“จริง ข้าเองก็จะเข้าร่วมประลองและยามนั้น ข้าอยากให้เ้าไปดูชม หากเ้าไม่กล้าไปคนเดียว ย่อมชวนผู้ใดไปด้วยข้าล้วนไม่ห้าม” เปิดทางให้นางได้เปิดหูเปิดตา แม้นางจะเป็เพียงบุตรสาวของอนุภรรยาสกุลเยี่ยนรัชทายาทเช่นเขาก็หาได้รังเกียจเดียดฉันท์อันใด สงสาร นั่นคือสิ่งที่รู้สึกมาตลอดั้แ่รู้จักกัน
“เพคะ หม่อมฉันยินดีที่จะไป” ทำหน้าเคลิ้มฝันถึงวังหลวง ^^ สักครั้งหนึ่งขอชมพระพักตร์ฮ่องเต้และฮองเฮาผู้เป็บิดามารดาของรัชทายาทที่นางรัก ใจเฝ้าหวังไว้ว่าทั้งสองพระองค์จะมิทรงรังเกียจนาง นึกย้อนกลับไปเมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่นางและหวังปิงปิงเดินออกจากสำนักศึกษาที่สอนการเย็บปักถักร้อย ยามนั้นนางได้พบบุรุษรูปงามผู้หนึ่งยืนชมภาพวาดเสมือนจริงที่ชายชรานั่งขายอยู่ข้างถนน ระหว่างกำลังพูดคุยกับหวังปิงปิงนั้น นางกลับถูกชนจนไปกระแทกเข้ากับบุรุษรูปงาม…นั่นคือครั้งแรกที่นางได้รู้จักกับรัชทายาทมู่หรงหลานและไม่นานมานี้พระองค์ได้ทรงเปิดเผยความในใจกับนางว่า นางคือสตรีที่พระองค์พึงใจ ในครั้งนั้นมีหวังปิงปิงเป็พยานร่วมรับรู้ “หากพาสหายเข้าไปร่วมชมได้ หม่อมฉันคิดว่าจะไปชักชวนปิงปิงเพคะ”
“อืม ตามใจเ้า” ‘แล้วหวังปิงปิงเหตุใดจึงไม่ตามเ้ามา’ คำถามนั้นยังดังก้องอยู่เพียงในใจ หลังจากทานสำรับและนั่งชมบรรยากาศร่วมกันไปเงียบๆ เยี่ยนมิ่งลี่ก็ขอตัวกลับก่อนเพราะนางยังต้องไปปักผ้าให้ท่านแม่ใหญ่ของนางให้เสร็จ รัชทายาทมองสตรีที่ตนพึงใจเดินอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อยออกไปกับสาวใช้ของนาง “มิ่งลี่เหมาะที่จะเป็ชายา หรือพวกเ้าคิดเห็นเช่นไร” เปรยออกมาเบาๆ ให้คนสนิทรอบกายได้ฟังและยังเป็หู่จี๋ องครักษ์เงาขั้นสองเป็ผู้ตอบ
“นางเหมาะเพราะกิริยางดงามเหนือสตรีใด แต่นางคิดไม่ทันผู้อื่นและต่อสู้กับใครไม่เป็” บ่อยครั้งที่หู่จี๋เห็นเพียงหวังปิงปิงเท่านั้นที่ออกหน้าโต้กับผู้อื่นในยามที่เยี่ยนมิ่งลี่ถูกสตรีชั้นสูงต่อว่าเื่ที่มาข้องเกี่ยวกับรัชทายาท หากจะถามตัวเขาว่าผู้ใดที่เหมาะสม นามสตรีผู้นั้นคงเป็ หวังปิงปิง สตรีฝีปากกล้าที่รัชทายาทแสดงท่าทีรังเกียจ องครักษ์เช่นหู่จี๋จึงละเว้นที่จะกล่าว “ที่สำคัญคือนางเป็บุตรอนุ” ไม่เหมาะสมในทุกด้าน
“ข้ารู้” ‘จึงยังมิได้แจ้งเื่นี้แก่เสด็จแม่’ หรืออาจจะเป็เพราะความชอบที่มีต่อนางมันยังไม่มากพอที่จะต่อสู้เพื่อให้นางได้ออกมายืนเคียงข้างทั้งๆ ที่นางก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว “เอาไว้ให้ข้ามั่นใจในตัวมิ่งลี่มากกว่านี้ข้าจะขอสมรสพระราชทานกับเสด็จพ่อด้วยตนเอง”
องครักษ์ขั้นสองทำได้เพียงเงียบฟัง
๑---------------------๑
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา:คลังสินค้าท่าเรือสกุลหวัง
หวังหลีปินยืนนับไหสุราที่บ่าวชายขนออกมาจากเรือทุกระยะ นานกว่าสองเค่อ ไม่ไกลกันนั้น ใต้ต้นไม้ใหญ่มีสตรีงดงามในชุดกระโปรงสีม่วงเข้มลายนกกระสากินน้ำกำลังเขียนรายการสินค้าจากแคว้นเ้าอย่างขะมักเขม้น แน่นอนว่าสตรีนางนั้นจะเป็ผู้ใดไปได้หากมิใช่น้องสาวสุดที่รักอย่างหวังปิงปิง
“คุณชายขอรับ” อาทวน บ่าวรับใช้ชายผู้เดินมาจากหน้าปากทางเข้าท่าเรือของสกุลหวังเอ่ยเรียกคุณชายใหญ่
“ว่าอย่างไร”
“รัชทายาทมู่หรงหลานมาขอพบคุณหนูใหญ่ขอรับ”
หวังหลีปินมองบ่าวของตนพร้อมกับเลิ่กคิ้ว “รัชทายาทมู่หรงหลาน?” ย้อนถามราวกับว่าที่ตนได้ยินนั้นคงหูฝาด
“ขอรับ” อาทวนย้ำ “ยามนี้รออยู่หน้าคลังสินค้าขอรับ”
หวังหลีปินส่งรายการสุราให้อาทวนนับต่อ ก่อนจะเดินไปหาน้องสาวพร้อมซักถาม “รัชทายาทมาหาเ้าถึงนี่ ไปก่อเื่ใดมางั้นรึปิงปิง”
เ้าของนามเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายอย่างไม่เข้าใจ ั้แ่นางมาอยู่ในร่างนี้ มิมีวันไหนเลยที่จะออกไปเที่ยวเล่น ‘ซึ่งพี่ใหญ่ก็เห็นอยู่’ “ข้าอยู่กับพี่ใหญ่ทุกวัน จะออกไปก่อเื่ที่ใดได้กันเ้าคะ ว่าแต่เมื่อครู่พี่บอกว่าผู้ใดมาหาข้านะ”
“รัชทายาทมู่หรงหลาน” หรี่ตาเหมือนจับผิด “ที่รัชทายาทมาถึงนี่ ไม่เกี่ยวกับการที่เ้าไม่ออกจากบ้านใน่นี้ใช่หรือไม่?”
ปิงปิงถอนหายใจ “อันที่จริง ในวันปักปิ่นของเยี่ยนมิ่งลี่ รัชทายาทมู่หรงหลานมอบสุราดอกท้อให้ข้า”
หวังหลีปินใ มิใช่มิรู้ว่าน้องสาวตนแพ้ผลไม้ชนิดนี้ ดังเช่นคำสั่งห้ามเด็ดขาดในจวนสกุลหวังคือทุกอย่างห้ามมีผลท้อปะปน ห้ามนำเข้ามาประกอบอาหารและทุกคนในจวนรู้ดี บุรุษหนุ่มร่างใหญ่กำหมัดแน่น
หวังปิงปิงเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นแล้วจับแขนพี่ชายเอาไว้ทันทีเพราะกลัวอีกฝ่ายจะหุนหันพันแล่นวิ่งเข้าใส่รัชทายาท ผลแพ้ชนะไม่สำคัญเท่ากับทำร้ายเชื้อพระวงศ์คงมิพ้นถูกสั่งปะา “พี่ใหญ่อย่าใจร้อนไป ที่รัชทายาทนำสุราชนิดนั้นให้ข้าดื่ม อาจเป็เพราะอีกฝ่ายไม่รู้ว่าข้าแพ้ผลท้อ แม้ข้าจะยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ข้าถอยห่างออกมาเป็เพราะเื่นี้ก็เถอะเ้าค่ะ” ลูบแขนแกร่งให้อีกฝ่ายใจเย็นขึ้น “พี่ใหญ่รู้เช่นนี้ คงเข้าใจข้าแล้วใช่หรือไม่ว่าข้าจะมิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรัชทายาทอีกแน่นอน”
ผู้เป็พี่ชายลูบหัวน้องสาวที่นับวันก็ยิ่งงดงามขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับยิ้ม “เช่นนั้นพี่คงมิต้องไปส่งน้องสาวปะทะคารมกับรัชทายาทแล้วกระมัง”
^^ “เ้าค่ะ หายห่วง”
‘หายห่วง?’ หลีปินมองตามน้องสาวและสาวใช้ของนางเดินไปยังประตูทางเข้าท่าเรือด้วยความงุนงง
ปิงปิงเดินไปถึงหน้าคลังรับส่งสินค้าทางเรือของสกุลหวังและพบเข้ากับบุรุษรูปงามในชุดสีดำกำลังจ้องนางอยู่ อกสตรีเต้นแรงในความหล่อเหลาแต่ยังมิอาจเอื้อนเอ่ยออกไปได้เพราะไม่แน่ใจว่าบุรุษผู้นี้คือรัชทายาทใช่หรือไม่ ความเงียบและจ้องกลับคือสิ่งที่นางทำต่ออีกฝ่าย จนได้ยินเสียงทุ้มอันแสนคุ้นเคยในความรู้สึกดังขึ้นมา
“หวังปิงปิง” รัชทายาทมู่หรงหลานมองสตรีงดงามผูกผมครึ่งศีรษะ ใบหน้าจิ้มลิ้มแตกต่างไปจากเดิมและนางอยู่ในชุดสีม่วงเข้มขับผิวขาวเนียนละเอียด เครื่องหน้าของนางแต่งแต้มสวยสดจนไร้ที่ติ ‘คล้ายมิใช่ปิงปิงคนเก่า...นางงามจนยากจะละสายตา’ ไหนจะกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายนางอีกเล่า? เหตุใดก่อนหน้านี้จึงมิเคยได้กลิ่น
“เ้าค่ะ” ย่อกายใส่บุรุษรูปงามที่เอ่ยทักและจากที่มองผู้คนโดยรอบก็มีเพียงบุรุษรูปงามผู้นี้ยืนอยู่ ‘เช่นนั้น คนผู้นี้คือรัชทายาทไม่ผิดแน่’ เมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายคือผู้ที่เ้าของร่างคนเดิมหลงรักนางจึงทักไปอีกคำว่า “รัชทายาทมู่หรงหลานมีเื่อันใดกับข้ารึเ้าคะ” เอียงคอน้อยๆ
“?” วาจาของนางราวกับคนมิเคยสนิท มิเคยสนทนาแต่เขามิได้สนใจเทียบเท่ากับความอยากรู้ในตอนนี้ “มิ่งลี่เปรยให้ข้าฟังว่าเ้านั้นหายไปหลายวัน ข้ารึแค่ผ่านทางมาแถวนี้จึงแวะมาดูเ้าเพื่อนำข่าวไปบอกนาง” ยกชาร้อนขึ้นจิบราวกับไม่ใส่ใจ
ผู้รู้ตัวว่าห่างหายจากการไปเยี่ยมเยี่ยนมิ่งลี่จริงได้แต่พยักหน้า “อ่อ นั่นเป็เพราะผ่านพ้นวันปักปิ่นของมิ่งลี่แล้วเ้าค่ะ นางสามารถออกเรือนได้โดยที่ข้าไม่ต้องเป็ห่วง และข้ารู้ว่าท่านกับมิ่งลี่อยากจะครองคู่กัน ดังนั้นจึงตัดสินใจถอยออกมา แต่อย่าห่วงเลยเ้าค่ะหลังจากนี้หากมีสิ่งใดให้หวังปิงปิงผู้นี้ช่วยเหลือ ก็บอกได้นะตลอด ข้ายินดี” นางกล่าว ^^
รัชทายาทเงียบไปหนึ่งอึดใจ ก่อนจะเอ่ยโต้ไปว่า “รู้ตัวเช่นนี้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องลำบากใจในการพบเจอกับเ้าที่ตามติดมิ่งลี่ไม่ยอมปล่อย” หรี่ตามองสตรีที่เคยยั่วยวนเขา “หรือนี่จะเป็อีกแผนชั่วร้ายของเ้า”
ผู้ถูกกล่าวหาส่ายหน้ารัวๆ “แผนใดเ้าคะ ข้ากับมิ่งลี่เป็สหายสนิทกันั้แ่วัยเยาว์ เมื่อท่านก้าวเข้ามาแทรกข้าย่อมต้องห่วงสหายข้ากลัวว่าท่านจะมิได้รักชอบนางจากใจจริง จึงทำการลองใจท่าน” ทำหน้าใสซื่อ “มันก็เท่านั้นมิมีสิ่งใดซับซ้อน”
“ลองใจข้า? ยั่วยวน? หลอกลวง?”