Druw 019 ไล่ล่า [I] - สาสน์ลึกลับ
ภายในโลกสีขาวที่มีแต่ความว่างเปล่า มันควรจะเป็เช่นนั้น...หากแต่ครั้งนี้มันกลับเปลี่ยนไป
ท่ามกลางสีขาวที่ชวนจิตตกหากหลงเข้ามาวันนี้ปรากฏโต๊ะน้ำชาครบชุด พร้อมด้วยขนมหลากหลายชนิด และแน่นอน ในเมื่อมันคือโต๊ะน้ำชา ก็จะขาดน้ำชาไปไม่ได้เช่นกัน
อสูรแดงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ในใจก็ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า...มันน่าเหลือเชื่อมากเกินไป สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ดารูวาร์'
และในเวลานี้ ดารูวาร์คนนั้นกำลังนั่งกินขนมอยู่บนโต๊ะน้ำชาอย่างเรียบร้อยราวกับคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ ท่วงท่าสมกับสายเืขัตติยะในร่าง มันเป็ภาพที่หากไดรลูเกียร์มาเห็นเข้าจะต้องหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปิติ
ในขณะที่ยังดึงสติกลับมาไม่ได้ ร่างของอสูรแดงก็นั่งบนเก้าอี้สีน้ำตาลตรงข้ามกับดารูวาร์ตามคำเชิญแล้ว อสูรแดงจึงสามารถดึงิญญากลับเข้าร่างได้
ถ้วยชาเนื้อดีสีขาวลายดอกไม้ถูกเลื่อนมาตรงหน้า น้ำชาที่ดารูวาร์รินใส่ถ้วยให้ยังคงอุ่นกำลังดี สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำเอาอสูรร้ายแทบจะเผ่นหนี
อสูรแดงมีความทรงจำของดารูวาร์ครบถ้วนและรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับดรูว์ซึ่งเป็อีกครึ่งหนึ่งของเธอได้ก็จริง แต่เธอก็เพิ่งจะรู้เมื่อวานว่าหากเป็จิตของดารูวาร์ที่อยู่ข้างนอก ทั้งเธอและดรูว์จะไม่รู้เื่อะไรเลย
นั่นทำให้อสูรแดงอยากรู้แทบตายว่าเมื่อวานเกิดเื่อะไรขึ้นกับเ้าของที่แท้จริงของร่างนี้อย่างดารูวาร์กันแน่
"พวกมันอร่อยมากเลยนะ ฟรองซ์พาไปกินเมื่อวาน" เสียงของดารูวาร์ดังขึ้นในหัวของอสูรแดงโดยตรง
สิ่งแรกที่เด็กสาวผู้ไร้ความรู้สึกคนนั้นพูดขึ้นมาก็คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคู่หูของตน นี่ทำให้อสูรแดงเบิกตาโตอย่างเสียกิริยา
"...เ้านั่นทำอะไรเ้าหรือไม่" อสูรแดงเริ่มรู้สึกห่วงคนตรงหน้าอย่างที่ไม่เคยห่วงมาก่อน
ออกไปไม่ถึงวัน ทำไม...เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้!?
"ไม่" สั้นและรวบรัด อสูรแดงโล่งอก คราวนี้ค่อยสมกับเป็ดารูวาร์หน่อย
อสูรแดงมักจะเข้ามาในโลกแห่งจิตใบนี้เป็บางคราวเพื่อมาคุยกับดารูวาร์ บางครั้งก็จะหอบเื่ของ 'ดรูว์' มาเล่าให้เ้าของร่างนี้ฟัง แม้ว่าที่นี่จะถูกเรียกว่าโลกแห่งจิต เป็โลกที่เกิดจากจิตใจของดารูวาร์ ทว่ามันกลับมีเส้นทางเชื่อมต่อกับ 'โลกกึ่งกลาง' โลกที่อยู่ระหว่างโลกแห่งความเป็และโลกแห่งความตาย หากเข้าไปยังที่แห่งนั้นแล้ว จะต้องตายอย่างแน่นอน ิญญาจะเดินทางไปยังโลกแห่งความตาย ไม่สามารถวกกลับมายังโลกแห่งความเป็ได้อีก
ดรูว์เกือบเข้าไปในโลกกึ่งกลางนั่นมาแล้วสองครั้ง และทั้งสองครั้งล้วนได้ดารูวาร์ดึงกลับมา
ทั้งสองเริ่มคุยกัน ดวงตาสีแดงราวกับดวงตาของปีศาจจ้องมองทุกท่าทางของปีศาจร้าย ครั้งนี้คนตรงหน้าดูมีชีวิตชีวามากกว่าทุกครั้งยามเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้เธอฟัง
อสูรแดงอดชื่นชมและยกความดีความชอบในครั้งนี้ให้คุณชายคนนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะโต๊ะน้ำชาและขนมเหล่านี้ มันเป็สิ่งที่ดารูวาร์เห็นและได้ััเมื่อวาน และมันปรากฏขึ้นที่นี่เพราะดารูวาร์ซึ่งเป็เ้าของโลกใบนี้คิดถึงและ้า
รสนิยมดีจริงๆ
เป็อีกครั้งที่อสูรแดงชมฟรองเซ่ ยิ่งมองท่าทางราวกับถูกฝึกมาเป็ชาติของดารูวาร์ อสูรแดงแทบอยากจะออกไปยังโลกภายนอก ไปเขย่ามือคุณชายและยกนิ้วโป้งงามๆ ให้
ท่าทางเช่นนี้ฟรองเซ่ไม่ได้สอน แต่มันเป็การ 'เลียนแบบท่าทาง' ตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของดารูวาร์ที่ทำไปเองโดยที่เ้าตัวไม่รู้ มันเป็เช่นนี้หลายครั้งตอนที่เด็กสาวยังอยู่ในควาเซ
หากอยากจะมีชีวิตรอด ก็ต้องเรียนรู้ท่าทางของอีกฝ่ายเอาไว้
แต่คุณชายนั่นจะต้องเนี๊ยบขนาดไหน ดารูวาร์ถึงสามารถลอกเลียนแบบได้อย่างไม่มีที่ติขนาดนี้? ...ตัดคะแนนครีมเค้กสีขาวที่มุมปากนั่นสักหน่อยก็แล้วกัน
มือของอสูรแดงยื่นไปเช็ดรอยครีมตรงมุมปากให้อีกฝ่ายก่อนจะเริ่มเข้าเื่ "ที่ข้ามาวันนี้เพราะมีเื่อยากจะบอก"
จากที่ได้ฟังดารูวาร์เล่า เมื่อวานฟรองเซ่ไม่เคยบังคับดารูวาร์ เท่าที่ฟังดู อสูรแดงรู้สึกว่าคุณชายออกจะ 'ตามใจ' เ้าของร่างนี้เสียด้วยซ้ำ ขนาดดรูว์ที่อยู่ด้วยกันกับเขามานานกว่ายังไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้ และดูเหมือนว่าคนถูกตามใจจะยังไม่รู้ตัวเลย
...นั่นทำให้อสูรแดงมั่นใจในสิ่งที่จะบอกกับอีกฝ่ายมากขึ้น
"หืม?"
"เกิดเื่ใหญ่กับไรเซอร์และทายาทของมิลเลต"
"เื่ของคนทรยศไม่เกี่ยวกับข้า" ดารูวาร์เอ่ยปฏิเสธที่จะรับรู้ทั้งที่ยังดื่มชาอยู่
ทุกครั้งที่คุย ดารูวาร์มักจะพูดทางจิต หากพูดด้วยเสียงของตัวเอง ชาติหน้าก็ยังคุยไม่รู้เื่ ครั้งแรกที่ดารูวาร์คุยเช่นนี้ มันทำเอาิญญาของอสูรแดงะเืราวกับกำลังจะแหลกสลาย ดังนั้นใน่แรก ดารูวาร์จะพยายามคุยด้วยเสียงของตนเองสลับกับคุยทางจิต
ครั้งนั้นที่เธอเผลอพูดทางจิตกับดรูว์ เธอรับรู้ได้ว่าิญญาของดรูว์สั่นไหวยิ่งเสียกว่าที่เธอคุยกับอสูรแดงครั้งแรกเสียอีก แน่นอนว่าดารูวาร์รู้สึกผิดไปหลายวัน
ดังนั้นฟรองเซ่ที่ไม่มีผลข้างเคียงอะไรเกิดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทางจิตของเธอ นั่นทำให้ดารูวาร์ดีใจมาก และ...ชอบอีกฝ่ายมากๆ
เขาทำให้เธอได้รู้ อะไรที่เรียกว่า 'ชีวิตธรรมดา' เดินเล่น ปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คน ซื้อของที่อยากกิน นั่งจิบชาในร้านขนม มองผู้คนที่ผ่านไปมา ไม่ต้องฆ่าใคร ไม่ต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน
...ได้เรียนรู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็สิ่งที่วิเศษมากแค่ไหน มันไม่ได้มีแค่ความเกลียดชัง หิวโหย และความกลัว
...อาณาจักรบ้านเกิดไม่เหมาะกับเธอเลย
อสูรแดงหัวเราะกับท่าทางเตรียมโบกกำแพงของดารูวาร์ "เื่นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับคุณชายของพวกเรา"
"ฟรองซ์?" ดารูวาร์ชะงัก พวกนั้นทำอะไรเพื่อนมนุษย์คนที่สองของเธอ?
สิ่งหนึ่งที่ทั้งสามลงความเห็นร่วมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเธอคิดว่าฟรองเซ่เหมือนคุณชาย ท่าทางสูงศักดิ์ยิ่งกว่าซาบรีย์จอมปลอมพวกนั้นเสียอีก
มันเป็ท่าทางที่ออกมาเองตามส่วนลึกของิญญา ราวกับว่าเขาเกิดมาก็มีท่าทางเช่นนี้อยู่แล้ว ต่อให้พยายามทำตัวธรรมดามากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่อาจบดบังรัศมีคุณชายนั่นได้
"เมื่อคืนมีใบประกาศโทษมาติดที่โรงอาหารหอเซาท์ เชลดูตื่นเต้นมาก"
เมื่อคืนดรูว์ไปหาอะไรกินที่โรงอาหารกลางดึก เจอเชลกับแบล็คที่จ้องใบประกาศด้วยท่าทางตื่นเต้นระคนสะใจพอดี
"ฟรองซ์โดนลงโทษ?" ดารูวาร์ขมวดคิ้ว หากเป็ฟรองเซ่ แล้วทำไมเชลถึงดีใจ?
"จุ๊ๆ หลานของซันโดรกับทายาทของมิลเลตต่างหาก"
"...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฟรองซ์"
"ข้าคิดว่าเกี่ยวมาก" อสูรแดงจ้องดารูวาร์ด้วยแววตาแฝงนัยล้อเลียน "เจอเ้าครั้งแรกก็ออกโรงปกป้องเสียขนาดนี้แล้ว"
"?"
"ใบประกาศนั่นบอกว่าห้ามสองคนนั้นเข้ามาในอาณาเขตหอเซาท์เป็เวลาสองปี หากฝ่าฝืนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ต้องรับโทษโดยการเฆี่ยนด้วยแส้เถาวัลย์พิษหนึ่งร้อยครั้ง"
ดารูวาร์ชะงัก เธอรู้จักของสิ่งนั้นดี แส้นั่นไม่ทำให้คนตาย แต่มันทำให้รู้สึกเจ็บแสบ เมื่อเืในร่างััปากแผลก็จะคันคะเยออย่างทรมาน จะเกาก็ไม่ได้ จะััก็แสบแผลมากกว่าเดิม
ดารูวาร์ไม่เคยโดนของสิ่งนี้ แต่เป็ชเรดที่เคยเล่าถึงความน่ากลัวของแส้นี่ให้ฟัง
...นับเป็การทรมานที่น่าสะพรึงมาก
"เ้าลองคิดดู ทำไมถึงเป็หอเซาท์? นี่มันเหมือนกับการกันคนเ่าั้ออกจากวงโคจรชีวิตพวกเรา คนทำจะได้อะไรเมื่อทำแบบนี้? หากไม่ใช่ว่าคนออกคำสั่งนี้รู้จัก 'เ้า' ซึ่งเป็เ้าของที่แท้จริงของร่างนี้"
"ทำไมต้องเป็ข้า? อาจจะเป็คนที่สนิทกับดรูว์ก็ได้"
"เพราะหากได้รู้จักเ้า พวกเขาจะพาลเกลียดคนที่มาจากสถานที่แห่งนั้นที่แสดงความเป็ศัตรูกับเ้า ซึ่งคนที่รู้จักเ้ารวมถึงเื่พวกนี้ และมีอำนาจในการทำเื่แบบนี้ มีแค่คุณชายคนเดียว"
เื่ประกาศโทษนั้นเป็อำนาจขององค์าาเพียงผู้เดียว คนที่สามารถทำให้องค์าาออกคำสั่งนี้ได้อย่างไร้เหตุผลแบบนี้จะต้องเป็คนใกล้ตัว ซึ่ง...คนที่พวกเธอรู้จัก มีฟรองเซ่เพียงคนเดียวที่มีพร้อมทุกเงื่อนไขนี้
"..." ดารูวาร์พูดไม่ออก เพราะถ้าไม่โง่จนเกินไปก็สามารถคิดเื่นี้ได้
ในใจรู้สึกอุ่นวาบ นี่สินะคือความรู้สึกที่มีคนออกหน้าปกป้อง?
เช้าวันนี้ มีเื่ใหญ่เกิดขึ้นให้ทั่วทั้งสี่หอและส่วนกลางตื่นตระหนกกันถ้วนหน้า
ไม่ใช่อะไร แต่เป็ใบประกาศโทษของหัวหน้าสายพิเศษ G และหัวหน้าสายพิเศษ B ใบใหญ่ที่ติดในโรงอาหารของทั้งสี่หอและส่วนกลางั้แ่กลางดึกให้ทุกคนรู้กันถ้วนหน้า และที่สำคัญที่สุด...องค์าาแห่งมอลโนวาเขียนสิ่งนี้ด้วยตนเอง
"เพื่อนข้าที่เฝ้าอารักขาหน้าประตูห้องทำงานขององค์าาบอกว่ามันเป็โทษทัณฑ์ที่องค์ชายสาม้า" ราชองครักษ์คนหนึ่งพูดขึ้นกับเพื่อนที่นั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน
"องค์ชายสาม? เพื่อนเ้าเมาขี้ตาหรือไม่ ใครๆ ก็รู้ว่าั้แ่เมื่อสิบปีก่อน องค์ชายสามไม่เคยออกมาให้ใครเห็นหน้าอีก จะรู้จักเด็กใหม่ปีนี้ได้อย่างไร?" ทว่าคนฟังไม่เชื่อ
เื่ขององค์ชายลำดับสามผู้เก็บตัวไม่ใช่ความลับ ทว่าหน้าตาของเขาต่างหากที่ไม่มีใครรู้นอกจากพวกระดับสูงคนเก่าๆ ที่ตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว ส่วนใหญ่หากไม่ตายก็เกษียรไปแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าว่าที่รัชทายาทคนนี้ทำไมจู่ๆ ถึงเอาแต่เก็บตัวและปฏิเสธตำแหน่งรัชทายาท เพราะคนที่ปากโป้งเื่เมื่อสิบปีก่อนโดนเก็บทุกราย คนที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจมืดขององค์ชายผู้นี้
"ข้ารับใช้ในเรือนต้องห้ามถือถาดกำมะหยี่สีแดงรองใบประกาศทัณฑ์และจดหมายขององค์ชายสามมาด้วยตนเอง เ้าต้องรู้ว่าข้ารับใช้สองคนกับทหารสามคนในเรือนต้องห้ามเป็คนขององค์ชายสาม แม้แต่องค์าายังไม่มีสิทธิใช้งานพวกเขา"
สหายสามคนที่นั่งร่วมโต๊ะสะดุ้งเมื่อได้ฟัง 'ถาดกำมะหยี่สีแดง' มันคือถาดรองความประสงค์ของรัชทายาท ทว่าองค์ชายสามใช้มันเพื่อลงโทษทหารฝึกหัดสองคน!? จะต้องเกลียดถึงขนาดไหน องค์ชายสามผู้ตัดขาดจากโลกมาสิบปีคนนั้นถึงเล่นใหญ่ขนาดนี้?
คนในส่วนกลางทุกคน แม้ส่วนใหญ่จะเข้ามาหลังจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน ทว่าในใจพวกเขารู้ดี แม้องค์ชายลำดับหนึ่งจะได้เป็รัชทายาท ทว่าอำนาจและ 'ถาดกำมะหยี่สีแดง' อยู่กับองค์ชายลำดับสามผู้ปฏิเสธตำแหน่งรัชทายาทและสิทธิขึ้นครองราชย์ผู้นั้น
เื่นี้ไม่มีใครในราชวงศ์คัดค้าน กระทั่งรัชทายาทยังเห็นด้วย เขาเคยกล่าวว่าหากน้องสาม้า เขาจะสละตำแหน่งรัชทายาทคืนให้ทันที
ในบรรดาองค์ชายทั้งสาม องค์ชายลำดับสามมีความสามารถมากที่สุด และทุกคนในราชวงศ์ก็รักเขา ทว่าเขากลับไม่้าตำแหน่งพวกนั้นและทำงานอยู่เื้ัแทน
"...ครั้งนี้ถึงขั้นไปเป็ทหารในหอเซาท์! เื่นี้องค์าาเป็คนพูดเองเมื่อคืน แต่ท่านไม่ได้บอกว่าเป็ใคร แอบไปเป็ทหารั้แ่เมื่อไหร่ ทว่าทุกคนรู้ดีว่าสายเืขัตติยะ ป่าทมิฬจะคัดกรองไปที่สายพิเศษ F อยู่หอเซาท์แน่นอน" ราชองครักษ์ผู้นั้นยังคงเล่าให้เพื่อนฟังต่อไป
"..." ทุกคนนิ่งเงียบ แต่ละคนมีความคิดวิ่งวนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าคนฟังต่างก็คิดได้หนึ่งอย่าง หากไม่อยากมีชะตากรรมแบบทหารฝึกหัดสองคนนั้น อย่าได้ไปยั่วโมโหคนในสายพิเศษ F เด็ดขาด!
ซาเมลซึ่งหันหลังให้โต๊ะนั้นนิ่งงัน เขาเพิ่งจะออกมาจากห้องทำงานขององค์าา เื่นี้เขาก็รู้ เขาสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่ราชองครักษ์พูดเมื่อครู่เป็เื่จริง
เขาถามองค์าาแน่นอนว่าทำไมถึงตกลงทำเื่ไร้สาระเช่นนี้ ทว่าคำตอบนั้นทำให้ซาเมลอึ้ง เพราะองค์ชายลำดับสามเกลียดเลยไม่อยากจะเห็นหน้าสองคนนั้น แลกกับการที่องค์ชายอาเทห์จะกลับมาในวันครอบครัวปีนี้
องค์ชายลำดับสามชื่ออาเทห์ ฟีมอลอาร์ค แม้จะไม่เคยเห็นหน้า แต่หากพูดชื่อนี้ออกไป ทุกคนในมอลโนวาและส่วนกลางจะต้องรู้จักแน่นอน
สองคนนั้นยังโชคดี หากห้ามเข้าส่วนกลางล่ะก็ ต่อให้มีความสามารถมากแค่ไหนก็ไม่อาจสลัดชื่อ 'ฝึกหัด' ออกไปได้ เสียเวลาไปเปล่าๆ ถึงสองปี เพราะการทดสอบประจำปีและการรับตำแหน่งใหม่จะจัดขึ้นในส่วนกลางเท่านั้น
ไม่เข้าหอเซาท์น่ะได้ แต่หากเข้าส่วนกลางไม่ได้ ต่อให้เส้นใหญ่แค่ไหนก็หมดอนาคต ได้แต่ย่ำอยู่ที่เดิม ซึ่งมันเหมาะมากหากจะลงโทษคนที่เกลียดชัง ทว่าองค์ชายลำดับสามยังคงเห็นแก่ส่วนรวม ไม่ตัดอนาคตของคนที่อาจจะเป็กำลังสำคัญให้อาณาจักร ครั้งนี้นับว่าอาเทห์ผู้นั้นเมตตาแล้ว
จู่ๆ ใบหน้าที่มักจะหงุดหงิดยามที่เขากลั่นแกล้งน้องเล็กของหอเซาท์ก็ผุดเข้ามาในหัว ไม่ว่าจะสลัดอย่างไรก็ไม่ออก ยิ่งรวมกับเหตุการณ์ในห้องพยาบาลเมื่อวันนั้นแล้ว...
คงไม่ใช่...หรอกนะ?
หากเป็เมื่อก่อนหน้านี้ ดรูว์คงต้องอาละวาดหรือไม่ก็หลับในห้องเรียนแน่ๆ เมื่อคนหน้าห้องเริ่มพูดถึงเื่พระเ้าขึ้นมาแม้แต่แอะเดียว ทว่าตอนนี้มันกลับไม่เป็เช่นนั้น เด็กสาวไม่สามารถหลับได้แม้ประโยคพวกนั้นที่คนหน้าห้องกำลังพูดอยู่ตอนนี้มันจะทำให้เธอแทบกระอักเืออกมาอยู่รอมร่อเลยก็ตาม เพราะอะไรน่ะรึ? ก็เพราะคนที่อยู่หน้าห้องตอนนี้ไม่ใช่รุ่นพี่เอียลอหรือรุ่นพี่คนอื่นดังเช่นทุกที แต่เป็อดีตาาัทมิฬ ชาโดว์ อิสกราท!
นี่มันเื่บ้าอะไรเนี่ย!
และเพราะคนที่สอนเื่พระเ้าในตอนนี้เป็ชาโดว์นั่นเองดรูว์จึงไม่กล้าแม้แต่จะสะลึมสะลือหรือผงกหัวเตรียมหลับดังเช่นทุกที เพราะเมื่อไหร่ที่เธอมีปฏิกิริยาเหล่านี้ ท่านบาทหลวงคนใหม่ก็แสดงทีท่าว่าจะจับเด็กสาวไปเทศนาเื่พระเ้าสามชั่วโมงเต็มที่ศาสนจักรเป็การส่วนตัว
รู้ได้อย่างไรน่ะหรือ? เล่นขู่ไว้ก่อนสอนแบบนั้น ไม่รับรู้ก็บ้าแล้ว
นรก...นี่มันนรกชัดๆ
เื่พวกนี้มันเริ่มขึ้นที่ตรงไหนกันนะ...อ้อ...จำได้ล่ะ เธอจำได้แล้ว
หลังจากที่พวกฏโผล่มาเมื่อวาน พอเธอผลักเ้าหญิงนั่นออกไป อยู่ๆ พวกมันตนหนึ่งก็เอาอะไรไม่รู้มาฟาดหัวดรูว์เต็มแรงจนเธอสลบไป พอฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ที่ศาสนจักร! ในใจแตกตื่นสุดขีด ทำไมเธอถึงได้ตกมาอยู่ในสถานที่อโคจร (!?) ที่เธอไม่คิดจะกลับมาเหยียบเป็ครั้งที่สองได้! อีกทั้งยังเป็ตอนเย็น ทั้งที่ตอนเกิดเื่นั้นยังเช้าอยู่เลยด้วยซ้ำ
ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่ มันราวกับว่าเธอถูกลบความทรงจำในส่วนทั้งวันนั้นไป พอเธอถามออกไปก็ไม่มีใครตอบ เอาแต่เบี่ยงประเด็นไปนู่นมานี่ ไม่ยอมตอบอะไรสักอย่าง แถมยังมาบอกอีกว่าเธอเป็คนมาที่นี่เอง ซ้ำยังขอให้ชาโดว์ อดีตาาัทมิฬมาช่วยดูแลให้อีกต่างหาก!
เฮ้ๆๆ เธอจำได้ว่าในเซลล์สมองของเธอไม่เคยขอร้องใครนะ!
ว่าแล้วก็ถอนหายใจอีกครั้งให้กับชะตากรรมของตัวเอง เพราะั้แ่เมื่อเช้า ดรูว์ก็ได้ 'ตารางฝึกพิเศษ' จากมิไรที่เดินเอามาให้ที่หอ การฝึกที่สองคนนั้นการันตีกว่ามันเป็การฝึกความแข็งแรงและอดทนของร่างกาย เวลาจะให้พักหรือหยุดระหว่างฝึกสักนิดก็ไม่มี แถมตอนที่ได้พักยังมีแค่ตอนกินข้าวกับนอนเท่านั้น ซึ่งเด็กสาวคิดว่าเวลาที่ตัวเองได้นอนนั้นมันช่างน้อยเหลือเกิน
นี่แค่ข้อมูลคร่าวๆ ในตารางนะ...
มันจะมากเกินไปแล้วนะ ข้าไม่สนแล้ว ข้าจะประท้วง!!!
แต่ก็นะ ถึงดรูว์จะประท้วงไป ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครช่วยเธอออกมาจากสถานที่อันน่ากลัวตรงนั้นได้ สุดท้ายเธอก็ต้องทำตามคำสั่งของเ้าสองคนพรตมารกับแม่ชีชุดดำนั่นอยู่ดี เหอะๆ ถึงตอนแรกเด็กสาวจะแปลกใจที่สองคนนี้ได้มาเป็บาทหลวงกับแม่ชีได้อย่างไร แต่พอซักไปซักมาเท่านั้นล่ะ เด็กสาวถึงกับเห็นด้วยทันที
เพราะชาโดว์เป็พรตมาร ส่วนมิไรเป็แม่ชีชุดดำ!
พรตมารคือบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อรับใช้พระเ้าโดยการชำระจิตมารให้ออกไปจากร่างมนุษย์ ในกรณีที่เกินเยียวยาก็จะฆ่าทิ้งทันที ฆ่าคนในกรณีด่วนและฉุกเฉิน ต่างจากบาทหลวงที่ถึงจะรับใช้พระเ้าเหมือนกัน แต่ก็ไม่ฆ่าคน
ส่วนแม่ชีชุดดำก็คล้ายๆ กับพรตมารนั่นแหละ เพียงแค่เป็ผู้หญิงเท่านั้นเอง
นับว่าโชคชะตายังคงปรานีเด็กสาวตัวน้อยๆ อย่างดรูว์อยู่บ้าง พวกเขาจึงอนุญาตให้เธอกลับมาเรียนภาคทฤษฎีร่วมห้องเรียนกับเพื่อนร่วมหอเช่นเดิม เมื่อถึงเวลาฝึกภาคปฏิบัติ ชาโดว์จะเป็คนลากเธอไปฝึกที่ศาสนจักรด้วยตัวเอง
ดรูว์คงจะดีใจมากกว่านี้ หากคนสอนภาคทฤษฎีไม่เปลี่ยนจากรุ่นพี่เอียลอและรุ่นพี่คนอื่นมาเป็ท่านบาทหลวงนี่สิ!
ถึงแม้เหล่าเพื่อนๆ ที่กำลังรู้ซึ้งในรสธรรมจนแทบจะตรัสรู้จากท่านบาทหลวงแล้ว แต่ก็คงจะมีแค่ดรูว์เท่านั้นที่ทำหน้าจะเป็จะตายอย่างกับจะสลบให้ได้อยู่คนเดียว เมื่อเด็กสาวปรายตามองไปยังคู่หูที่นั่งอยู่ข้างๆ
...ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวสินะที่รู้สึกแบบนี้
“บ้าจริง...นี่มันหนักกว่าที่รุ่นพี่เอียลอสอนเสียอีก” ฟรองเซ่พึมพำเสียงเบา ซึ่งดรูว์รีบพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“ก็นะ อีกฝ่ายเป็ถึงนักบวช ดาเมจก็ต้องรุนแรงกว่าทหารอยู่แล้ว”
ว่าแล้วทั้งสองก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ถ้าเป็ไปได้ดรูว์คงจะจัดการลอบสังหารท่านบาทหลวงหน้าห้องเสียตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด (เด็กดีอย่าทำตาม) แต่ด้วยอีกฝ่ายเป็ถึงอดีตาาัทมิฬซ้ำยังมีอายุมากกว่าพันปี อย่างไรฝีมือของดรูว์ที่เพิ่งจะมีอายุได้แค่ยี่สิบสองซ้ำพลังส่วนใหญ่ยังถูกอีกฝ่ายผนึกเอาไว้ ก็คงจะโดนอีกฝ่ายตบทีเดียวตายก่อนที่เด็กสาวจะสร้างแผลให้อีกฝ่ายได้
ดังนั้นดรูว์กับฟรองเซ่จึงจำใจนั่งฟังเื่ราวของพระเ้าต่อไปด้วยใบหน้าเหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจ ส่วนไดรกอนนั้นหลับไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ไดรกอนที่เป็ัสามารถหลับได้โดยที่ท่านบาทหลวงไม่อาจลงโทษใดๆ ได้เนื่องจากไดรกอนไม่ได้เป็ทหาร
ให้ตายสิ ข้าเริ่มจะอิจฉาไดรแล้วนะ!
...ทำลายมันสิ...
เสียงประหลาดที่ดังก้องขึ้นมาในหัวทำให้ดรูว์ย่นคิ้ว มันเป็เสียงเดียวกันกับเสียงที่เธอเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ เสียงของผู้ชายที่เธอแน่ใจว่าไม่เคยได้ยินหรือรู้จักมาก่อน ทว่าความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายกลับคุ้นเคยจนน่าประหลาด แต่เด็กสาวก็ทำเป็ไม่ใส่ใจมัน แล้วก็เหมือนกับว่ามันสามารถรู้ได้ว่าดรูว์กำลังคิดอะไรอยู่ เสียงประหลาดจึงดังขึ้นมาในหัวของเด็กสาวอีกครั้ง
...ทำลายมันสิ ทำลายมัน เ้าจะได้ไม่ต้องมาทนนั่งหงุดหงิดอยู่แบบนี้...
ดรูว์หันขวับมองไปรอบๆ ตัวราวกับกำลังหาที่มาของเสียง เสียงที่คล้ายกับเสียงของตัวเธอเองแต่เป็เสียงของผู้ชาย เสียงของใครก็ไม่รู้ที่ดังก้องอยู่ในหัวราวกับกำลังสื่อสารทางจิตกันอยู่ และถ้าหากเป็อย่างนั้น คงที่กำลังพูดกับเธออยู่นี้ต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ
เสียงวัตถุแหวกอากาศอย่างรวดเร็วพุ่งตรงมานั่งทิศที่ดรูว์นั่งอยู่ เด็กสาวก้มหัวหลบจนวัตถุปริศนาที่ว่าไปกระแทกหน้าผากของคนที่นั่งอยู่ด้านหลังของเธอแทนจนคนคนนั้นต้องหงายท้องล้มตึงไปพร้อมกับเก้าอี้ที่นั่งอยู่
คนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน โคเรลเ้าเก่านั่นเอง แต่คราวนี้มีควันลอยออกมาจากหน้าผากตรงที่โดนวัตถุปริศนากระแทกด้วย ซึ่งวัตถุปริศนาที่พุ่งมานั้นคือแท่งชอล์ก ที่ตอนนี้สลายเป็ผงเพราะแรงกระแทกอันรุนแรงไปแล้ว
ทุกคนในห้องอ้าปากค้างกับอิทธิฤทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวของชอล์กแท่งนั้นที่ความรุนแรงมากกว่ารุ่นพี่เอียลอเสียอีก
สมแล้วที่เป็อดีตาาั!
“นี่เ้าไม่ได้ฟังที่ข้าสอนเลยใช่ไหม ดรูว์” ชาโดว์กดเสียงหนักในยามที่เอ่ยถามขึ้นมา เพียงแต่ดรูว์กลับย่นคิ้วสงสัยเป็คำตอบให้แทน
“นี่เ้าไม่ได้ยินหรือ?” แม้จะแน่ใจว่าอีกฝ่ายสื่อสารทางจิตกับเธอ แต่ชาโดว์ที่เป็ถึงอดีตาาัก็น่าจะััอะไรได้บ้าง!
“ได้ยินอะไรล่ะ” ท่านบาทหลวงยืนกอดอกแล้วหรี่ตาถามเด็กสาวอย่างจับผิด ในใจคิดว่าเด็กคนนี้คงไม่อยากจะเรียนเื่พระเ้าจึงได้ยกเื่อื่นขึ้นมาพูด
“ก็เสียง...” พูดได้แค่นั้นดรูว์ก็ต้องชะงัก หากอดีตาาัทมิฬอย่างชาโดว์ไม่ได้ยิน คนอื่นๆ ในห้องก็ต้องไม่ได้ยิน นั่นก็หมายความว่ามีตัวเธอคนเดียวที่ได้ยินเสียงประหลาดนั่น!
ถ้าเป็แบบนี้ ต่อให้อธิบายแค่ไหนก็ไม่มีใครเชื่อเธอหรอก
“เสียง?”
“ช่างมันเถอะ ข้าคงหูแว่วเอง” หรือไม่เธอก็เริ่มประสาทหลอน...แต่เธอเชื่อว่าตัวเองได้ยินจริงๆ จนตอนนี้ก็ยังได้ยิน เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายที่ราวกับว่ากำลังหัวเราะเยาะเธออยู่
เออ หัวเราะต่อไปสิ หัวเราะให้ขาดอากาศหายใจตายไปเลย!
ชาโดว์นวดขมับตนเองพลางทำหน้าเหมือนคนคิดหนัก สักครู่ดวงตาสีแดงเืก็มองตรงมายังดรูว์อีกครั้ง
“ดรูว์ เ้าไปห้องพยาบาลแล้วพักผ่อนซะ ดูเหมือนว่าเ้าจะเริ่มประสาทหลอนเพราะพักผ่อนไม่พอ” ชาโดว์ว่าเสียงเรียบ นี่คงจะเป็ผลข้างเคียงที่ดารูวาร์ออกมาเมื่อวาน
แต่คนฟังอย่างดรูว์กลับอยากจะพุ่งเข้าไปชกหน้าเ้าพรตมารในคราบบาทหลวงนั่นสักเปรี้ยง (เด็กดีอย่าเอาอย่าง) ก็ที่เธอพักผ่อนไม่เพียงพอเป็เพราะใครกันล่ะ ไม่ใช่เพราะเขากับมิไรหรือที่กว่าจะปล่อยเธอกลับหอก็มืดแล้ว
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเปิดโอกาสให้เธอได้โดด (?) แล้ว ไม่รับไว้ก็น่าเสียดายแย่!
ดรูว์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วเดินออกไปนอกห้อง เดินลงบันได เลี้ยวซ้าย แล้วเลี้ยวขวา ไปสุดทางแล้วขึ้นบน เดินอีกนิดก็ลงล่าง แล้วเด็กสาวก็เริ่มงงกับตัวเอง
ว่าแต่...ไอ้ทางไปห้องพยาบาลนั่นไปทางไหนล่ะ?
เมื่อดรูว์เดินออกไปจากห้องแล้วก็เหลือแค่ฟรองเซ่อยู่คนเดียวที่นั่งทำหน้าบูดฟังเื่พระเ้าอยู่ในห้องเรียนน่าเบื่อนี่ ส่วนไดรกอนนั้นตอนที่ดรูว์ลุกขึ้นก็ะโไปเกาะบนไหล่ของดรูว์ตามความเคยชิน ท่านบาทหลวงคนใหม่ยังคงพูดเื่ของพระเ้าต่อไปโดยที่เขาก็คิดอยู่ในใจว่า...
ดรูว์ไปห้องพยาบาลถูกหรือ? เ้าเด็กนั่นมันตัวหลงทิศไม่ใช่หรือ! ขนาดไดรกอนที่อยู่ด้วยกันยังไม่อาจช่วยอะไรได้เลย เพราะอีกฝ่ายก็เป็พวกหลงทิศเหมือนกันแต่มีอาการน้อยกว่า แถมห้องพยาบาลของตึกนี้สองคนนั้นก็ไม่เคยไป แล้วเ้าสองคนนั้นไม่หลงทางแย่หรือ!?
ในขณะที่ฟรองเซ่กำลังกังวลใจ เสียงของเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่นั่งติดหน้าต่างก็ร้องลั่นขึ้นมา เรียกสายตาให้พวกเขาหันไปสนใจได้อย่างดีไม่เว้นแม้แต่ชาโดว์
“เฮ้ย!? นั่นเ้าตัวเล็กกำลังจะสู้กับหัวหน้าสายพิเศษ G ไม่ใช่รึนั่น!!??”
“ฮะ!? ไหนๆ”
เหล่าเพื่อนร่วมห้องรีบไปกระจุกกันอยู่ติดขอบหน้าต่างทันที ทุกคนต่างมองลงไปด้านล่างที่เป็สนามดินที่ให้ฝึกภาคปฏิบัติ
"น้องเล็กจริงด้วย! ลงไปไวแท้"
"ว่าแต่ เ้าหัวแดงนั่นไม่กลัวทัณฑ์ขององค์าาหรือถึงกล้ามาที่นี่?"
"เ้าไม่รู้อะไรซะแล้ว เ้าหัวแดงนั่นเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาธิการกรมทหาร หากจะโดนลงโทษเดี๋ยวท่านเสนาธิการก็ออกหน้าให้เหมือนตอนที่มีเื่ก่อนจะเข้าทดสอบทหารฝึกหัดนั่นอย่างไรเล่า เื่นี้ดังไปทั่วมอลโนวา"
"แต่ท่านเสนาธิการจะกล้างัดข้อกับอำนาจมืดขององค์ชายสามรึ? เ้าก็รู้ว่าองค์ชายสามมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าองค์าาเสียอีก"
"..." ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก เพราะมันเป็เื่จริง
ฟรองเซ่เดินไปที่หน้าต่างอีกบานที่ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้วก้มมองลงไปด้านล่างบ้าง และก็เป็อย่างที่เ้าคนเมื่อครู่พูดจริงๆ
ที่ด้านล่างตอนนี้มีดรูว์และไรเซอร์ยืนประจันหน้ากันอยู่โดยที่ไดรกอนและัตัวสีแดงยืนอยู่ด้านหลังของคู่หูตัวเอง ดวงตาสีน้ำตาลแดงมองภาพเบื้องล่าง ในใจเกิดจิตสังหารขึ้นมา
เขาไม่ชอบตัวอีกฝ่ายที่แสดงท่าทีเป็ปรปักษ์กับดรูว์ตลอดเวลา โดยเฉพาะคำพูดดูถูกพวกนั้น คิดว่าตัวเองเป็ลูกชายเพียงคนเดียวของเสนาธิการกรมทหารของอาณาจักรนี้แล้วทำอะไรก็ไม่ผิดอย่างนั้นรึ? เขายังไม่เคยเห็นดรูว์หาเื่เ้านั่นก่อนเลยสักครั้ง
หลังจากนี้เขาต้องหาเวลาว่างเรียกเสนาธิการคนนั้นมาอบรมนอกรอบให้คอยดูแลลูกชายของตนเองเสียแล้ว
ไม่สิ ตอนนี้อีกฝ่ายจะเป็ใครก็ไม่สำคัญเลยสักนิด เพราะที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการที่ทั้งสองทำท่าจะสู้กันนั่นต่างหาก ถึงแม้ดรูว์จะมีฝีมือในการต่อสู้จนฟรองเซ่ยอมรับ แต่าแฉกรรจ์กลางหลังที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายนั่นทำให้ฟรองเซ่อดเป็ห่วงไม่ได้
แม้สภาพาแจะดีขึ้นมากแล้ว แต่เขาไม่วางใจ!
ร่างสูงใหญ่ของท่านบาทหลวงคนใหม่รีบเดินมาหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างแทบจะทันที ใบหน้าที่สงบนิ่งตลอดเวลาของชาโดว์นั่นเปลี่ยนเป็ซีดเผือดทันทีเมื่อเห็นภาพนั้น ฟรองเซ่และคนอื่นๆ ในห้องคิดว่าชาโดว์คงกำลังเป็ห่วงดรูว์อยู่แน่ๆ หากสิ่งที่ออกมาจากปากของท่านบาทหลวงนั้นกลับทำให้ทุกคนในห้องนี้ที่ได้ยินต่างพากันอ้าปากค้าง
“ไรเซอร์รึ...บ้าจริง! ทำไมเ้านั่นมันทำอะไรโง่ๆ แบบนี้ คิดว่าท้าสู้ตามธรรมเนียมของควาเซกับเ้าเด็กนั่นแล้วจะยังอยู่ครบแบบสามสิบสองหรือ!”
ไม่ว่าเปล่า ชาโดว์รีบเลื่อนบานหน้าต่างที่เป็กระจกใสออก ลมจากภายนอกพัดผ่านเข้ามาจากช่องหน้าต่าง ร่างสูงของชาโดว์ะโลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว หลายคนยืนแข็งค้างด้วยความอึ้งและทึ่งเมื่อเห็นภาพเมื่อครู่ในขณะที่คนที่เหลือต่างพากันอุทานและอ้าปากค้างหนักกว่าเก่า
ปลายเท้าของชาโดว์ลงสู่พื้นอย่างแ่เบาเหมือนขนนก ดวงตาสีแดงเืตวัดจ้องมองทั้งสองคนที่ทำท่าว่าจะสู้กันได้ทุกเมื่อหากอีกฝ่ายเอ่ยคำท้าขึ้นมา น้ำเสียงเย็นเยียบเฉียบขาดดังขึ้นเป็เชิงสั่งทั้งสองคน
“พวกเ้าเลิกคิดที่จะสู้กันได้แล้ว ส่วนเ้า...ดรูว์ ข้าจำได้ว่าข้าให้เ้าไปพักผ่อนในห้องพยาบาลนะ ไม่ใช่ให้มารับคำท้าสู้กับใครแบบนี้ ไปห้องพยาบาล...”
“เ้ามีสิทธิ์มาสั่งข้าด้วยหรือ?” เสียงราบเรียบที่ไร้ซึ่งความรู้สึกดังขึ้น ร่างสูงใหญ่กระตุกก่อนที่จะรู้สึกว่าตัวเองหน้าชาวาบ ยิ่งเมื่อสบกับดวงตาสีฟ้าเข้มที่ว่างเปล่านั่นแล้วชาโดว์ก็ยิ่งสะท้านเฮือก
ไม่ผิดแน่...ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะเป็ดรูว์อยู่เห็นๆ แต่ดรูว์ไม่มีทางมีดวงตาแบบนั้นได้แน่!
แม้ดารูวาร์จะขอร้องให้เขาช่วยดูแลดรูว์กับอสูรแดง แต่เขาไม่มีสิทธิห้ามในการตัดสินใจของทายาทลาเบียร์ผู้นี้
หากเป็ยามปกติ ดารูวาร์จะภาคภูมิใจมากหากตนเองพูดได้คล่องขนาดนี้ แต่ตอนนี้มีคนทรยศอยู่ตรงหน้า เธอหมดอารมณ์
ไรเซอร์ขมวดคิ้วกับน้ำเสียงที่แปลกไปของดรูว์ทั้งยังภาษาประหลาดๆ ที่เขาฟังไม่ออกนั่นอีก ฟีนอลงงเป็ัตาแตกเนื่องจากไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ส่วนไดรกอน...ทำหน้าสะใจไม่รู้ว่าเขาทำใส่ใครกันแน่
ฟรองเซ่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ที่รู้แน่ชัดเลยก็คือคนตรงนั้นไม่ใช่ดรูว์ แต่เป็ดารูวาร์ต่างหาก
ชายหนุ่มรีบวิ่งลงบันไดเพื่อไปยังสนามดิน เมื่อเขาวิ่งมาถึงก็เห็นว่าคนของหออีสต์ที่มาทำธุระที่นี่ประปรายและคนของหอเซาท์ทั้งทหารฝึกหัดและราชองครักษ์เริ่มมองเหตุการณ์ด้วยความสนใจ ยิ่งเมื่อดารูวาร์เริ่มแผ่บรรยากาศความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เริ่มพากันเหงื่อตกและอึดอัดไปตามๆ กัน
ฟรองเซ่กำลังจะเข้าไปห้ามก่อนที่จะเกิดเื่อะไรบางอย่างที่ชายหนุ่มคิดว่ามันต้องวุ่นวายขึ้น ทว่าบรรยากาศกดดันก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อคนกลุ่มหนึ่งเดินมาทางนี้ เมื่อฟรองเซ่หันไปมองกลุ่มคนมาใหม่ก็เห็นชาล็อตกำลังเดินมาทางนี้กับรินกะ และผู้ติดตามอีกประมาณสามถึงสี่คน
“อ๊ะ! ท่านพี่คะ!” ดวงตาสีน้ำผึ้งหันมาสบกับฟรองเซ่พอดี ร่างบางขององค์หญิงรัชทายาทก็วิ่งตรงมากอดเขาทันที ท่ามกลางสายตาตื่นใของทุกคนที่เห็นภาพนี้
ให้ตายเถอะ อย่ามาทำตัวสนิทกับเขาต่อหน้าคนอื่นจะได้ไหม!
ดวงตาสีฟ้าเข้มที่ว่างเปล่าหันมามองที่ทั้งสองด้วยสายตาสนใจ นั่นทำให้ฟรองเซ่รู้สึกอึดอัด...ไม่รู้ทำไม แต่นี่เป็ภาพที่เขาไม่อยากให้ดารูวาร์เห็นที่สุด
กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชาล็อตผิด ฟรองเซ่นิ่งอึ้งกับบทสรุปที่ตนเองคิดได้ ถึงแม้เขาจะเคยอธิบายให้ดรูว์ฟังแล้ว แต่ดารูวาร์ไม่รู้เสียหน่อย!
“นี่หรือ ความรู้สึกของมนุษย์” ดารูวาร์พึมพำเสียงเบากับตัวเอง แต่ฟรองเซ่ก็ยังได้ยิน นั่นทำให้ร่างของเขาแข็งเกร็งฉับพลัน ไดรกอนบินไปเกาะที่ไหล่ของดารูวาร์แล้วถอนหายใจออกมาก่อนที่มือเล็กๆ นั่นจะตบบ่าดารูวาร์ราวกับกำลังบอกให้ทำใจ
ทำใจอะไร? พวกเ้าเข้าใจผิดแล้ว!
“จิตใจมนุษย์นั้นซับซ้อน ยากแท้หยั่งถึง” ไดรกอนว่าพลางถอนหายใจ
“ขนาดไดรเป็ัแต่ก็ยังมีความรู้สึกเลยนี่”
คำพูดนั้นทำให้ฟรองเซ่กับไดรกอนชะงัก น้ำเสียงที่ทั้งสองรู้สึกได้เลยว่าคนที่บอกว่าตัวเองนั้นไร้ความรู้สึกกำลังอิจฉา ดวงตาสีฟ้าเข้มเบือนไปทางอื่นก่อนที่จะก้าวเดินออกไปจากลานดินโดยไม่สนใจใครอีก ชาล็อตเห็นดังนั้นก็รีบปล่อยฟรองเซ่แล้วะโเรียกคนที่กำลังเดินหนีให้หันกลับมา
“หยุดก่อนดรูว์!”
ดารูวาร์หยุดเดินแล้วหันมาเลิกคิ้วเป็เชิงว่า ‘มีธุระอะไร’ ถึงแม้ดารูวาร์จะไม่เหมือนดรูว์เลยสักนิดและไม่รู้จักใครในมอลโนวาแห่งนี้ แม้ว่าคนคนนั้นดรูว์จะรู้จักหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาทัก ดารูวาร์ก็สามารถทำตัวให้เหมือนกับดรูว์ได้โดยง่าย
“เมื่อสองวันก่อนมีสิ่งนี้ถูกส่งมาจากอาณาจักรทางตะวันตก ไม่มีใครสามารถอ่านมันได้ ข้าเลยคิดว่าเ้าที่หลายๆ คนในหอเซาท์บอกว่ารู้จักหลายภาษาก็น่าจะรู้ได้ว่ามันเขียนว่าอะไร” แผ่นหนังสัตว์ที่ถูกม้วนเอาไว้อย่างดีถูกส่งให้ดารูวาร์
ดารูวาร์จ้องมองแผ่นหนังที่ถูกยื่นให้ตน แต่ไรเซอร์ที่อยู่ใกล้ๆ กันกลับท้วงขึ้น
“แล้วพระองค์ไม่คิดที่จะถามกระหม่อมก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ เผื่อกระหม่อมจะสามารถอ่านมันได้”
ดวงตาสีฟ้าเข้มเหลือบมองไรเซอร์ด้วยสายตาที่ไม่มีใครรู้ว่าเ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนที่ดารูวาร์จะยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ก็อย่างที่เ้านี่ว่านั่นล่ะ ไม่...อึก!” ดารูวาร์เผลอกัดลิ้นตัวเองก่อนที่จะเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ไม่...ให้เ้านี่...อะ อ่านก่อนล่ะ” คราวนี้ดารูวาร์ยอมพูดภาษากลางออกมา เพราะเมื่อวานเป็ครั้งแรกที่เริ่มหัดพูด ดังนั้นวันนี้จึงยังไม่คล่อง เผลอกัดลิ้นไปเต็มๆ
ฟรองเซ่มองดารูวาร์ที่เริ่มพูดติดอ่างเพราะเผลอกัดลิ้นตัวเองอีกแล้ว ถึงแม้ดารูวาร์จะสามารถทำตัวเหมือนดรูว์ได้ แต่เื่ภาษากลางที่คนทั่วโลกใช้พูดกันนั้นไม่ต้องพูดถึง ยิ่งกว่าเด็กหัดพูดเสียอีก เพราะฉะนั้นเวลาที่ดารูวาร์พูดแต่ละประโยคเ้าตัวจึงเผลอกัดลิ้นตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
ใช่แล้ว เมื่อวานก็เป็แบบนี้ แม้จะน่ารัก แต่ฟรองเซ่สงสารอีกฝ่ายมากกว่า มีหลายครั้งที่เขาขอให้ดารูวาร์หยุดก่อนที่จะกัดลิ้นของตัวเองมากไปกว่านี้ด้วยซ้ำ
ไรเซอร์ยื่นมือไปรับม้วนหนังสัตว์แล้วคลี่ออกอย่างชำนาญ ก่อนที่ใบหน้ามั่นใจเมื่อครู่จะแปรเปลี่ยนเป็งุนงงสงสัย ดารูวาร์ที่เดินห่างออกมาพูดเสียงเบาให้ฟรองเซ่กับไดรกอนได้ยินแว่วๆ ว่า...
“อ่านไม่ได้ล่ะสิ”
ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ฟรองเซ่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“อะ...”
“หืม?” ชาล็อตกับรินกะเริ่มตื่นเต้นเมื่อไรเซอร์เริ่มพูดออกมา ฟรองเซ่เหลือบตามองดารูวาร์ที่ตอนนี้ยืนหาวอ้าปากกว้างอยู่ข้างๆ เขาโดยไม่สนใจว่าใครจะมองภาพลักษณ์ของตนอย่างไร
ข้าชักจะเริ่มสงสัย นี่เ้าเป็ผู้หญิงจริงหรือเปล่า?
“อ่านไม่ออก...”
คณะของชาล็อตพากันถอนหายใจออกมาอย่างผิดหวัง ชาล็อตดึงแผ่นหนังสัตว์ในมือของไรเซอร์แล้วยื่นให้ดารูวาร์ เด็กสาวลอบถอนหายใจออกมาแต่ก็ยื่นมือไปรับแผ่นหนังนั้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ภาษานี่มัน...” ไดรกอนพึมพำ ในขณะที่ดารูวาร์ยังคงมองแผ่นหนังสัตว์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยปราศจากร่องรอยของอารมณ์ใดๆ
“เ้ารู้จักหรือ!?” องค์หญิงชาล็อตถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“...ภาษาวาเคียน” ดารูวาร์พูดเสียงเบา แต่มันก็เพียงพอที่เหล่าคณะของชาล็อตจะพากับอุทานด้วยความประหลาดใจ
“จดหมายนี่เป็ของาาั์แห่งทวีปตะวันตกคนนั้นน่ะหรือ!?” หนึ่งในผู้ติดตามของชาล็อตอุทานออกมาด้วยอารามใ
วาเคียนคืออาณาจักรที่เป็ศูนย์กลางของทวีปตะวันตก เป็อาณาจักรที่รุ่งเรืองไปด้วยอำนาจ การเจริญสัมพันธไมตรีและการค้า รวมทั้ง...กองทหารเผ่าั์ ทุกคนในอาณาจักรเป็ชนเผ่าั์
าาั์คนปัจจุบันเป็เผ่าั์โบราณ ชื่อไดอาเนส อีกทั้งยังเป็ผู้ล่าฏแห่งทวีปตะวันตกคนปัจจุบันอีกด้วย
...เป็เพื่อนสนิทต่างวัยของดาฟเน่ ท่านแม่ของดารูวาร์ และยังเป็คนที่อยู่ด้วยในตอนที่เธอเกิด
ในวันนั้น เขาเสียดวงตาไปข้างหนึ่งก็เพราะเธอ ดรูว์ที่มารู้เื่นี้ทีหลังรู้สึกผิดไม่น้อย ดังนั้นเด็กสาวจึงทำตัวว่าง่ายเมื่ออยู่กับาาั์
ส่วนดารูวาร์...รู้พร้อมกับดรูว์นั่นแหละ อสูรแดงกระซิบบอกเธอเป็ฉากๆ ราวกับเห็นเองจนเด็กสาวอึ้ง
ถึงอาณาจักรมอลโนวาแห่งนี้จะขึ้นชื่อได้ว่าเป็ส่วนหนึ่งของทวีปตะวันตกแต่ที่จริงแล้วมอลโนวาเป็อาณาจักรเอกเทศที่ไม่ขึ้นต่อทวีปใดทั้งนั้นเพราะทางใต้ถูกปิดกั้นด้วยป่าดงดิบทึบที่มีแต่สัตว์กินเนื้ออันตรายหลายชนิดอาศัยอยู่กับทะเล สองสิ่งนี้ตัดมอลโนวาออกจากแผ่นดินทวีปใต้ ทางด้านตะวันออกและเหนือถูกปิดกั้นด้วยพื้นมหาสมุทรอันแสนกว้างขวาง และทางตะวันตกทั้งหมดถูกปิดกั้นด้วยเทือกเขาสูงละหุบเหวประปราย มีส่วนที่เป็ป่าทึบเล็กน้อย เรียกได้ว่ารอบอาณาจักรมอลโนวาถูกปิดกั้นกับทวีปอื่นด้วยธรรมชาติจนไม่มีเส้นทางที่ปลอดภัยในการเดินทางมายังมอลโนวาสำหรับคนเร่ร่อนและชนชั้นแรงงาน
แต่ดรูว์ผู้เชี่ยวชาญสภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้กลับเข้าออกได้โดยง่ายแม้จะเป็คนเร่ร่อน หากี้เีเดิน ขึ้นหลังไดรกอนเสียก็สิ้นเื่
“ผู้ล่าฏแห่งทวีปตะวันตกหรือ” ชาล็อตมุ่นคิ้ว “แล้วคนคนนั้นส่งมาที่นี่เพราะเื่อะไร”
“เปล่า” ดารูวาร์พูดแย้งขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าเข้มนั้นยังคงว่างเปล่าอยู่เหมือนเดิมจนฟรองเซ่คิดว่าเด็กนี่มันเคยแสดงความรู้สึกออกมาบ้างหรือเปล่า “เ้านี่ไม่เกี่ยวกับั์”
“แล้วมันเื่อะไร” น้ำเสียงของไรเซอร์เริ่มขุ่นเคือง คาดว่าเ้าตัวคงอยากจะรู้เต็มแก่แล้วว่าในแผ่นหนังสัตว์เขียนอะไรเอาไว้
“เ้าได้มันมาจากไหน” ดารูวาร์ไม่สนใจไรเซอร์แต่หันไปถามชาล็อตแทน นั่นทำให้ไรเซอร์รู้สึกว่าโดนอีกฝ่ายเมิน
“มีพ่อค้าชาวั์คนหนึ่งนำมาส่งที่หน้าประตูทางเข้าออกเขตราชวัง เป็เขตของหอเวสต์”
ดวงตาสีฟ้าเข้มเหลือบมองไดรกอนด้วยสายตาที่มีรอยคาดคั้นบางอย่างที่คนอื่นไม่เข้าใจก่อนที่ดารูวาร์จะถอนหายใจออกมาแล้วเดินหนีออกไปโดยถือแผ่นหนังสัตว์ติดมือไปด้วย รินกะที่เงียบมานานรีบะโเรียกทันที
“นั่นเ้าจะไปไหนน่ะดรูว์!”
“ไปวาเคียน” ดารูวาร์พูดทั้งที่ไม่ยอมหันหน้ากลับมา สองเท้าก็ยังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ
“แต่เ้าไปไม่ได้!” ไรเซอร์วิ่งไปดักหน้าดารูวาร์ ใบหน้าของเขาเริ่มแสดงอารมณ์กรุ่นโกรธออกมา “กฎของทหาร เมื่อเป็ทหารแล้วเ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะไปไหนมาไหนโดนพลการ ยิ่งเมื่อเ้าจะไปอาณาจักรอื่นแบบนี้ยิ่งผิดกฎ!”
ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ คิดไปเองหรือเปล่า จากดวงตาที่ว่างเปล่าของดารูวาร์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็เ็าจนคนมองรู้สึกขนลุก สองมือของดารูวาร์ยื่นออกไปจับแก้มออกไรเซอร์ท่ามกลางความใของทุกคน ฟรองเซ่สามารถเห็นได้ชัดกว่าไรเซอร์กำลังสั่น...เพราะกำลังกลัวแววตาเ็าที่ดารูวาร์แสดงออกมา
แต่เขาไม่ชอบภาพนั้นเลย รีบปล่อยหน้าเ้าบ้านั่นซะ! อยากจับแก้มก็มาจับเขานี่!
แน่นอนว่าสมาชิกหอเซาท์ต่างก็มีท่าทางเช่นเดียวกับฟรองเซ่ แต่ฟรองเซ่นั้นแสดงออกมารุนแรงกว่า...
ภาพนั้นทำเอาชาโดว์ผู้ถูกลืมกุมขมับอย่างหนักใจ เหลือบมองไดรกอนที่มีท่าทางไม่พอใจใส่ไรเซอร์...นั่นเ้าโกรธใส่ผิดคนแล้ว!
ชาโดว์ลอบสาบานกับตนเอง เขาจะไม่ยั่วโมโหดาวหายนะพ่วงะเิเวลาเต็มดาวคนนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นวันดีคืนดีเขาอาจถูกทุกคนในหอเซาท์สั่งเก็บโดยไม่รู้ตัว
“ใบหน้าของเ้าเหมือนกับชายคนนั้น...เหมือนกับซันโดร”
“!!!” ไรเซอร์ชะงักกับชื่อที่ดารูวาร์พูดออกมา
ซันโดร...ใครกัน? ฟรองเซ่ขมวดคิ้ว น้ำเสียงที่ดารูวาร์เอ่ยชื่อนั้นออกมาเปี่ยมไปด้วยความแค้นเหลือคณา
“แต่เ้าไม่เหมือนกับซันโดร เพราะคนคนนั้นรู้ว่าอะไรที่ควรจะพูด และอะไร...ที่ไม่ควรจะพูด เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าแบบนี้”
“นี่เ้า...!!!”
“ชายคนนั้นฉลาดกว่าเ้า แม้ข้าจะเด็กกว่า แต่ชายคนนั้นก็รู้ว่าข้าเป็สิ่งที่ไม่ควรเป็ศัตรูด้วย แถมยังหลอกใช้พลังของข้าเพื่อซาบรีย์ได้อย่างแเีจนข้าสูญเสียสิ่งสำคัญของตัวเองไป”
“เ้า...เ้าไม่รู้จักท่านลุงดีพอ อย่างมาใส่ร้ายท่านลุงนะ!!” ไรเซอร์ตวาดกร้าว สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุด คือการที่มีคนมาว่าท่านลุงต่อหน้าเขา
“ข้ารู้จักชายคนนั้นดีกว่าเ้าเสียอีก ไรเซอร์ ลาเปน”
ชาโดว์รีบคว้ามือของดารูวาร์ออกทันทีด้วยใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและรอยกังวล ดวงตาสีแดงเืมองดารูวาร์ด้วยความหวั่นเกรงหากเสียงและประโยคที่ท่านบาทหลวงพูดนั้นกลับทำให้ดารูวาร์ยอมปล่อยมือจากไรเซอร์
“เ้าบอกว่าอยากจะมีความรู้สึกอีกครั้ง แล้วเ้าจะ ‘กำจัด’ เ้านี่อย่างที่เคยทำกับคนในราชวงศ์ซาบรีย์หรือ?”
“...”
“ถ้าเ้าทำ สัญญาที่ข้าเคยให้เอาไว้ถือเป็โมฆะ”
เพียงเท่านั้นดารูวาร์ก็สะบัดมือของตนเองออกจากมือของชาโดว์แล้วเดินหนีไป หากรินกะไม่วิ่งไปคว้ามือของดารูวาร์เสียก่อน
“เ้าจะไปจริงหรือ!?”
“เื่ของนครฝั่งใต้ ไม่เกี่ยวกับคนของนครฝั่งเหนือเช่นเ้า” ดารูวาร์หันกลับมาจ้องรินกะด้วยใบหน้าเรียบเฉยทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายเ็าและเคียดแค้นจนรินกะชะงัก “มิลเลตอย่างพวกเ้ากับเ้าซันโดรนั่นก็เหมือนกันหมด...คนทรยศ”
“!!!” รินกะเบิกตากว้างกับคำพูดนั้นและเผลอปล่อยมือออกจากดารูวาร์ ดารูวาร์ไม่สนใครอีกแล้วเดินออกไปจากลานดินโดยมีไดรกอนเกาะไหล่ไปด้วย
ฟรองเซ่มองไปยังรินกะ...ตอนแรกเขาคิดว่าผู้หญิงคนนี้ดีกว่าไรเซอร์หน่อย อย่างมากก็แค่น่ารำคาญ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะคิดถูกแล้วที่พ่วงโทษให้ผู้หญิงคนนี้ด้วย
ดูเหมือนคนในอาณาจักรควาเซนครเหนือจะหาดีได้ยาก!
“...ไปซะแล้ว” ชาล็อตถอนหายใจออกมา “ท่านพี่?” ชาล็อตเรียกฟรองเซ่อย่างสงสัยเมื่อชายหนุ่มเดินไปทางที่ดารูวาร์หายไปเมื่อครู่
“ข้าจะไปวาเคียนกับดรูว์ ขออนุญาตตรงนี้เลยก็แล้วกัน”
“เอ๋!? แต่ท่านพี่คะ...”
“อ้อ อย่าลืมพาสองคนนี้ไปรับโทษด้วยล่ะ”
เหล่าคนฟังสะท้านเฮือกเมื่อได้ยินคำว่า 'รับโทษ' ชาล็อตพยายามจะพูดเื่นี้กับฟรองเซ่ หวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ทว่าเมื่อเห็นดวงตาที่ทอประกายเ็าอย่างที่ไม่เคยเป็ใส่เธอ องค์หญิงก็หุบปากฉับ ไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว
ถ้าหากเธอยังจะพูดเื่นี้ ฟรองเซ่ต้องยกเลิกข้อตกลงที่ให้เอาไว้กับองค์าาแน่ เธอรับผลที่ตามมาไม่ไหวหรอก!
ฟรองเซ่เดินออกมาจากลานดินก็เห็นดารูวาร์ยืนอยู่ที่หัวมุมประตูทางเข้าลานดิน ดวงตาสีฟ้าเข้มมองตรงมายังชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ
“เ้าจะตามข้าไปทั้งๆ ที่ไม่รู้เื่อะไรเลยน่ะหรือ”
“ใช่”
“แต่นางดูเป็ห่วงเ้านะ” ว่าพลางพยักพเยิดไปทางชาล็อต จากมุมที่พวกเขายืนอยู่นี้สามารถมองเห็นคนด้านในได้อย่างชัดเจนหากคนด้านในไม่อาจเห็นพวกเขาได้
“มนุษย์...ยิ่งสนิทและรู้จักกันมานานก็มักจะเป็ห่วงกันเสมอ แม้จะไม่ถูกกันก็ตาม” แต่เขาก็ไม่ถึงกับไม่ถูกกับชาล็อต ก็แค่...ห่างเหินมานานจนแทบไม่ได้เจอหน้า
“คำบอกเล่าของเ้ามันทำให้ข้ายิ่งไม่เข้าใจมากเข้าไปอีก แต่ช่างเถอะ พวกเราไปกันได้แล้ว”
“อืม ก็ไปสิ”
“...”
“...”
พวกเขาเงียบเมื่อดารูวาร์ยังไม่ขยับตัวไปไหนจนฟรองเซ่เริ่มสงสัย เมื่อเหลือบไปมองไดรกอน ัแสงก็เอาแต่ส่ายหน้าไม่รู้
“ทำไมเ้าไม่เดินไปสักทีล่ะ” ฟรองเซ่จึงถามออกไปเมื่อเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้ายังคงนิ่งไม่ไหวติง ต่างจากท่าทางรีบร้อนไม่สนอะไรเมื่อครู่
ดารูวาร์หันมาจ้องหน้าฟรองเซ่อีกครั้ง ก่อนที่คำพูดที่เขาคาดไม่ถึงจะออกมาจากปากดารูวาร์
“ข้าไม่รู้ว่าทางออกไปทางไหน”
แล้วอย่างนี้มันจะไปรอดไหมเนี่ย!?