ไม่แปลก เพราะเธอนอนเฝ้าที่นี่ประจำ ส่วนผมก็ตัวทำบ้านรก
"ไอ้เจ"
"เออๆ ไปซื้อของเข้าบ้านแกก่อน" เข้าใจอะไรง่ายดีจริงๆ
กว่าจะชอปปิ้งเสร็จก็เล่นเอาเกือบ 1 ทุ่ม ฟ้ามืดเป็สัญญานกลับเข้าบ้านของกรุงเทพมหานครในยุคนี้ เพราะว่าโดนถล่มไปเยอะ จากเมืองที่เคยคึกคักก็กลายเป็เงียบสงัด สันชัยขับรถมุ่งหน้าไปที่บ้านผม บ้านเดี่ยวเนื้อที่ 21 ตารางวา แถบบึงกุ่ม ที่ซื้อไว้เพราะราคาแสนถูกเ้าของบ้านย้ายหนีไปอยู่เมืองหลวงใหม่ แถมยังอยู่ใกล้กับสถานีตำรวจ ทำให้ลักลอบเก็บของเถื่อนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวโจรบุกรุก ใช้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็ไม้กันหมา ฮ่า!
ในตอนที่กำลังจะเลี้ยวออกถนนใหญ่ สายตาผมก็ดันเหลือบไปเห็นสิ่งแปลกปลอมเข้า
"เจ หยุดรถตรงโค้งข้างหน้าทีสิ"
"ไม่ใช่ที่จอดรถนะเว้ย" มันก็หยุดตามที่บอก แล้วเหลือบสายตามองผ่านกระจกข้างไปด้านหลัง "จะไปยิงไอ้พวกนั้นเหรอ?"
ไอ้พวกนั้นที่ว่าคือกลุ่มวัยรุ่นชายฉกรรจ์ พวกมันยืนพ่นควันยาสูบเฝ้าปากทางเข้าซอยเล็กๆ ที่มีซากอาคารบ้านแถวที่สร้างไม่เสร็จเพราะพิษาอยู่
"ก็ไม่ได้อยากสนใจหรอกนะ แต่..." ผมสะกิดไหล่มันแล้วชี้ไปที่ปลายเท้าของหนึ่งในพวกมัน "เห็นรองเท้าผ้าใบสีชมพูข้างนั้นมั้ย?" เสียงอืมในลำคอบ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว "รองเท้ามันใหม่และหวานแหววเกินกว่าจะเป็ของพวกมันนะ"
"ห่างจากมหาลัยแค่ 6 ซอยเองนะ... เดี๋ยววนรถเข้าไปแทนดีกว่า" สันชัยหน้าเข้มขึ้นพร้อมเร่งรถวนกลับกลางถนน กลับรถได้อย่างเรียบง่ายด้วยความที่ถนนโล่งมาก ต้องขอบคุณความวิบัติที่ทำให้ถนนอดีตนครหลวงโล่งโปร่งสบาย
ผมหยิบปืนพกมาขึ้นลำพร้อมยิง แล้ววางหลบสายตาตรงหว่างขา พี่ลูกครึ่งกล้วยแขกช่วยจอดรถบนถนนอีกฝั่ง แต่หันข้างที่ผมนั่งให้ได้ยิ้มกับพวกมันตรงๆ
ทันทีที่กระจกรถเปิดออก ก็มีคุณพี่ขี้ยาหยิบปืนลูกโม่ชี้หน้าเดินปรี่ข้ามฝั่งถนนเข้ามา ต้อนรับขับสู้ดีจริงๆ หือ? มีเสียงคราง และร้องด้วยความเ็ปดังออกมาจากซากตึก เสียงไม่ดังมาก ถ้าไม่เปิดกระจกไม่ได้ยินจริงๆ ส่วนผู้คนรอบข้างคงกลัวพวกมัน แต่แถวนี้มันก็ไม่ค่อยจะมีคนพักอาศัยอยู่แล้วด้วย... น่าจะโทรแจ้งตำรวจกันหน่อยนะ
"ไงไอ้น้อง อยากลองของเหรอวะ!" มันเม้มปากพูดแล้วพ่นควันใส่แล้วขึ้นนกปืนขู่ยิง
"อ่า ไม่ล่ะครับ พอดีผมอยากถามทาง..." ผมกวาดสายตาเข้าไปยังซากตึกด้านหลัง พวกมันที่นั่งอยู่เองก็ทำหน้าทำตาดุใส่ ทำขู่เป็หมาไปได้... 8 คน มีปืนตัวที่จ่อหัวเราอยู่ และข้างในซอยหน้าตึกอีก 4 คน เหน็บข้างเอวไว้ "ว่าแต่ ข้างในตึกนั่นทำอะไรกันอยู่เหรอครับ?"
โดยไม่ให้มันตั้งตัว ผมยกแขนวิเศษสีดำขึ้นมา แล้วสอดนิ้วโป้งกระแทกเข้าที่ใต้ไกปืนของมัน ตามด้วยกดนิ้วชี้เข้าไปขวางนกสับ กำปืนมันไว้ มันพยายามดึงออกและลั่นไก แต่สู้แรงช้างสารเงื้อมมือมารทมิฬของผมไม่ได้ ต่อด้วยคว้าปืนที่หว่างขาเข้าจ่อคอมันไว้ ทั้งหมดนี้ 2 วินาที
ด้วยมุมอับสายตาทำให้พวกที่ยืนอยู่ปากซอยมองไม่เห็น ส่วนคุณพี่นี่ก็ยังพยายามกดไกปืนที่ติดปลายนิ้วพิฆาตของผมอยู่
"กดไม่ลงหรอกจ่ะ ไม่ต้องพยายาม" ต่อให้กดลงนกสับมันก็ติดนิ้วอยู่ดี หัดใช้สมองหน่อย
สันชัยทำท่าเก็บโทรศัพท์ที่ไม่รู้ว่าหยิบมาตอนไหน "ไม่ต้องลีลาแล้วว่ะชิด ฉันแจ้งตำรวจไปแล้วเดี๋ยวก็มา รีบยิงทิ้งกันเหอะ" อานั่นสินะ
ผมใช้พลังมือสีดำกดบีบปืนของมันจนยุบไปพร้อมกับมือ ชิ้นส่วนปืนแทงทะลุกระดูกแตกปริออกมา มันร้องเสียงหลง พวกข้างหลังแหกปากแตกตื่น บ้างคว้าปืน ขวดปากฉลาม รึไม่ก็มีดพุ่งตรงเข้ามา สันชัยสบถคำหยาบออกมาเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูไปหลบด้านซ้ายของรถแล้วยิงกระหน่ำใส่พวกมัน
ผมเองก็ไม่รอช้า ใช้แขนดำจับไอ้มือเละหักคอเหมือนพับกระดาษ บักกล้วยแขกที่กำลังยิงอยู่เห็นเข้าก็ถึงกับตะลึง
"โหไอ้ชิด ทำได้ไงวะนั่น เวทมนต์บ้าบอคอแตก" เจ๋งใช่มั้ยล่ะ
พวกเรายิงตัวที่พุ่งเข้ามาตายเรียบ ส่วนตัวที่สติดี 2 ตัววิ่งกลับเข้าไปในซอยเข้าซากตึกก็ยิงสวนมาประปราย พวกเราจึงใช้วิธีง่ายๆ ขับรถกันะุลูกรักพุ่งทะลวงเข้าไปไล่ชนมันทะลุตัวอาคารเลย เหยียบตายไป 2 ศพ แล้วเปิดประตูขึ้นยิงตัวที่ยังใกับการบุกทะลวงร่วงไปอีก 2 ศพ พอคนสุดท้ายเห็นแบบนั้นก็วิ่งหนีออกไป ทิ้งซากผู้หญิง 3 คนในสภาพแก้ผ้าล่อนจ้อนหายใจรวยรินไว้บนเตียงดานใน สันชัยขับรถเข้าไปจอดเทียบ
"ไอ้เจ แกพาเด็กๆ ขึ้นรถ เดี๋ยวฉันตามมันไปเอง" กองอุปกรณ์เสพยาวางระเกะระกะข้างเด็กสาว แย่ล่ะสิ
สันชัยจับดูชีพจรของเด็กคนที่นอนนิ่งสนิท แล้วพูดขึ้น "ดูเหมือนจะฉุกเฉินแค่ 2 คนว่ะ ตายสนิทเลย" จับกรอกยาข่มขืนจนตายเลยแฮะ
"ก็ยังดี!" ผมรีบวิ่งตามมันออกไป
ทะลุประตูหลังไปทางจะเป็ซอยตรงข้าม ยังไงมันก็ไม่หลุดออกไปถนนก่อนผมยิงใส่มันได้แน่ๆ แต่ทว่า! ปัง!!! เสียงปืนดังขึ้นทันทีที่ผมพุ่งตัวออกไป! นัดแรกพลาดไปเฉี่ยวหัวหวุดหวิด ผมรีบหันซ้ายไปมองทางปืนแล้วเตรียมกระโจนหลบ และ ปังๆๆๆ มันยิงต่อเนื่องเข้ามา แต่กะไว้แล้ว ผมย่อ... เอ๋!!? ร่างกายไม่ยอมขยับ!!! ก็ตายสิเฮ้ย!
ะุปืน 4 นัด ค่อยๆ ลอยพุ่งเข้ามา หลบไม่ได้แล้วววว หือ? ทำไมมันลอยเข้ามาช้าจัง? ไม่ดิ ทำไมเราเห็นะุปืนได้เนี่ย มันใช่อะไรที่จะมามองเห็นแล้วพินิจพิเคราะห์ว่าจะมาชนหัวเราได้เหรอ? พอคิดตามได้ดังนั้น ก็ััได้ว่าแขนขวาดำทมิฬมันสั่นไม่หยุดมาั้แ่เมื่อกี้แล้ว อืม...
แต่ถึงะุมันจะช้าลงก็เถอะ มันยังพุ่งเข้ามาเรื่อยๆ นะเฮ้ย! ไอ้แขนขวาบ้านี่จะแสดงอภินิหารอะไรก็ทำเข้าสักอย่างสิวะ! แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดลง รวมทั้งะุพวกนั้นด้วย ตรงหน้าก่อนทะลวงหัวผมพอดี
"หยุดะุได้ด้วยเหรอ"
'หยุดทุกสิ่ง' เสียงแหบแห้งย้อนคำพูดเข้าหัวผม
มันหยุดหมดทุกอย่างตามที่ว่าจริงๆ เห็นกระทั่งเศษผงปูนจากรอยะุนัดแรกลอยนิ่ง! ที่ไม่ดีคือตัวเราก็หยุดไปด้วยนี่แหละ!
มือขวาสีดำเลื่อนเข้ามาจับที่ลูกปืนทั้ง 4 นัด มันจับอย่างนิ่มนวล กำเอาไว้ในมือ แล้วดีด ะุถูกวางเรียงไว้อย่างประณีตบนมือ แล้วใช้นิ้วโป้งดีดไล่ออกไปทีละนัด จากนั้นภาพที่เห็นก็ค่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ ะุหมุนติ้วพุ่งกลับไปยังกลางหน้าอกของคนที่ยิงมันออกมา
ปุๆๆๆ เสียงะุเจาะหน้าอก มันทำหน้าใเล็กน้อยก้มลงไปมองอกแล้วยกมือทาบ
"บะ บ้าชัด ชะ... อั่ก" สิ้นเสียงนั่นก็เท่ากับสิ้นลมหายใจ
ผมยังคงยืนจังก้าอยู่ท่าเดิมมีเพียงแขนขวาเท่านั้นที่เปลี่ยนตำแหน่ง
"จากย้อนเวลา ก็มาหยุดเวลา ไม่ธรรมดาเกินไปจนน่ากลัวเลย"
ผมลูบแขนขวาดำทมิฬที่ตอนนี้กลับมาทำงานตามคำสั่งสมองอีกครั้ง... เอาเหอะ สะดวกดีเหมือนกัน
แต่พลังนี่มันมหัศจรรย์กว่าที่โม้ให้ไอ้กล้วยแขกสันชัยฟังไปเยอะเลย งานนี้ต้องปิดปากเงียบเด็ดขาด ขืนมีคนรู้ว่าเล่นสนุกกับเวลาได้นี่บรรลัยแน่
เสียงไซเรนตำรวจดังกระหึ่มเข้ามา ส่วนผมก็เปลี่ยนทิศพาเด็กผู้หญิง 2 คน ไปส่งโรงพยาบาลแทน แล้วค่อยให้ตำรวจตามมาสัมภาษณ์ทีหลัง
"บ้าบอคอแตกจริงๆ" สันชัยเอ่ยขึ้นพร้อมยกบุหรี่ขึ้นคาบ "ทั้งแขนเอ็งทั้งไอ้ขี้ยาพวกนั้น"
ผมเปิดกระจกรถแล้วต่อไฟให้มัน "ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเมื่อวานหรอกน่า... ก็แค่วันนี้ไปกินข้าวเย็นช้าลงกว่าเดิมหน่อยนึง"
"แกไม่คิดว่าโลกนี่มันบัดซบบ้างเหรอวะชิด?" มันหันไปชำเลืองมองเด็กสาวเบาะหลัง
"โลกไม่ได้บัดซบหรอก" ผมเปิดกาแฟกระป๋องขึ้นกระดก "ไม่ได้แคบลงด้วย ก็แค่.. ไม่น่าอยู่"
"อือ" มันพ่นควันบุหรี่ออกนอกรถไป
"แต่การอยู่ในโลกนี้ให้ได้เนี่ย... มันโรแมนติกสุดๆ ไปเลยจริงมั้ย?" ผมโยกคอแสยะยิ้มใส่มัน
ครึ่งแขกหน้าเข้มขึ้นแล้วแสยะยิ้มตาม "เออ ก็จริง..."
"ว่าแต่โรแมนติกหมายความว่ายังไงวะ?"
ไอ้เจกุมขมับ