เขตอาคมและไอมนต์ที่แสนคุ้นเคยทำให้หญิงสาวในห้องหัวหน้าป้อมขยับตัว เดินไปทางหน้าต่างที่ทอดมองออกไปด้านนอกทันที ในใจคิดได้เพียงว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้นกับพี่ชายฝาแฝดของตนเป็นแน่ ขาเรียวยาวกำลังจะก้าวออกไปนอกห้อง แต่ต้องแปลกใจที่มัน ล๊อค ดวงตาสีน้ำตาลหันไปหาชายหนุ่มเพียงคนเดียวในห้อง
“คาโลนี่มันอะไรกัน” เสียงหวานเหวใส่ชายหนุ่ม คาโลเพียงเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้ามามองหญิงสาวแวบนึง ก่อนจะมองหน้าน้องสาวฝาแฝดที่อยู่ร่วมห้องด้วยในวันนี้
“ห้ามออกจากห้องเด็ดขาด” เสียงสั่งห้ามชัด ๆ และสั้น ๆ ตามแบบฉบับของเจ้าตัวไม่ได้บอกขยายความตามที่หญิงสาวต้องการแม้แต่น้อย ทำให้หญิงสาวต้องปล่อยไอทมิฬออกมา แต่หาทำให้ชายหนุ่มสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาร่ายมนต์เก็บเอกสารสำคัญไปยังที่ปลอดภัยก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะอย่างนั้น
“เจ้าพี่” เสียงหวานของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นทำให้ใจที่แข็งเริ่มหนักใจ
“นายจะบอกได้ไหม ไอมนต์ของเจ้าพี่แรงมาก มันเกิดอะไรขึ้นกับข้างนอกกันแน่” เฟลิโอน่ากล่าวอย่างหาเรื่อง เธอไม่เชื่อแน่ ๆ ถ้าชายหนุ่มจะบอกว่าไม่มีอะไร และเหมือนคาโลจะรู้เหมือนกันว่าไม่ควรตอบแบบนั้น
“เฟรินไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอก” คาโลพูดด้วยความหนักใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับ เฟรินหรอค่ะ เจ้าพี่” คาลิน่าเอ่ยขึ้นมาอีกคน เธอรู้สึกไม่ดีเลยว่าชายหนุ่มต้องไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายอะไรอีกเป็นแน่
คาโลละจากงานที่ทำไปยังหน้าต่างที่ใกล้ที่สุด เสียงการต่อสู้แว่วให้เขาได้ยินบ้างบางครั้ง ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงสาวสองคนที่รับมือยากกว่าศัตรูข้างนอกมาก
“เฟรินกำลังมาที่นี่” คำตอบสั้น ๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจอะไรขึ้นมาได้เลย ทำให้เฟลิโอน่าเริ่มหงุดหงิดแต่จะง้างปากชายหนุ่มตรงหน้าคงยาก เธอจึงเลือกเดินไปนั่งนิ่ง ๆ บนเก้าอี้ที่ตนใช้ทำงานแทน คาลิน่ากำสร้อยไข่มุกที่ชายหนุ่มให้ไว้แน่น ได้เพียงแต่หวังว่าชายหนุ่มจะไม่เป็นอะไร
ก๊อก ๆ ๆ...
เสียงเคาะประตูสามครั้งทำให้คาโลต้องคิ้วขมวด มือหนายกมือห้ามเฟลิโอน่าที่กำลังจะเปิดประตู เขาเดินไปที่ประตูช้า ๆ
“มีธุระอะไร” เสียงทุ้มเอ่ยถามด้านนอกประตูช้า ๆ
“มารับน้องสาว” เสียงทุ้มตอบที่คุ้นเคยกันดี ทำให้เขายอมเปิดประตูให้ชายหนุ่มเข้ามาแต่โดยดี
“เจ้าพี่ / เฟร” เสียงเรียกที่ชายหนุ่มเพียงยิ้มเผล่รับเท่านั้น ก่อนจะโอบรับร่างบางของผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวไว้ในอ้อมแขน มือหนาลูบหัวหญิงสาวเบา ๆ เหมือนปลอบประโลม
“เฟร เกิดอะไรขึ้น” คาลิน่าเอ่ยถามชายหนุ่มเครียด ๆ ไม่มีแววใจอ่อนเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว
“ใช่ เจ้าพี่กางข่ายอาคมทำไม มันเป็นมนต์ที่แรงมากเลยน่ะค่ะ แล้วเจ้าพี่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ร่ายมนต์ด้วย เกิดอะไรขึ้น” เฟลิโอน่าพูดอย่างร้อนรนและมองชายหนุ่มผู้ต้องหาอย่างเอาเรื่อง
“น้องหญิงก็โตพอที่จะรับรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว พี่จะไม่ปิดบังเรื่องต่าง ๆ กับน้องอีกต่อไป” เฟรินลูบหัว เฟลิโอน่าทีนึง ก่อนจะโอบตัวเธอพาไปนั่งที่โซฟา “ตอนนี้มีคนคิดการร้าย พยายามจะทำร้ายพี่กับน้องหญิงอยู่”
“เพราะอะไรหรอค่ะ เพราะเราเป็นลูกท่านพ่อหรอค่ะ เอเดนไม่ชอบพวกเราที่มีสายเลือดปีศาจหรอค่ะ” เฟลิโอน่าพูดอย่างน้อยใจ เธอไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเธอเลือกเกิดไม่ได้ ทุกคนก็เลยรังเกียจเธออย่างนั้นหรอ ทุกคนไม่เคยมองที่การกระทำแต่มองไปที่เบื้องหลังของตัวตนเธออย่างนั้นหรอ
“น้องหญิง เข้าใจไม่ผิดหรอก เพราะเราเป็นลูกท่านพ่อ แต่ไม่ใช่พวกเขาไม่ชอบเรา แต่เพราะอำนาจที่ถ่ายทอดผ่านทางสายเลือด เลือดแห่งเดมอสที่ไหลวนอยู่ในตัวพี่และน้องหญิงต่างหาก พวกนั้นต้องการพลังที่จะใช้ก่อสงคราม” ชายหนุ่มอธิบายช้า ๆ ทำให้ผู้ที่รู้เรื่องหนักใจไม่แพ้กัน เพราะเพียงแค่นี้ก็สามารถก่อสงครามขึ้นได้ โดยเฉพาะรัชทายาทเป็นเรื่องง่ายที่จะใช้ในการก่อสงครามกับประเทศนั้น ๆ เพียงแต่ทั้งคู่เป็นทายาทแห่งเดมอส สงครามที่เกิดจึงถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มากทีเดียว
“งั้นที่นายออกไปข้างนอกกับ คิลและโร” คาลิน่าเอ่ยอย่างเข้าใจอะไรบางอย่าง เฟรินพยักหน้าช้า ๆ ให้เธอก่อนจะยิ้มนิด ๆ
“แล้วพวกนายก็รู้เรื่องนี้กับเจ้าพี่นานแล้ว” เฟลิโอน่าหันไปหาเรื่องคนที่ยืนนิ่งอยู่นานแล้ว คาโลแค่ทำหน้าประมาณว่า ‘ก็พึ่งรู้เหมือนกัน’
“อย่าโทธพวกคาโล เลยน้องหญิง คนที่รู้เรื่องนี้แต่แรกคือ โรกับพี่ ไอคาโล กับ ไอคิล พึ่งจะรู้เรื่องได้เมื่อไม่นานมานี้เอง อึก..” เฟรินสะดุดเล็กน้อยหันไปมองทางทิศยอดหอคอยที่จัดเก็บของวิเศษทั้งสี่ “อย่าออกไปไหนเด็ดขาด น้องต้องอยู่กับคาโล ลิน ด้วยห้ามออกไปไหน”
สิ้นคำสั่งชายหนุ่มก็หายตัวไปปรากฏที่ยอดหอคอย ภาพที่เห็นคือชายสูงอายุคนนึง กำลังมีอำนาจเหนือเหล่าอัศวินที่ทำหน้าที่คุมครองของวิเศษทั้งสี่ ที่เหลือต่อกรอยู่มีเพียง ลอเรนซ์ โรเวนและโร เท่านั้น แต่ทั้งสามก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สู้ดีนักเหมือนกัน
เฟรินร่ายมนต์พาคนเจ็บไปยังที่ปลอดภัยก่อนจะก้าวไปยืนด้านหน้าทั้งสามที่คุมเชิงไม่ให้ศัตรูเข้าใกล้ของวิเศษทั้งสี่
“มาแล้วหรอท่านเจ้าชาย ข้ารอท่านนานเสียเหลือเกิน” ชายชราเอ่ยกับ เฟรินด้วยท่าทีเป็นกันเอง
“ถ้าเพียงแต่ท่านมาพบผมในตอนเช้าและทำเรื่องเข้าพบตามปกติ คงไม่ต้องรอนานหรอกครับ ” เฟรินเอ่ยนิ่ง ๆ ทำให้ชายชราหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ข้าแค่ต้องการมายลโฉมเหล่าของวิเศษที่เลื่องลื่อเท่านั้นเอง แต่เด็กพวกนี้ช่างไร้มารยาทเสียจริง” ชายชราชี้ชวนไปทางเหล่าอัศวินที่ยืนมองมาอย่างยั้งเชิง
“วันหลังถ้าท่านต้องการชม ข้าแนะนำให้มาสอบเข้าเรียนที่นี่ ท่านจะได้เห็นเรียงต่อหน้าชัดเจนกว่านี้เยอะ” เฟรินเอ่ยช้า ๆ ทำให้ชายชราหัวเราะดังขึ้นด้วยความถูกใจ และก้าวเดินช้า ๆ โรทำท่าจะเดินไปดักทางแต่เฟรินทำมือให้อยู่เฉย ๆ ก่อน จึงหยุดมองการกระทำนั้นนิ่ง ๆ
“แบบนั้นก็แย่งชิงไม่ได้น่ะสิเจ้าชาย” เฟรินยิ้มรับกับคำตอบ
“ของวิเศษชิ้นไหนกันล่ะที่ท่านต้องการ” คำถามถูกใจที่ทำให้ชายชราแย้มยิ้มด้วยความพอใจยิ่งนัก มือหนาชี้ไปทางคทาแห่งพลัง
“คทาแห่งพลัง ท่านออกกำลังกายดีกว่า ผมว่าของแบบนี้ประดับไว้สวย ๆ ให้รุ่นน้องดูเล่นดีกว่าน่ะท่าน” เฟรินเอ่ยก่อนจะควงคทาที่ชายชราต้องการเล่นเหมือนเป็นการยั่วยุ แต่ชายชรากลับมองมันนิ่ง ๆ
“ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ช่างพูดช่างเจรจาเสียจริง ท่าทางต้องวัดหน่อยว่าเก่งแต่ปากรึป่าว รับมือ เจ้าชาย” สิ้นเสียงเวทย์บทนึงก็ถูกร่ายออกมา ฟ้าคำราม เมฆเคลื่อนตัวอย่างคะนอง สายฟ้าแลบ ชายชราหัวเราะก้องไปทั่ว
คทาประจำตัวถูกเรียกเข้ามือ เฟรินส่งสัญญาณมือ เหล่าผู้วิเศษด้านหลังก็พร้อมใจกันบริบทคาถาอย่างเต็มที่ ชายชรากับ เฟรินมองหน้ากันนิ่งสักพักก่อนที่มือหนาจะปักคทาประจำตัวลงบนพื้นกลางห้องเก็บสมบัติ ภาพเมฆฟ้าคะนองแปรเปลี่ยนเป็นความมืดสนิท ดวงตาสีน้ำตาลอมดำสดใสเปลี่ยนเป็นสีดำรัตติกาลของเจ้าชายแห่งเดมอสเต็มตัว
ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มทำให้ชายชราสะดุ้งด้วยความหวาดกลัวครั้งแรกในชีวิต เหมือนเขากำลังมองมัจจุราชที่จะเอาชีวิตไปไม่ปาน ก่อนจะพยายามรวบรวมสติ หุ่นนักรบเริ่มปรากฏออกมาจำนวนนึง เหล่าผู้วิเศษทั้งสามเข้าเผชิญหน้ากับหุ่นนักรบทันที มีเพียงชายหนุ่มที่ยืนนิ่งเงียบ
การต่อสู้ของอัศวินกับหุ่นนักรบเป็นไปได้สักพักก่อนชายหนุ่มจะเรียกดาบประจำตัวเข้ามือ เสียงบริกรรมคาถาดังขึ้นอีกครั้งเหมือนดาบจะดูดกลืนความมืด เล่มดาบค่อย ๆ ดำขึ้นจนกลายเป็นสีดำสนิทรับกับท้องฟ้าในยามนี้ แสงไฟในห้องดำพรึบลงทันที
ชายชราเรียกลูกไฟขนาดใหญ่เข้าต่อกร เฟรินเพียงสะบัดดาบเบา ๆ เพื่อปัดออกไปและพุ่งตัวเข้าประชิดร่างแก่ชราแต่ชายชราพลิกตัวเอาไม้คทาตั้งรับได้ทัน มนต์บทใหม่และเร็วกว่าเดิมถูกเรียกออกมาอีกครั้ง เถาวัลย์จำนวนมาผุดขึ้นมาจากพื้นห้องหมายจับชายหนุ่มให้ติด แต่ด้วยความเร็วของหัวขโมยทำให้ไม่สามารถเป็นไปได้ดังที่คิด
เฟรินสะบัดข้อมือนิดนึง เหล่าเถาวัลย์ก็ถูกเปลวไฟที่ดำไหม้ลามไปทั่วก่อนจะหายไป เขากำมือนิดนึง ความมืดรอบ ๆ ตัวชายชรากลายเป็นเข็มเล่มเล็ก ๆ ห้อมล้อมรอบตัวก่อนจะพุ่งเข้าติดกับกำแพงบาเรียที่เรียกออกมาได้ทัน
ชายชราปักคทาที่ถืออยู่กับพื้นห้องและบริบทคาถา ก่อนจะเรียกอีกคทาขึ้นมาปักลงไปใหม่และร่ายคาถาอีกบทแทน ฟ้าคำรามและสายฝนโปรยปราย สายฟ้าและพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำกระแทกเข้ากับกำแพงบาเรียที่เฟรินกางขึ้นได้ทันพอดี ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าด้วยความกราดเกรี้ยว
ลอเรนซ์ที่เห็นท่าไม่ดีรีบรวมพลังเฮือกสุดท้ายออกมากำจัดหุ่นทหารจนเกลี้ยง
“รวบของวิเศษไว้ก่อน ตรงนี้ไม่ปลอดภัย” โรเวนที่พยุงปีก ลอเรนซ์สั่งการอย่างเร่งรีบเมื่อรุ่นน้องคนโปรดของเขาเริ่มแผลงฤทธิ์
“ตรงนี้ลมเย็นดีจัง” เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ทั้งสามต้องหันมามอง
“ท่านมาคัส / ท่านลุง” สองเสียงทำให้โรเวนเริ่มเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้ามากขึ้น
“ใจเย็นเจ้าชาย ข้ามาเยี่ยมลูกชายเท่านั้น” มาคัสเตะไหล่โรเวนเบา ๆ ก่อนจะเดินผ่านไปที่สองผู้วิเศษที่สาดมนต์ใส่กันอยู่ “แค่จะพามันกลับบ้านเท่านั้นเอง”
“ท่านลุงจะทำยังไงหรอครับ” ลอเรนซ์พูดอย่างเป็นทางการ เพราะดูท่าจะเอาเฟรินยากอยู่เหมือนกัน มาคัสแค่ยักไหล่
“ไล่ผี” คำตอบสั้น ๆ พร้อมยันต์แผ่นเล็ก ๆ ในมือทำให้สามหนุ่มงงไปตาม ๆ กัน “บ๊ะกับปีศาจก็ต้องยันต์ดิ ถ้าไม่พอก็น้ำมนต์” ไม่พอยังเอาน้ำมนต์ขวดเล็ก ๆ ออกมาอีกขวด
มนต์บทแรงถูกเรียกขึ้นมาอีกรอบโดยเจ้าชายแห่งเดมอส ฟ้าคำรามก่อนจะฟ้าเปรี้ยงลงไปทิศของชายชราที่ถึงแม้จะกันบาเรียได้ทันแต่ก็กระอักออกมาเหมือนกัน
ฟรีด ๆ
มังกรดอกไม้ตัวนึงบินร่อนมาทังทางยอดหอคอยที่ทะลุเปิดกว้าง
“วันนี้ข้าขอยอมแพ้ท่าน เจ้าชาย” สิ้นเสียงชายชราก็กระโดดขึ้นหลังมังกรหนีไป เฟรินร่ายเวทย์ใส่มังกรไล่หลัง เฉียดโดนปลายปีกมังกรเล็ก ๆ ทำให้เสียการทรงตัว
“ไอเฟรินโว้ย” เสียงที่เริ่มชราเรียกลูกชายบุตรธรรม คำเรียกที่ทำได้เพียงการหันมาของดวงตาสีดำสนิทอย่างเอาเรื่อง “กฎเหล็กของตระกูลเดอเบอโรว์ ข้อแรก”
ดวงหน้าคมคายนิ่งเฉยไปสักพัก ก่อนริมฝีปากหนาจะเอ่ย “มองให้เห็นโอกาส”
“เยี่ยม พอได้แล้ว” มาคัสพูดสั้น ๆ ก่อนจะอัดหมัดหนัก ๆ เต็มท้องชายหนุ่มจนสลบลงบนอ้อมแขนที่รับไว้ “เห็นมั้ยล่ะว่า ยันต์เขาศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่เชื่ออย่าลบลู่ น่ะเว้ย ไอเด็กพวกนี้” ว่าแล้วก็อ้าให้เห็นยันต์ผืนเล็ก ๆ ในกำมือ ทำให้ทั้งสามแทบทรุด
....................................